วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569
สร้างปรากฎการณ์เป็นแพทย์หญิงคนแรกในสยามประเทศ ที่เอาใบวอ (ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ) ไปคืนแพทยสภา จนฮือฮาไปทั่วประเทศ ล่าสุด “หมอเคท” หรือ “หมอของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์” ก็ไม่ปล่อยให้ทุกคนสงสัยในตัวเองตามข่าวลือ ไม่ว่าจะชิงลาออกก่อนโดนปลด!! หรือไม่พอใจกับการอยู่ในกฎ จนต้องกบฎ เจ้าตัวร่ายยาวผ่านรายการ คุยแซ่บโชว์ ทางช่องวัน31 แบบสับๆ พร้อมยืนยันโนสน โนแคร์ ตอนนี้มูฟออนแล้ว
“ดิฉันคืออินฟลูสาวท่านหนึ่ง จบคณะแพทย์ศาสตร์มา 20 กว่าปี เคยเป็นหมอ แต่เอาใบวอ ไปคืนคนแรกในกรุงรัตนโกสินทร์ ตอนนี้ไปลงคอร์ส เรียนไพ่ยิปซี เค้าจะได้เรียกว่าเราเป็นหมอ (ยิ้ม)”
ลึกๆ เสียใจไหม ขอคำตอบแบบไม่แอ๊บ กับการคืนใบอนุญาต?
“เสียใจเหรอ มันไม่ได้เรียกว่าเสียใจ ถามว่าเสียดายไหม มีอยู่ 2 เสียดาย หนึ่งเสียดายในใบประกอบวิชาชีพ อันนั้นเราเสียดาย เสียดายอีกอย่างนึงคือ ทำไมเราไม่เอาไปคืนก่อนหน้านี้ ฉันรออะไร เราอยู่ในกฎของแพทยสภามา 20 ปี แพทยสภาเหมือนบ้านของหมอทุกคน แต่เมื่อวันที่ 9 กุมภา 2568 เค้าออกกฎมาใหม่ โดยเปลี่ยน 2 ข้อ ข้อแรกคือเรื่องของการโฆษณา อันที่สองคือเรื่องของบทลงโทษ ซึ่งเรารู้สึกว่าไม่สามารถปฏิบัติตามได้ กฎมันเกินกว่าเหตุ มันบิดเบี้ยว บทลงโทษมันใช่ไหม สมมุติยกตัวอย่าง อาทิเช่น ด่ากัน 3 ครั้ง ประหารชีวิต และเราไม่ได้เถียง คืออยู่ในกรอบ เราสามารถปฏิบัติตามได้ เพราะตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ฉันปฏิบัติตามกฎอยู่ในกรอบมาโดยตลอด อาทิเช่น ห้ามพูดคำว่าขาว ฟิลเลอร์พูดไม่ได้ ต้องพูดว่าโปรแกรมฟิลเลอร์ หรือจะต้องพูดคำว่ากระจ่างใสแทน แม้ว่าที่ผ่านมามันจะมีมาซักพักนึงแล้ว แต่มันก็ไม่ได้เข้มข้นเท่าปัจจุบันตอนนี้ ที่ผ่านมามันมีบทลงโทษตามเหตุที่เหมาะสม ซึ่งถ้าเราเป็นคนที่เขาไม่ใช่จับจ้อง เค้าอาจจะไม่สนใจ แต่ถ้าเค้าจับจ้อง ยังไงก็ผิด“
แล้วหมอของขวัญคือคนนั้นที่เค้าจะเอาใช่ไหม?
“โอ้โห….ถ้าจะเชือดไก่ให้ลิงดู อีไก่ตัวนั้นต้องชื่อหมอของขวัญ และบทลงโทษที่จะโดนคือประหารชีวิต สิ่งที่เรารับไม่ได้คือจุดนี้ ยกตัวอย่างความผิดครั้งแรกอาจจะมาจากดุลยพินิจเลย คุณจะดุลอะไรก็ได้ เราบอกเลยว่าตั้งแต่เราคืนใบไป เราร้องเรียนแพทยสภา 3 เคส หนึ่งในนั้นคือร้องเรียนเกี่ยวกับกรรมการในแพทยสภา ซึ่งสิ่งที่เราทำไป ทำอะไรผิด แค่โฆษณาอาหาร โฆษณาขนม มันไม่น่าจะผิด และขออธิบายเพิ่มเติม ประหารชีวิต เป็นการอุปมาอุปมัย ก็คือการเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพ สมมุติถ้าทำคนไข้ตาย ก็จะพักใบอนุญาต 2 ปี แต่ถ้าคุณโฆษณา คุณจะโดนเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพ“
การที่เข้าออกกฏหมายอย่างนี้ เค้าต้องการยกระดับมาตรฐานของแพทย์ที่สูงขึ้น หรือเปล่า?
”พูดตามตรง กฎหมายต่างประเทศทั้งหมด อย่างอเมริกา เค้าไม่ได้ห้ามให้หมอทำการโฆษณา เค้าให้ชี้แจงให้ชัดเจนว่าคุณคือเจ้าของแบรนด์ หรือคุณแค่โดนจ้างมา คนฟังจะได้วิเคราะห์ว่าเหตุผลคืออะไร หรือถ้าเป็นจีน ถ้าจะออกมาพูดเรื่องพวกนี้ คุณจะต้องมีใบรับรอง คนทั่วไปพูดไม่ได้ หรือถ้าเรื่องไฟแนนซ์ คุณก็ต้องมีใบรับรองเช่นกัน แต่อย่างที่พูดว่าจะให้คนมีความรู้ไปพูดแล้วจะดูเป็นการชักจูงนั้น ถ้าคุณไม่ให้หมอพูด นั่นคุณกำลังส่งเสริมให้คนอื่นที่ไม่ใช่หมอพูด ไปชักชวน พูดได้ดังขึ้นทางอ้อม ที่เรียกว่าผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย คุณบอกว่าหมอพูดไม่ได้เลยเพราะเดี๋ยวคนจะเชื่อ คุณกำลังกดเสียงของหมอลง และคุณกำลังเพิ่มเสียงให้กับพวกหมอปลอมในโซเชียลมากขึ้น เป็นการให้ความรู้ผิดๆดังขึ้นทางอ้อม“
.jpg)
หรือเค้ากลัวว่า หมอจะหากำไรจากวิชาชีพของตัวเอง?
”ถ้าโฆษณาเกินจริง งั้นก็ออกกฎมาเลยว่าถ้าผู้บริโภคซื้อไปแล้วประสบปัญหา ก็ให้หมอคนนั้นรับโทษสองเท่า ไม่ต้องลงโทษเหมือนชาวบ้าน เพราะสำหรับหมอ ถ้าสมมุติทานแล้วขาวขึ้นในสามวัน มันผิดปกติ มันมีสารปรอทไหม หมอจะรู้ เพราะว่าถ้าหมอพลาด ยินดีให้ลงโทษไปสองเท่า แล้วถ้าออกกฎมาตามที่เราพูดไปเมื่อกี้ เรารู้สึกโอเค“
หลังเรายื่นใบลาออกไปแล้ว แพทยสภาว่ายังไงบ้าง?
”อันนี้เราไม่รู้นะ วันที่เราละทิ้งหนึ่งระบบ สิ่งที่เราทำคือเราไม่เหลียวหลังกลับไปมอง มันก็มีมีคนที่มาเล่าให้ฟัง แต่เราบอกว่าหยุดนะ ฉันไม่แคร์อีกแล้ว เพราะฉันมูฟออนแล้ว“
ระหว่างทางในการลาออก เราได้ปรึกษาใครบ้าง?
”ทุกคนบอกว่าดีหมดเลย เพราะทุกคนก็เห็นว่าเรามีความสุขมากขึ้น มันไม่ต้องมีปลอกคอ ที่กดเรามาโดยตลอด มันทำให้ก่อนหน้านี้เราไม่สามารถทำได้ ทุกวันนี้เรารู้สึกว่าคุณกดหมอทุกคน และหมอแต่ละคนเค้าไม่ได้บริบทที่จะลาออกได้ทุกคน เราไม่ได้คิดก่อหวอด และเราไม่ได้สับสนให้ทุกคนคิดเหมือนเรา สำหรับเราส่วนตัว คิดเอง ทำเอง รู้บริบทของตัวเองว่าสามารถคืนใบได้ เราสามารถเป็นอินฟลู เราแฮปปี้กับการเป็นหมอมา 20 ปี เราไม่ได้ยุยงให้ใครลาออกคนเรา“
แล้วคนที่อยากลาออกเหมือนเราไหม?
”เพียบเลย เพราะบางคนอาจจะมองว่ากฎมันไม่เมคเซ้นส์ แต่เค้าไม่สามารถพูดได้ มีคนเดียวที่พูดได้เพราะเราไม่ได้อยู่ภายใต้กฎนี้แล้ว คนเดียวในสยามประเทศ และเป็นคนแรกก็คือฉันเอง“
ทำไมเราถึงกล้าพูดได้เข้มข้นขนาดนี้?
”ขนาดตอนมีใบยังพูดได้ขนาดนั้น ตอนนี้ไม่มีใบจะพูดได้ขนาดไหนเธอ“
ตอนเป็นหมอเค้าเรียกไปตักเตือนไหม
”มีเตือนมาหลังบ้าน แพทยสภาไม่สามารถออกจดหมายมาว่าแกอย่าเฉิดฉาย มันไม่มีกฎว่า อีหมอห้ามเฉิดฉาย มีผู้ใหญ่เตือนมาหลังบ้าน อย่าทำตัวเด่นแล้วจะเป็นภัย เรารู้อยู่แล้ว“
”และพูดตรงๆ ใครจะบอกว่าเงินไม่เกี่ยว หรือว่ารวยอยู่แล้ว ซึ่งมันเกี่ยวอยู่แล้ว เพราะว่าถ้าลาออกแล้วกินแกลบ มันก็จบนะ อย่างที่บอกว่าบริบทคนเราไม่เหมือนกัน แต่เราทำธุรกิจมา 20 ปี ดังนั้นเราบอกว่าเราอยู่ในบริบทที่ออกได้ แล้วมันอยู่ในสิ่งที่เราคิดว่าเราอยากออกมา แค่คืนใบ ตอนนี้เราทำได้ทุกอย่าง ยกเว้น ทำอะไรเกี่ยวกับร่างกายคนอื่นไม่ได้ เจาะ ฉีด ผ่า ดูด เราไม่ทำ เพราะกระดาษใบนี้มันอนุญาตทำให้เราฉีดหน้าเธอได้ แต่ตอนนี้เขาไม่สามารถห้ามเราพูดอะไรได้ ไม่ใช่ว่าเราคืนใบวันนี้ แล้วเราจะโง่ลงเลยทันที“
.jpg)
แล้วถ้าถามว่าถ้าอยากให้แพทยสภาควบคุมการโฆษณายังไงให้เหมาะสมกับในยุคปัจจุบัน?
”ข้อแรกมันต้องเริ่มจาก อย. เพราะว่ามาตรฐานนี้มันใช้มาตั้งแต่ปี 2525 ปัจจุบันคำต่างๆมันเปลี่ยนไปเยอะแล้ว เราต้องเปลี่ยนคำ และหมอต้องโฆษณาได้ แต่ต้องไม่โฆษณาเกินจริง และทุกอย่างต้องมีงานวิจัยรองรับ และต้องแนะนำให้ชัดเจนว่าคุณเป็นใคร ว่าคุณเป็นเจ้าของแบรนด์หรือเปล่า ผู้บริโภคจะได้รู้ว่า อ๋อ…มึงเป็นเจ้าของแบรนด์จะได้ชั่งใจนิดหนึ่งว่าจะตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อ เค้าอาจจะไม่ได้พูดในฐานะที่เขาเป็นหมอ แต่เค้าอาจจะพูดในฐานะที่เค้าเป็นผู้ผลิต ไม่ใช่ว่าเป็นหมอ แล้วทุกอย่างต้องเงียบ คนจะได้เชื่อถือมากขึ้น แต่การเงียบทั้งหมด คุณลืมไปหรือเปล่าว่า ใช่สิ่งที่คุณพูดมันถูกหมดเลย และการเงียบของคนที่มีความรู้ มันส่งเสริมให้กับคนที่ไม่มีความรู้เสียงดังมากขึ้น ตรงนี้แหละมันกระทบต่อประชาชน คุณจะจัดการมันยังไง“
หมอจะลง สส. เข้าไปปฏิรูปกฎหมายเองเลยมั้ย?
”พักโยม …. ตอนนี้สิ่งที่ฉันจะทำต่อไปคือ ฉันเป็นเจ้าของแบรนด์ ฉันเป็นพรีเซนเตอร์ ตอนนี้พรีเซนเตอร์เข้าฉ่ำเลย ฉันจะเป็นพรีเซนเตอร์ให้ดีที่สุด เพราะว่าใครจะมาอธิบายกับฉันไม่ได้ แล้ววันนี้ฉันเป็นอินฟลูฯ คนเดียวที่จบแพทยศาสตร์ ที่มีความรู้เท่ากับคนเรียนแพทย์ มีประสบการณ์ 20 ปี และพูดทุกอย่างได้โดยที่ไม่ต้องโดนยึดใบวอ“
แต่คนจะมองว่าเรากบฏ ทำไมไม่ทำตามกฎ?
”แต่การพัฒนาในโลกใบนี้ มันเกิดเพราะการกบฏ มันไม่เคยเกิดเพราะคนทำตามกฎซักอย่าง เราเถียงกันเรื่องกฎ และถ้าเรายึดกฎว่า ทำไมคนอื่นเค้าถึงทำตามกฎฉันได้ คนส่วนใหญ่เค้าก็ยังทำได้ เนี่ยแหละ ทำให้กฎไม่พัฒนา เนี่ยแหละจะทำให้สังคมไม่พัฒนา ถ้าพูดอย่างนี้ก็ไม่ต้องเปลี่ยนตั้งแต่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพราะทุกคนก็อยู่ภายใต้สมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ มันก็จะไม่มีประชาธิปไตย ถ้ากดยังไม่พัฒนา ไปพร้อมกับสังคม ทุกคนก็จะตายตามกฎ โดยที่ไม่ตั้งคำถามหรือว่ากฎมันเหมาะสมหรือไม่ และที่เราออกมาเพราะว่าเราไม่เห็นด้วยกับกฎ เพราะว่าวันหนึ่งกฎของแพทยสภาก็ต้องถูกการสังคายนา อาจจะเป็นวันนี้หรือวันไหน แต่ถ้าวันนั้นอาจจะไม่มีของหมอขวัญแล้วก็ได้ แต่ฉันชื่อว่ากฎจะต้องเปลี่ยนไปตามสังคม เพราะมนุษย์เปลี่ยนไปตามทุกวัน“
ชาวเน็ตบอกว่าที่ทำตัวแบบนี้อาจจะมองเป็นฮีโร่ แต่จริงๆเราก็ทำเพื่อตัวเอง?
”ทำเพื่อตัวเองอยู่แล้วค่ะ ฉันไม่ได้มีหน้าที่ต้องทำเพื่อคนอื่น ฉันไม่ได้คิดว่าฉันจะแก้เพื่อใคร ฉันเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กคนหนึ่ง ฉันแค่รู้สึกว่าระบบมันไม่ใช่ ฉันพยายามอยู่ในระบบแล้ว แล้วฉันไม่ใช่แม่ชีเทเรซ่าที่ต้องเสียสละอะไรมากมาย“
.jpg)
แต่เค้าบอกว่าคนเป็นหมอ จะต้องมีพื้นฐานคือเป็นคนเสียสละ?
”เอางี้ถ้าใครอยากจะเสียสละ ก็ให้ไปเรียนแล้วให้มันสอบติด แล้วก็ไปเสียสละเองเลยจ้ะ อนุโมทนาด้วย (ยกมือไหว้) จบนะ ไม่ได้โลกสวย ฉันเกิดในโรงพยาบาล ฉันไม่ได้เกิดในทุ่งลาเวนเดอร์“
และ ”หมอขวัญ“ ไม่โอเคกับคำว่า ”ดุลยพินิจ“ ของแพทยสภา?
“ดุลยพินิจมันคือสมมตินะ สมมุติว่ามันมีกฎ ให้เราอยู่ร่วมกัน มันมีบราเดียวกัน แต่มันจะมีคนทำได้กับทำไม่ได้ ทำไม่ได้ก็จะมีส่วนน้อยมาก แต่ถ้ากฎบาร์มันต่ำอย่างนี้ มันจะมีคนทำไม่ได้เยอะมาก ฉะนั้นจะลงโทษใคร มันก็ต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจแล้ว ซึ่งถ้าเราไม่ถูกกับคนนั้น เราก็จะโดนคนแรก พอกฎเนี่ยทำตามแทบไม่ได้ แต่ทุกคนก็บอกว่าหมอปกติเค้าก็ทำได้ คนที่พูด ฉันพูดเลยว่า ฉันออกมาไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ ฉันฟ้องแพทยสภาไปแล้ว 3 คน ในนั้นคนตามเพจ 3.5 ล้าน อีกคนนึงคือกรรมการแพทยสภา คุณกล่าวหาหมอขวัญเพราะว่าขายอาหารเสริม แต่สิ่งที่คุณทำอยู่ก็ผิดกฎเหมือนกัน เช่นหมอไม่สามารถรีวิวอะไรที่มี อย. พริกน้ำปลายังไม่ได้เลย อันนี้พูดถึงว่าถ้าตามกฎจริงๆ และฉันร้องแพทยสภาเพราะว่าฉันไม่มีใบแล้ว แล้วเธอจะเดือดร้อนเมื่อรู้ว่ากฎมันบิดเบี้ยว ก็ต่อเมื่อมีคนร้องว่าเธอผิด“
หรือการที่เราลาออก เพราะว่ามีข่าวลือ ว่าเค้ากำลังจะเตรียมยึดใบประกอบวิชาชีพ ของหมอจำนวน 30 คน?
“ถ้าคนอย่างหมอขวัญที่ไม่เคยทำให้ใครตาย ไม่เคยทำให้คนไข้พิการ ไม่เคยทำให้คนไข้โคม่า ไม่เคยทำให้คนไข้หน้าเบี้ยว แต่ถูกยึดใบประกอบวิชาชีพ กลับไปถามว่ากฎมันบิดเบี้ยวหรือเปล่า ถ้าคนๆหนึ่งถูกประหารชีวิต โดยที่เขาไม่เคยฆ่าใครตาย กฎหมายประเทศนั้น มันผิด บิดเบี้ยวหรือเปล่า ไม่ใช่กลับมาถามว่าหมอชิงลาออกก่อน”
ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.30-12.30 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี