วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขับเคลื่อนผู้ประกอบการ SMEs ไทยสู่ตลาดโลก จัดกิจกรรม "กระชับความสัมพันธ์และสร้างเครือข่ายทางการค้า (ในประเทศ)" ภายใต้โครงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือผู้ประกอบการ SMEs ให้มีศักยภาพและสามารถแข่งขันได้ในตลาดต่างประเทศ Local to Global หรือ DFT+ ระหว่างวันที่ 22–24 กรกฎาคม 2569 ณ จังหวัดสงขลา เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ สร้างเครือข่าย เปิดเวที Business Matching และศึกษาศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการค้าชายแดน เตรียมความพร้อมสู่ตลาดต่างประเทศ
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่าได้มอบหมายให้นางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเป็นหัวหน้าคณะนำผู้ประกอบการ SMEs และผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกว่า 100 ราย จัดกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์และสร้างเครือข่ายทางการค้า (ในประเทศ) ณ จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 22 – 24 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Local to Global หรือ DFT+ ซึ่งได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของ สสว. เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ไทย ภายใต้แนวคิด "DFT+ บวกโอกาสให้ SMEs ไทย" มุ่งพัฒนาผู้ประกอบการอย่างครบวงจร ทั้งด้านองค์ความรู้ การสร้างเครือข่าย และการเชื่อมโยงโอกาสทางการค้าสู่ตลาดโลก โดยภายหลังการเปิดโครงการ ผู้ประกอบการได้ผ่านการอบรมเชิงลึกแล้ว 2 ครั้งจากทั้งหมด 5 ครั้ง ก่อนต่อยอดสู่การเรียนรู้นอกห้องอบรมผ่านกิจกรรมการลงพื้นที่จังหวัดสงขลาซึ่งกิจกรรม ครั้งนี้ ผู้ประกอบการ SMEs ที่เข้าร่วมโครงการได้ร่วมเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ในพื้นที่ พร้อมร่วมกิจกรรม Team Building เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการต่อยอดธุรกิจและการสร้างพันธมิตรทางการค้า ในอนาคต และไฮไลต์สำคัญของกิจกรรมอยู่ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs ได้เจรจาธุรกิจกับเครือข่ายผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียง ประกอบด้วยผู้ซื้อ ผู้ค้า ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้าส่ง-ค้าปลีก และห้างสรรพสินค้า เพื่อขยายตลาด เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า และต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ
นางชนินทร หริ่มเจริญ กล่าวว่า Business Matching ไม่ได้เป็นเพียงเวทีพบปะระหว่างผู้ประกอบการ แต่เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับคู่ค้าศักยภาพ และการต่อยอดสู่การซื้อขายจริง โดยกิจกรรมครั้งนี้ได้รับความสนใจจากภาคธุรกิจเป็นอย่างมาก สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาธุรกิจเบื้องต้นกว่า 10 ล้านบาท และคาดว่าจะต่อยอดสู่การซื้อขายและความร่วมมือทางธุรกิจเพิ่มเติมในระยะต่อไป
นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้นำผู้ประกอบการศึกษาดูงาน ณ ด่านศุลกากรสะเดา (แห่งใหม่) ซึ่งเป็นด่านการค้าชายแดนทางบกที่มีมูลค่าการค้าสูงที่สุดของประเทศ รองรับการขนส่งสินค้าทางถนนไปยังมาเลเซียและเชื่อมต่อสู่สิงคโปร์ โดยผู้ประกอบการได้เรียนรู้การอำนวยความสะดวกผ่านระบบตรวจปล่อยสินค้าด้วยเครื่อง X-ray แบบ Fast Scan และระบบ National Single Window (NSW) และ ASEAN Single Window (ASW) ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศได้มีการเชื่อมโยงข้อมูลหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์กับกรมศุลกากร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงศุลกากรปลายทาง ช่วยลดระยะเวลาตรวจสอบการตรวจปล่อยสินค้า และอำนวยความสะดวกในการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA นอกจากนี้ คณะฯ ยังได้ศึกษาดูงานด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางรางเชื่อมไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ มีบทบาทสำคัญในการขนส่งสินค้าปริมาณมาก ทั้งประเภทตู้คอนเทนเนอร์และสินค้าขนาดใหญ่ ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเสริมศักยภาพการค้าชายแดน โดยการศึกษาดูงานจากด่านศุลกากรทั้งสองแห่งทำให้ผู้ประกอบการได้รับความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน ขั้นตอนการนำเข้า–ส่งออก และการวางแผนเพื่อขยายตลาดสู่ประเทศเพื่อนบ้านและอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ กิจกรรมจังหวัดสงขลาเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของโครงการ Local to Global (DFT+) ที่ผสานทั้งการเรียนรู้ในห้องอบรม การสร้างเครือข่ายธุรกิจ การลงพื้นที่ศึกษาการค้าจริง และการเชื่อมโยงคู่ค้าศักยภาพ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทยสามารถเติบโตจาก Local สู่ Global ได้อย่างเป็นรูปธรรม
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี