533.jpg
‘มาริโอตามาญโญ’ นายช่างฝรั่งผู้ร่วมสร้างแผ่นดินสยาม

‘มาริโอตามาญโญ’ นายช่างฝรั่งผู้ร่วมสร้างแผ่นดินสยาม

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
Tag :

บรรทัดฐานความอารยะของโลกเริ่มพลิกผันตั้งแต่ปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่3

ความศิวิไลซ์ ที่โลกแถบเอเชียเคยใช้ “จีน” เป็นมาตรฐาน  เริ่มเปลี่ยนไป  เมื่อจีนเสื่อมซาอำนาจลง “ยุโรป” ก็เข้ามาแทนที่  นั่นทำให้ “สยาม” ต้องปรับตัวครั้งยิ่งใหญ่ เพราะเคยใช้ธรรมเนียมจีนและศิลปะจีน นำเสนอ “ความทันสมัย”, “ความเจริญ” และ “ความมั่งคั่ง” มาโดยตลอดเข้าสู่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ถึงกลับต้องรื้อตำหนักแบบจีนในพระบรมมหาราชวังลง และทรงเนรมิตหมู่ “พระอภิเนาว์นิเวศน์” ซึ่งเป็นตึกแบบฝรั่งขึ้นในพื้นที่ของพระบรมมหาราชวังเพื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง


จากที่ไม่เคยถ่ายรูป สยามก็ต้องถ่ายรูป  เริ่มโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มิทรงเกรงกลัว “วิญญาณ” จะสับสน ระหว่างตัวจริงกับภาพถ่าย  ระหว่างตัวจริงกับรูปเหมือน ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้น รูปหล่อ หรือรูปแกะสลักก็ตาม  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ฉายพระรูปพระองค์ท่านได้ หล่อหรือปั้นรูปพระองค์ท่านได้ และส่งไปยังประมุขของประเทศต่างๆในยุโรปโดยเฉพาะ“เกร้ทบิเตน”หรือ“สหราชอาณาจักร”         

ครั้นถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5  เป็นยุคสมัยที่ชาวยุโรปชาติต่างๆ เดินกันเกลื่อนพระนคร การปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์กรุงเทพฯ ครั้งสำคัญจึงเริ่มต้นขึ้น

 นั่นเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่พระองค์ท่าน ทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อที่สวนที่นาจากชาวบ้าน นอก “คลองผดุงกรุงเกษม” เพื่อขยายความเจริญของเมือง ด้วยการสร้าง “วังสวนดุสิต” ขึ้น เป็นที่ประทับใหม่  เนื่องจากพระองค์ทรงแพ้อากาศในพระบรมมหาราชวังซึ่งอบอ้าวและหมู่พระที่นั่งต่างๆที่สร้างเพิ่มเติมก็เริ่มแออัดการวางผังเมืองการกำหนดภูมิทัศน์แบบ“สยามอารยะ”จึงเริ่มขึ้นอย่างจริงจัง

“ตึกฝรั่ง” ที่เป็น “ฝรั่งแท้”  มิใช้ตึกฝรั่งที่ช่างจีนสร้างอย่างแผ่นดินของพระบรมชนกนาถจึงเกิดขึ้น โดยเริ่มที่“วังสวนดุสิต”

ภายหลังในหลวง ร.5 เสด็จประพาสยุโรปในปี พ.ศ.2440 ความงดงามของถนนหนทาง บ้านเมือง อาคาร สถานที่ รูปปั้น น้ำพุ งานศิลปกรรม เป็นเสน่ห์ให้ในหลวง ร.5 ตัดสินพระทัยให้ว่าจ้างสถาปนิกชาวอิตาเลียนเข้ามาทำราชการในราชสำนัก เพื่อออกแบบกรุงเทพฯให้สง่างามตระการตาเฉกเช่นเมืองใหญ่ในยุโรปการสรรหา “สถาปนิก” หรือ “ช่างฝรั่ง” เข้ามาออกแบบ ควบคุมการก่อสร้าง และตกแต่ง จึงเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ
“มาริโอ ตามาญโญ” นายช่างฝรั่งจากอิตาลี ก็เป็นคนหนึ่งที่ถูก “นำเข้า” เพื่อเปลี่ยนภายภาพของกรุงเทพมหานครให้ “อารยะ” ด้วยมาตรฐานบ้านเมืองแบบยุโรป  เขาเป็ฯใคร ทำอะไรไว้บ้างบนแผ่นดินสยามมาทำความรู้จักไปด้วยกัน

มาริโอ ตามาญโญ เกิดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 1877 แม้จะไม่มีข้อมูลแน่ชัดเกี่ยวกับสภาพครอบครัวในวัยเด็กของเขา  แต่ประวัติของเขาเริ่มปรากฏชัดและโดดเด่นมากในช่วงวัยหนุ่ม

มาริโอ ตามาญโญ ได้เข้าศึกษาด้าน “สถาปัตยกรรมศาสตร์” ที่สถาบันศิลปะอัลแบร์ตีนในเมืองตูรินและเป็น“นักเรียนดีเด่น”ที่ได้รับรางวัลและทุนการศึกษาหลายครั้งเมื่อสำเร็จการศึกษา เขาได้เป็นอาจารย์สอนรายวิชาทัศนียภาพวิทยาที่วิทยาลัยเทคนิคตูรินซึ่งทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวงวิชาชีพ

เขาเป็นอาจารย์ในสถาบันแห่งนี้ โดยได้ศึกษาวิชาขั้นสูงไปในเวลาเดียวกันด้วย พร้อม ๆ กับทำงานในสำนักงานสถาปนิกของนายคาร์โลเซปปี(CarloCeppi) ที่ตูริน

ในปี พ.ศ. 2442 รัฐบาลสยามต้องการว่าจ้างสถาปนิกชาวอิตาเลียนเข้ารับราชการในกรมโยธาธิการ เพื่อดูแลการออกแบบก่อสร้างอาคารต่าง ๆ โดยเฉพาะในบริเวณพระราชวังดุสิต นายอัลเลกรี นายช่างเอกประจำกรมโยธาธิการได้ติดต่อมายังนายเชปปิ ซึ่งได้แนะนำนายตามาญโญให้รับตำแหน่งดังกล่าว

คาร์โล อัลเลกรี (Carlo Allegri) เป็นชาวอิตาเลียนที่เข้ามาทำงานในราชสำนักสยามในสมัยรัชกาลที่ 5-6  บทบาทสำคัญของเขา คือ เป็นวิศวกรและสถาปนิกที่มีบทบาทสำคัญในการออกแบบและก่อสร้างพระราชวัง อาคารสถานที่ และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในสยามยุคนั้น 

เมื่อได้รับการติดต่อจากอัลเกรลี  “คาร์โล เซปปี” จึงแนะนำ “มาริโอ ตามาญโญ”  ให้เดินทางมาทำงานยัง “สยามประเทศ” ดินแดนในซีกโลกตะวันออกที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน
ในปี ค.ศ. 1900 ตามาญโญเดินทางมายังสยามด้วยเรือโคนิก อัลเบิร์ต ของเยอรมนี และได้เซ็นสัญญาเป็นสถาปนิกในสังกัดกรมโยธาธิการยาวนานถึง25ปีเมื่อเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ได้ไม่นาน งานแรกที่เขาได้รับ คือ การก่อสร้างสะพานมัฆวานรังสรรค์ ที่ทำจากหินอ่อนและเหล็กดัด จากนั้นจึงได้รับมอบหมายให้ออกแบบพระที่นั่งอัมพรสถาน ร่วมกับวิศวกรและสถาปนิกอย่างกอลโล และอัลเลกรี ส่วนการออกแบบภายในเป็นงานของ เซซาเร แฟร์โร ต่อมาเขายังได้ออกแบบท้องพระโรงในพระที่นั่งอภิเษกดุสิต และผังวัดเบญจมบพิตร ซึ่งออกแบบเป็นผังกางเขนแบบโบสถ์คริสต์ ประดับด้วยหินอ่อนอิตาเลียน และปูพื้นด้วยหินแกรนิต

นอกจากผลงานในประเทศแล้ว ตามาญโญยังมีผลงานในต่างประเทศ เช่น ศาลาสยามในงานมหกรรมโลกปี 1904 ที่จัดขึ้นใน เซนต์หลุยส์ ซึ่งได้รับพระดำริจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ และควบคุมดูแลการก่อสร้างโดยเจรินี ช่วงสิบปีแรกในสยามจึงเป็นช่วงเวลาที่เขาผลงานโดดเด่นอย่างมาก

มาริโอ ตามาญโญ ยังมีผลงานสำคัญอย่างซุ้มประตูชัยรับเสด็จในสไตล์จีน ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อต้อนรับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จกลับจากประพาสยุโรปในปี 1907 ใกล้สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ที่ซึ่งในปีเดียวกันนั้นเอง เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าช่างสถาปนิก จากผลงานจำนวนมากในช่วงสิบปีแรก

ผลงานการผสมผสานศิลปะตะวันออกและตะวันตกของตามาญโญมีบทบาทสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์ความศิวิไลซ์ในแบบสยาม เป็นสัญลักษณ์การก้าวสู่ความเป็นสากล และแสดงให้ตะวันตกรับรู้ว่าสยามก็มีสถาปัตยกรรมที่ทันสมัยไม่แพ้กันผลงานสถาปัตยกรรมของนายตามาญโญในช่วงปลายรัชกาลที่ 5-6 มีอยู่มากมาย เช่น

1.พระที่นั่งอนันตสมาคม - เป็นอาคารสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบนีโอเรอเรสซองส์ สร้างด้วยหินอ่อนทั้งหลังจากเมืองคาร์รารา ประเทศอิตาลี โดยมีแรงบันดาลใจมาจากโดม วิหารเซนต์ปีเตอร์ แห่งนครรัฐวาติกัน และโบสถ์เซนต์ปอลแห่งกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ภายในที่มีการตกแต่งด้วยภาพเขียนสีเฟรสโก โดมใหญ่ตรงกลางมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15 เมตร และรวมไปถึงโดมย่อยอีก 6 โดม ปีที่สร้างเสร็จ พ.ศ. 2459
2.พระที่นั่งอภิเศกดุสิต -  เป็นพระที่นั่งไม้ชั้นเดียวที่งดงามภายในพระราชวังดุสิต สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2446 สมัยรัชกาลที่ 5 หลังเสด็จประพาสยุโรป โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบ "ขนมปังขิง" (Gingerbread) ผสมศิลปะแบบมัวร์ (Moorish) ฉลุลายไม้สวยงาม เดิมใช้เป็นท้องพระโรงและสถานที่พระราชทานเลี้ยง
3.พระที่นั่งอัมพรสถาน – ที่ประทับในวังสวนดุสิตของในหลวง ร.5 และเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวในปัจจุบันด้วย  เป็นพระตำหนักแบบวิลล่า 3 ชั้น ผังอาคารเป็นรูปตัว H คือมีอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า 2 หลังวางขนานกันในแนวทิศเหนือและทิศใต้เชื่อมต่อด้วยอาคารในแนวดิ่งสถาปัตยกรรมแบบอาร์ต นูโว (Art Nouveau) ผสมแขกมัวร์  ผนังภายในอาคารตกแต่งด้วยลายปูนปั้นและการเขียนสีปูนแห้งลายพรรณพฤกษาและปักษา ปีที่สร้างเสร็จ พ.ศ. 2448

4.ตำหนักใหญ่ วังบางขุนพรหม เป็นตำหนักรูปแบบสถาปัตยกรรมนีโอ-บารอก โรโกโก ลักษณะเป็นอาคาร 2 ชั้น ที่ปลายปีกอีกด้านหนึ่งเป็นหอกลม 3 ชั้น ตกแต่งด้วยเสาแบบต่าง ๆ ทั้งเสากลม เสาเหลี่ยม เสาแบน เสาบิดเกลียว หัวเสาประดับด้วยลวดลายปูนปั้น หน้าต่างรูปไข่ล้อมด้วยลายปูนปั้นรูปดอกคัทลียา และหน้าต่างรูปครึ่งวงกลมมีรูปเครือไม้และผลไม้ หลังคาเป็นแบบทรงมังซาร์ด เป็นที่ประทับของราชสกุลบริพัตร ที่ต่อมาถูกคณะราษฎรยึด และปัจจุบัน อยู่ภายในที่ทำการของธนาคารแห่งประเทศไทย  ปีที่สร้างเสร็จ พ.ศ. 2448

5. ตำหนักจิตรลดา ภายในวังปารุสกวัน เป็นอาคารแบบอิตาเลียนวิลล่า สูง 2 ชั้น ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมแบบสติลลิเบอร์ตี้ของอิตาลี มีการออกแบบตกแต่งด้วยลวดลายไม้ฉลุที่สวยงามและเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะช่องลมเหนือและใต้กรอบประตู-หน้าต่าง กันสาดวงโค้งเหนือบานหน้าต่างชั้นล่าง เชิงชายใต้หลังคา และมีลูกเล่นเจาะช่องผนังเป็นกรอบ ปีที่สร้างเสร็จ พ.ศ. 2448

6. ตำหนักปารุสก์  ภายในวังปารุสกวัน ลักษณะเป็นอาคารแบบอิตาเลียนวิลล่า สูง 2 ชั้น มีการออกแบบตกแต่งด้วยลวดลายไม้ฉลุที่สวยงามและเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะช่องลมเหนือและใต้กรอบประตู-หน้าต่าง กันสาดวงโค้งเหนือบานหน้าต่างชั้นล่าง เชิงชายใต้หลังคา และมีลูกเล่นเจาะช่องผนังเป็นกรอบ ปีที่สร้างเสร็จพ.ศ.2448

7.สถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) ตัวอาคารส่วนหน้าเชื่อมต่อกับชานชาลาสร้างเป็นอาคารทรงหอคอย 2 ข้าง ก่ออิฐถือปูน ตกแต่งอาคารด้วยลวดลายประดับแบบศิลปะคลาสสิก ปีที่สร้างเสร็จ พ.ศ.2458

8. สถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง รูปทรงสถาปัตยกรรมเป็นแบบ Classic Revival เป็นอาคารชั้นเดียวแนวยาวสี่เหลี่ยมผืนผ้า ส่วนหัวและท้ายอาคารมีมุขยื่นออกมาเป็นรูปครึ่งวงกลม หลังคามุงกระเบื้องว่าวเป็นทรงปั้นหยา ตกแต่งด้วยเสาและลวดลายปูนปั้นแบบสถาปัตยกรรมคลาสสิกปีที่สร้างเสร็จพ.ศ.2458

9.ท้องพระโรงพระที่นั่งเทวราชสภารมย์ วังพญาไท เดิมเป็นพระที่นั่งในสมเด็จพระนางเจ้าเสวาภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ  จึงปรากฏอักษรพระนามาภิไธย สผ ลักษณะท้องพระโรงได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมแบบไบเซนไทน์ มีโดมอยู่ตรงกลางรับด้วยหลังคาโค้งประทุน 4 ด้านบนผนังมีจิตรกรรมรูปคนและลายพรรณพฤกษา ปีที่สร้างเสร็จ พ.ศ.2462

10.บ้านพิษณุโลก รัชกาลที่ 6 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นและพระราชทานแก่พระยาอนิรุทธเทวา เดิมชื่อบ้านบรรทมสินธุ์ สร้างด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมเวนีเชียนกอธิค ปีที่สร้างเสร็จ พ.ศ.2466

11.บ้านนรสิงห์  (ทำเนียบรัฐบาลในปัจจุบัน) รัชกาลที่ 6 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นและพระราชทานแก่เจ้าพระยารามราฆพเป็นที่พำนัก สร้างด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมเวนีเชียนกอธิค ปีที่สร้างเสร็จพ.ศ.2468

ถึง พ.ศ. 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้จัดราชการกรมโยธาธิการใหม่แยกแผนกช่างก่อสร้างไปรวมอยู่ในกรมสุขาภิบาล4 กระทรวงนครบาลนายตามาญโญจึงย้ายมาสังกัดกรมสุขาภิบาลนับแต่นั้นมาในภายหลังมีการจัดโครงสร้างระบบราชการอีกครั้งหนึ่ง นายตามาญโญจึงย้ายมาประจำที่กองสถาปัตยกรรม กรมนคราทร กระทรวงมหาดไทย จนหมดอายุสัญญาจ้างใน พ.ศ. 2468

เมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้างใน พ.ศ. 2468 กระทรวงมหาดไทยได้ว่าจ้างนายตามาญโญต่ออีกระยะหนึ่ง เพื่อให้ควบคุมการก่อสร้างบ้านนรสิงห์ต่อไปให้เรียบร้อยถึง พ.ศ. 2469 นายตามาญโญจึงเดินทางกลับไปยังประเทศอิตาลี รับพระราชทานบำนาญสืบมา จนถึงแก่กรรมที่ประเทศอิตาลีในเดือนมกราคมพ.ศ.2484สิริอายุได้64ปี

จึงกล่าวได้ว่า ผู้ร่วมสร้างแผ่นดินสยาม โดยเฉพาะ “กรุงเทพมหานคร” ให้อารยะตามมาตรฐานบ้านเมืองฝั่งยุโรปนั้น ต้องจารึกนายช่างฝรั่งชื่อ “มาริโอ ตามาญโญ” ไว้บนแผ่นดินไทยของเราด้วยความเคารพและขอบคุณด้วย.

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top