วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในเดือนพฤษภาคม 2569 รวม 40,442.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.38% และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ 81.32% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA โดย อันดับหนึ่ง เป็นการส่งออกไปยังอาเซียนภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) มูลค่า 13,403.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ 68.93% อันดับสอง เป็นการใช้สิทธิฯ ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ACFTA) มูลค่า 11,869.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ 94.33% อันดับสาม ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 5,526.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ 78.97% อันดับสี่ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 3,101.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 85.43% และอันดับห้า ความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 2,451.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 57.18%
สำหรับสินค้าที่มีการใช้สิทธิฯ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ในเดือนพฤษภาคม ปี 2569 ได้แก่ (1) ทุเรียนสด (2) ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ (3) เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ (4) ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ และ (5) เครื่องทอง เครื่องเงิน และส่วนประกอบ ที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มสินค้า พบว่า สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่มีการใช้สิทธิฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) ทุเรียนสด (2) น้ำตาลที่ได้จากอ้อยอื่น ๆ (3) เนื้อไก่ปรุงแต่ง (4) ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นของไก่แช่เย็นจนแข็ง (5) เงาะ ลำไย ทับทิมสด มูลค่ารวม 10,811.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 26.73% ของมูลค่าการใช้สิทธิฯ ทั้งหมด ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมที่มีการใช้สิทธิฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ (2) เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ (3) ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ (4) เครื่องทอง เครื่องเงิน และส่วนประกอบ ที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ และ (5) เศษและของที่ใช้ไม่ได้ที่เป็นทองแดง มูลค่ารวม 29,630.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 73.27% ของมูลค่าการใช้สิทธิฯ ทั้งหมด
นางอารดา กล่าวว่า ปัจจุบันถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยจะใช้โอกาสจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงตามบริบทภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจโดยประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งด้านทำเลที่ตั้ง ความเป็นกลางในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ครอบคลุมตลาดสำคัญในหลายภูมิภาค ซึ่งล้วนเป็นแต้มต่อสำคัญในการลดผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และสร้างโอกาสใหม่ทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทย ผ่านการใช้ประโยชน์จาก FTA เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้า ขยายธุรกิจสู่ตลาดศักยภาพใหม่ เช่น ละตินอเมริกา และเอเชียใต้ ควบคู่กับการประยุกต์ใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า ลดต้นทุน และพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ตลาดมูลค่าสูง เพื่อสร้างความพร้อมในการขยายธุรกิจสู่ตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพทั่วโลก
“กรมฯ จะเดินหน้าสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนสิงหาคมนี้ โครงการ ‘Boost Up SMEs สู่ตลาด FTA’ จะนำผู้ประกอบการ SMEs เดินทางสู่สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์เพื่อผลักดัน SMEs รุกตลาดศักยภาพใหม่ เตรียมความพร้อมรองรับความตกลงการค้าเสรีไทย–สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ซึ่งคาดว่าจะมีผลใช้บังคับต้นปี 2570 โดยสวิตเซอร์แลนด์และนอร์เวย์เป็นตลาดมูลค่าสูงที่มีศักยภาพในการยกระดับสินค้าไทยสู่ตลาดพรีเมียม นอกจากนี้ยังมีตลาดอินเดีย ที่เป็นตลาดขนาดใหญ่และมีกำลังซื้อเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการได้พบปะผู้ซื้อและผู้นำเข้า สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และต่อยอดการใช้ประโยชน์จาก FTA เพื่อขยายธุรกิจในระยะยาว” นางอารดากล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี