533.jpg
‘ศุภจี’นำทูต 13 ประเทศลุยแผน Fruit Tourism ดันทุเรียนใต้-ผลไม้ไทย เจาะตลาดโลก

‘ศุภจี’นำทูต 13 ประเทศลุยแผน Fruit Tourism ดันทุเรียนใต้-ผลไม้ไทย เจาะตลาดโลก

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.44 น.

‘ศุภจี’นำทูต 13 ประเทศลุยสวนทุเรียนใต้ ชู‘Thailand: The Land of Tropical Fruits’ ชิม 9 สายพันธุ์ เจาะตลาด-สร้างดีมานด์ใหม่ ต่อยอด Fruit Tourism กระตุ้นบริโภค-เพิ่มยอดค้าผลไม้ไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี นำคณะเอกอัครราชทูตและผู้แทนจาก 13 ประเทศ ได้แก่ เบลเยียม กัวเตมาลา คาซัคสถาน เคนยา บังกลาเทศ สาธารณรัฐเกาหลี อาเซอร์ไบจาน มัลดีฟส์ ฮังการี คิวบา อิตาลี ศรีลังกา และเวเนซุเอลา เยี่ยมชมแหล่งผลิตผลไม้คุณภาพของภาคใต้ ภายใต้กิจกรรม “Thailand: The Land of Tropical Fruits” เพื่อให้คณะทูตได้สัมผัสคุณภาพ รสชาติ และความหลากหลายของผลไม้ไทยจากแหล่งผลิตจริง พร้อมเชื่อมโยง “ผลไม้–การค้า–การท่องเที่ยว” ผ่านแนวคิด “Fruit Tourism” โดยมีนายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี คณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกิจกรรม


กระทรวงพาณิชย์ใช้เครือข่ายทางการทูตเป็นกลไกสร้างการรับรู้และขยายตลาดผลไม้ไทย โดยเปิดโอกาสให้คณะทูตได้ “เห็น–ชิม–สัมผัส” ผลไม้จากแหล่งผลิตจริง ก่อนนำประสบการณ์กลับไปถ่ายทอดต่อยังประเทศของตนเอง ทั้งนี้ ประเทศเป้าหมายทั้ง 13 ประเทศมีศักยภาพ และมีนักท่องเที่ยวเดินทางมายังประเทศไทยรวมกว่า 5.26 ล้านคน จึงเป็นโอกาสในการเชื่อมโยง “การท่องเที่ยว–การบริโภค–การค้า” โดยมุ่งหวังให้คณะทูตเป็น “ผู้บอกต่อผลไม้ไทย” ไปยังนักท่องเที่ยว ผู้บริโภค และผู้ซื้อในประเทศของตน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและนำไปสู่การสร้างดีมานด์ใหม่และตลาดใหม่ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย

นางศุภจี กล่าวว่า การนำคณะทูตลงพื้นที่ครั้งนี้ ต้องการเปิดประสบการณ์ให้ผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ ได้รู้จักผลไม้ไทยจากพื้นที่จริง โดยเมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา กรมการค้าภายในได้นำคณะทูตเยี่ยมชมแหล่งผลิตในจังหวัดนครศรีธรรมราช และวันนี้ได้มาที่สวนลุงโหน่ง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งรวบรวมทุเรียนหลากหลายสายพันธุ์จากภาคใต้ ให้คณะทูตได้ชิม เปรียบเทียบรสชาติ และให้คะแนนความชื่นชอบ เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการวางแผนทำตลาดส่งออกให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคแต่ละประเทศ

“ทุเรียนไทยมีความพิเศษและมีความหลากหลายอย่างยิ่ง วันนี้เราไม่ได้ต้องการให้ท่านทูตรู้จักเพียงว่าประเทศไทยมีทุเรียน แต่ต้องการให้รู้ว่าทุเรียนแต่ละสายพันธุ์มีรสชาติและเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน และนำข้อมูลว่าผู้บริโภคในแต่ละประเทศชื่นชอบรสชาติแบบใด ไปใช้ในการทำตลาดให้ตรงกับความต้องการ” นางศุภจี กล่าว

นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันการส่งออกทุเรียนสดของไทยยังพึ่งพาตลาดจีนมากกว่า 90% จึงมีโอกาสอีกมากในการเปิดตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดศักยภาพในยุโรป เอเชียใต้ กลุ่มประเทศ CIS ลาตินอเมริกา และแอฟริกา การนำคณะทูตมาสัมผัสผลไม้ไทยถึงแหล่งผลิต จึงเป็นการใช้เครือข่ายทางการทูตช่วยเปิดตลาด สร้างความเข้าใจ และต่อยอดไปยังผู้นำเข้า ผู้ค้า ผู้บริโภค และภาคธุรกิจในประเทศต่าง ๆ

พร้อมกันนี้ กระทรวงพาณิชย์ต้องการยกระดับการทำตลาดจากการขายตาม “ขนาด” ไปสู่การสร้าง “อัตลักษณ์” ของผลไม้แต่ละสายพันธุ์และแต่ละพื้นที่ โดยใช้ระบบสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ช่วยสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่า เพราะแม้เป็นทุเรียนหมอนทองเหมือนกัน แต่หมอนทองจากสุราษฎร์ธานี ยะลา จันทบุรี ระยอง หรือนนทบุรี ก็มีความแตกต่างด้านรสชาติและคุณลักษณะ

“ทุเรียนไม่ได้วัดความอร่อยกันที่ไซส์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การดูแลสายพันธุ์ คุณภาพตั้งแต่ต้นทางจนถึงการเก็บเกี่ยว และการดูแลระหว่างการขนส่ง เราต้องช่วยกันทำให้ตลาดทุเรียนไทยมีความโดดเด่นและแตกต่างจากประเทศอื่น” นางศุภจี กล่าว

สำหรับสถานการณ์ปีนี้ ประเทศไทยสามารถส่งออกทุเรียนแล้วกว่า 1.1 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 127,000 ล้านบาท ขณะที่ผลผลิตทุเรียนภาคใต้อยู่ในช่วงโค้งสุดท้าย เหลือประมาณ 20–30% ของฤดูกาล กระทรวงพาณิชย์จะร่วมมือทุกภาคส่วนเร่งบริหารจัดการผลผลิตที่เหลือให้สามารถจำหน่ายได้ตลอดฤดูกาล ในราคาที่เกษตรกรพึงพอใจ พร้อมเดินหน้ากระจายตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่ม

นางศุภจี กล่าวว่า ระยะกลางและระยะยาวต้องวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับตลาด ทั้งการเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสม การทำตลาดล่วงหน้า การกระจายช่วงเวลาผลผลิต และการส่งเสริมการแปรรูป เพื่อบริหารความเสี่ยงจากสภาพอากาศและลดความเสี่ยงด้านราคา รวมถึงส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของทุเรียน เช่น การนำเปลือกไปพัฒนาเป็นปุ๋ย พร้อมเดินหน้าทำ “โซนนิ่ง” ให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ เพื่อไม่ให้ผลผลิตกระจุกตัวในช่วงเวลาเดียวกันจนเกิดภาวะอุปทานสูงและกระทบต่อราคา โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนการผลิตให้มีตลาดรองรับ

สำหรับกิจกรรมที่สวนลุงโหน่ง อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งบริหารงานโดยนายศิริ เฮ่าสกุล หรือ “นายกโหน่ง” นายกสมาคมทุเรียนใต้ มีพื้นที่กว่า 40 ไร่ และรวบรวมทุเรียนมากถึง 43 สายพันธุ์ คณะทูตได้ชิมทุเรียน 9 สายพันธุ์ ได้แก่ ในวงระนอง บางนรา พระยารัษฎา หมอนทอง ไข่มุกเบตง ยาวลิ้นจี่ ทองย้อยฉัตร ก้านยาว และหมอนทองสะเด็ดน้ำ พร้อมชิมผลไม้ภาคใต้อื่น ๆ อาทิ สละ มังคุด และลองกอง เพื่อเปรียบเทียบความชื่นชอบและรสนิยมของผู้บริโภคจากแต่ละประเทศ

นอกจากนี้ นางศุภจีและคณะทูตยังได้ร่วมกันปลูก “ทุเรียนแห่งมิตรภาพ” หรือ “Tree of Friendship” จำนวน 1 ต้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับมิตรประเทศ โดยคาดว่าจะให้ผลผลิตในอีกประมาณ 3 ปี ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลให้คณะทูตและผู้มาเยือนกลับมาประเทศไทย เพื่อติดตามการเติบโตของต้นทุเรียนและผลผลิต

นางศุภจี กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการส่งเสริมการขายผลไม้ แต่ต้องการเชื่อมโยง “ผลไม้–การค้า–การท่องเที่ยว” ผ่านแนวคิด Fruit Tourism โดยกระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการจัดทำ “ปฏิทินผลไม้ภาคใต้” ให้เห็นว่าแต่ละช่วงเวลาของปี จังหวัดใดมีผลไม้อะไรออกสู่ตลาด เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถวางแผนเดินทางไปสัมผัสผลไม้ในแหล่งผลิตจริง ควบคู่กับการเรียนรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น

“เราอยากให้ท่านทูตเข้าใจว่าแต่ละจังหวัดในภาคใต้มีอะไรน่าสนใจ และทำปฏิทินทั้งปีว่าช่วงไหนมีผลไม้อะไรออก เมื่อคนชอบผลไม้อะไรก็สามารถเดินทางไปจังหวัดนั้นได้ เป็นการโปรโมตการท่องเที่ยวเชิงผลไม้ไปพร้อมกัน” นางศุภจี กล่าว

นอกจากสวนทุเรียนแล้ว คณะทูตยังได้เยี่ยมชมสวนมะพร้าวลุงสงค์ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เรียนรู้การแปรรูปมะพร้าวเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม อาทิ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น สบู่ เทียน ผงสครับ โลชั่น และเซรั่มจากมะพร้าว พร้อมชิมผลิตภัณฑ์และผลไม้ท้องถิ่น โดยกระทรวงพาณิชย์มุ่งสร้างดีมานด์ใหม่ให้กับมะพร้าวและผลิตภัณฑ์แปรรูป ลดการพึ่งพาตลาดเดิม และเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์มุ่งขับเคลื่อน “Thailand: The Land of Tropical Fruits” ให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในแหล่งผลไม้คุณภาพของโลก โดยใช้เครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นกลไกสร้างตลาดใหม่ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพ สร้างความแตกต่างด้วยสายพันธุ์และ GI ส่งเสริมการแปรรูป และเชื่อมโยงการค้าเข้ากับการท่องเที่ยว เพื่อให้ผลไม้ไทยไม่เพียงเป็นสินค้าตามฤดูกาล แต่เป็นสินค้าที่ผู้บริโภคทั่วโลกรอคอย และเป็นแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสผลไม้ไทยถึงแหล่งผลิต

จาก “ผู้มาเยือน” สู่ “ผู้บอกต่อ” จาก “ประสบการณ์” สู่ “ดีมานด์” และจาก “ดีมานด์” สู่ “ตลาดใหม่” คือเป้าหมายสำคัญของการใช้การทูตเชื่อมโยงผลไม้ไทยกับการท่องเที่ยวและการค้า อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้เพิ่มขึ้นแก่เกษตรกร ชุมชน และเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top