วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569
‘อนุทิน’ชูแนวคิด‘วิศวกรการเมือง’ โฟกัส 3 เรื่อง ยกกำลังประเทศไทย ฝ่าวิกฤติโลกไร้ระเบียบ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ฝ่าวิกฤติ รับมือระเบียบโลกใหม่” ในงาน The INTANIA Forum จัดโดยสมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ณ Hall of INTANIA เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 โดยระบุว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “โลกไร้ระเบียบ” (New World Disorder) ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและคาดการณ์ได้ยาก ประเทศไทยจึงต้องปรับวิธีคิดและยุทธศาสตร์ใหม่ เปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาส ด้วยการบริหารประเทศอย่างเป็นระบบแบบวิศวกร
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตนเองเป็น “วิศวกรการเมือง” ที่ใช้หลักคิดด้านวิศวกรรมในการจัดลำดับความสำคัญ บริหารทรัพยากร และเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุด พร้อมยกตัวอย่าง Critical Path Method (CPM) เพื่ออธิบายการตัดสินใจว่าประเทศควรลงทุนเรื่องใดก่อน ใช้ทรัพยากรอย่างไร และเลือกเส้นทางใดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยต้องปรับตัวอย่างยืดหยุ่นเพื่อพาประเทศเข้าสู่ Steady State หรือภาวะที่มั่นคง ปลอดภัย และเติบโตอย่างยั่งยืน
นายกรัฐมนตรีเสนอให้กระจายศูนย์กลางการพัฒนา ประเทศไทยควรมี มหานครมากกว่าหนึ่งแห่ง เพื่อกระจายความเจริญและโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาค ใช้ศักยภาพด้านทำเลและโครงข่ายคมนาคมพัฒนาอุตสาหกรรมตามแนวเส้นทางหลัก สร้างรายได้ การจ้างงาน และยกระดับบทบาทไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าของภูมิภาค
พร้อมกำหนด 3 เรื่องที่ประเทศไทยต้องโฟกัส ได้แก่ การพัฒนาคน ผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เพื่อสร้างกำลังคนที่แข่งขันได้, การวิจัยและนวัตกรรม โดยให้มหาวิทยาลัยเป็นฐานสร้างนวัตกรรมและภาครัฐช่วยเปิดตลาดให้งานวิจัยต่อยอดเชิงพาณิชย์ และ การปฏิรูประบบราชการ ให้เป็นพันธมิตรของภาคประชาชนและภาคธุรกิจ เพื่อนำไปสู่แนวคิด “ยกกำลังคนไทย ยกกำลังประเทศไทย”
นายกรัฐมนตรียังย้ำแนวคิด Self Reliance ตามแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 สนับสนุนสินค้า ผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมของคนไทย พร้อมเสนอกรอบการใช้ AI ภายใต้หลัก 4P ได้แก่ Prevention ป้องกันผลกระทบ, Prosperity สร้างความมั่งคั่ง, Potential พัฒนาศักยภาพคนและประเทศ และ Protection กำกับดูแลเทคโนโลยีให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม
ด้านนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงรุนแรงจากโควิด-19 ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจโลกผันผวน ทำให้ไทยต้องวางแผนระยะยาวและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากร โดยโจทย์สำคัญคือทำให้เงินทุนไหลสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพ พร้อมดึงทุนนอกระบบและลดปัญหาคอร์รัปชัน เพื่อเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจ
ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ต้องแก้ปัญหา Resource Misallocation ซึ่งทำให้เงินทุนกระจุกตัวในธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก โดยเตรียมนำ Data Analytics และข้อมูลจาก Data Bureau มาพัฒนาระบบประเมินความน่าเชื่อถือทางการเงิน เพื่อให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น แม้ไม่มีหลักประกันหรือประวัติสินเชื่อแบบเดิม
ขณะที่นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG กล่าวว่า ประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดรับระเบียบโลกใหม่ กล้าปรับลดหรือยุติ Zombie Business แล้วนำทรัพยากรไปลงทุนในธุรกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมเสนอให้อาเซียนเป็น Business Partnership ใช้จุดแข็งของแต่ละประเทศสร้างห่วงโซ่คุณค่าร่วมกัน โดยไทยควรมุ่งผลิตสินค้ามูลค่าสูงและขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
พร้อมเสนอการพัฒนากลไกทางการเงินระดับภูมิภาค เช่น ASEAN-based Loan เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และสนับสนุนการใช้สินค้า Made in Thailand ให้เกิด Multiplier Effect สร้างรายได้ การจ้างงาน และมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจไทย
ด้าน นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย CEO ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ภายใต้ The New World Order ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ต้องเร่งเพิ่ม Productivity เพราะต้นทุนวัตถุดิบคิดเป็น 50-60% ของต้นทุนทั้งหมด พร้อมชี้ว่าเศรษฐกิจจะมีลักษณะ K-Shape จึงต้องสนับสนุนธุรกิจที่สามารถปรับตัวและเติบโตได้
สำหรับเป้าหมายยกระดับไทยสู่ High-Income Economy ภายใน 12 ปี ควรมุ่งพัฒนา 7 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ เกษตรและอาหาร ยานยนต์สมัยใหม่ AI อิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล การแพทย์และ Wellness การท่องเที่ยว ค้าปลีก และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ส่วนนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความเชื่อมโยงระหว่าง Geo-politics และ Geo-economics ส่งผลโดยตรงต่อทิศทางพลังงานและเศรษฐกิจไทย ระยะสั้นต้องสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพิ่มการพึ่งพาตนเองและการใช้ Bio-diesel ส่วนระยะกลางต้องดูแลราคาพลังงาน สนับสนุน Data Center และ AI ควบคู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เช่น AI Training Academy และ Power Usage Effectiveness (PUE)
นอกจากนี้ ควรเร่งลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์ โครงข่ายไฟฟ้า และผลักดันแผน PDP 2026 ที่เตรียมเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจาก Small Modular Reactor (SMR) รวม 2,400 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580 โดยให้ กฟผ. เป็นหน่วยงานนำร่อง
ช่วงท้ายการเสวนา วิทยากรทุกคนเห็นพ้องว่า “คน” คือปัจจัยสำคัญที่สุดของการพัฒนาประเทศ จึงต้องยกระดับ Lifelong Learning ปฏิรูประบบการศึกษา ใช้ AI สนับสนุนการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล ปรับการวัดผลให้สะท้อนทักษะจริง และส่งเสริมทักษะที่ AI ทดแทนไม่ได้ เช่น EQ การสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ และการทำงานร่วมกับผู้อื่น รวมถึงการเรียนรู้ภาษาจีนและภาษาของประเทศคู่ค้า เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต
วิทยากรเชื่อว่า หากประเทศไทยสามารถพัฒนาคน สร้างทักษะแห่งอนาคต และปลูกฝังวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ จะสามารถเปลี่ยนความท้าทายของโลกให้เป็นโอกาส และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดย The INTANIA Forum เป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงวิสัยทัศน์ของภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคธุรกิจ สู่การขับเคลื่อนประเทศในระยะยาว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี