วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ทรัมป์จ่อถล่มใหญ่อิหร่าน
ขีดเส้น48ชม.
บีบเตหะรานให้จำนน
รื้อแผนคุ้มกันฮอร์มุซ
ทรัมป์ฉุนขาด เรียกประชุมนายพลรื้อแผนคุ้มกันเรือผ่านฮอร์มุซใหม่ จาก Project Freedom สู่เวอร์ชัน Plus ยกระดับมาตรการทางทหารให้รุนแรงขึ้น หลังเจรจาแผนสันติภาพส่อล่ม เตรียมใช้กำลังทหารบีบอิหร่านให้จำนน ด้านรบ.เตหะรานยันข้อเสนอยุติศึกของตัวเองชอบธรรมที่สุดแล้ว ลั่นพร้อมตอบโต้ทุกการรุกราน
สื่อต่างประเทศเกาะติดสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาตึงเครียดถึงขีดสุดอีกครั้ง เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ ประกาศเรียกประชุมด่วนร่วมกับนายพลและที่ปรึกษาความมั่นคงระดับสูง เพื่อเตรียมเดินหน้าปฏิบัติการ “Project Freedom Plus” หลังปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพจากเตหะรานอย่างไม่ใยดี โดยระบุว่าเป็นข้อเสนอที่น่ารังเกียจ และยอมรับไม่ได้
การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังอิหร่านส่งร่างข้อตกลงผ่านปากีสถาน เพื่อขอให้สหรัฐฯ ยุติสงครามทุกแนวรบ ยุติการปิดล้อมทางทะเลและคืนสินทรัพย์ที่ถูกอายัด แต่ประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านสื่อโซเชียลระบุว่า ข้อเสนอดังกล่าวไม่มีความชัดเจนเรื่องการยุติโครงการนิวเคลียร์ และถือเป็นความพยายามที่ไร้ความจริงใจ ทรัมป์เปรียบข้อตกลงนี้เหมือนขยะ และส่งสัญญาณว่าภาวะหยุดยิงชั่วคราวกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า Project Freedom เดิมเป็นปฏิบัติการคุ้มกันเรือสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ทรัมป์เริ่มไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน แต่สำหรับเวอร์ชัน “Plus” ที่เขากำลังหารือกับเหล่าทัพนั้น มีรายงานว่าจะเป็นการยกระดับมากกว่าการคุ้มกันเพียงอย่างเดียว
แหล่งข่าวจากทำเนียบขาวให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “Plus” อาจรวมถึงการโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ภายในอิหร่าน หากการเจรจาไม่คืบหน้าภายใน 48 ชั่วโมง ทรัมป์ยังขู่จะมุ่งเป้าไปที่โรงกลั่นน้ำมัน สะพานและโครงสร้างพื้นฐานทางไฟฟ้าของอิหร่าน เพื่อตัดวงจรรายได้ที่สนับสนุนกลุ่มตัวแทนในภูมิภาค
ทรัมป์ระบุว่า ข้อเสนอที่อิหร่านตอบกลับมากำลังทำให้สถานะของข้อตกลงหยุดยิงที่บังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน ตกอยู่ในภาวะง่อนแง่น อยู่ในจุดที่เปราะบางที่สุด หลังได้อ่านเอกสารที่เขาเปรียบเปรยว่าเป็นเพียงเศษขยะจากฝ่ายอิหร่าน เขาก็ตัดสินใจหยุดอ่านกลางคัน ซึ่งที่ผ่านมาผู้นำสหรัฐฯส่งสัญญาณข่มขู่ยกเลิกข้อตกลงหยุดยิงนี้มาตลอด
สำหรับสหรัฐฯ ยังคงยึดมั่นในข้อเสนอเดิมคือต้องการให้มีการยุติการสู้รบทั้งหมดเป็นอันดับแรก ก่อนเริ่มเปิดโต๊ะเจรจาในประเด็นที่มีข้อขัดแย้งรุนแรงอื่น รวมถึงโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านด้วย แต่อิหร่านยื่นเงื่อนไขให้ยุติการสู้รบในทุกแนวรบ รวมถึงในเลบานอนที่อิสราเอลกำลังสู้รบกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ พร้อมเรียกร้องเงินชดเชยความเสียหายจากสงคราม และขอให้สหรัฐฯยุติการปิดล้อมทางทะเลรวมถึงยกเลิกมาตรการลงโทษเพื่อให้กลับมาขายน้ำมันได้อีกครั้ง นอกจากนี้ รัฐบาลอิหร่านยังเน้นย้ำอธิปไตยเหนือช่องแคบฮอร์มุซ
เวลาไล่เลี่ยกัน มีรายงานการเคลื่อนไหวทางทหารที่น่าสนใจ โดยกองเรือที่ 6 ของสหรัฐฯยืนยันว่า เรือดำน้ำชั้น Ohio-class ซึ่งมีความสามารถบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์เดินทางถึงยิบรอลตาร์แล้ว ขณะที่กองทัพเรือและอากาศยานกว่า 100 ลำ ภายใต้การดูแลของ CENTCOM ยังวางกำลังเข้มข้นในพื้นที่ Red, White, and Blue Domeรอบช่องแคบฮอร์มุซ
ข่าวการเตรียมรื้อแผนทางทหารครั้งนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นทันที โดยน้ำมันดิบ Brent ทะยานผ่านระดับ 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าการยกระดับปฏิบัติการครั้งนี้อาจนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวร
ล่าสุดรัฐบาลสหรัฐฯประกาศลงโทษบริษัทและบุคคลที่สนับสนุนการส่งน้ำมันของอิหร่านไปยังจีนเพิ่มเติม เพื่อตัดช่องทางทางการเงินของกองทัพอิหร่าน
สถานการณ์สู้รบที่เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ กำลังส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของนายทรัมป์ เนื่องจากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม โดยผลสำรวจของรอยเตอร์/อิปซอส ระบุว่าชาวอเมริกันมากกว่าร้อยละ 66 มองผู้นำสหรัฐฯ ยังไม่สามารถอธิบายเป้าหมายการทำสงครามครั้งนี้ได้อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ความขัดแย้งยังขยายวงกว้างไปยังชาติพันธมิตร โดยวอลสตรีทเจอร์นัล รายงานว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้เริ่มปฏิบัติการทางทหารโจมตีโรงกลั่นน้ำมันบนเกาะลาวาน ของอิหร่าน เพื่อตอบโต้การถูกโจมตีก่อนหน้านี้เช่นกัน
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างสื่ออิสราเอลว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ ของสหรัฐฯ มีแนวโน้มสั่งการให้กลับมาปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านมากขึ้น เนื่องจากไม่พอใจพฤติกรรมของอิหร่านในการเจรจา
เจ้าหน้าที่ระดับสูงรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ช่อง 12 ของอิสราเอลว่า ทรัมป์ หวังบรรลุข้อตกลง แต่ประหลาดใจที่อิหร่านไม่เต็มใจทำตามข้อเรียกร้องของสหรัฐ ทำให้ทางเลือกทางการทหารกลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง
รายงานระบุอีกว่า นายเจ.ดี.แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐและคณะทูตพิเศษ นายสตีฟวิตคอฟฟ์ได้พบประธานาธิบดีวันนี้เพื่อหารือขั้นตอนต่อไป ก่อนประชุมทรัมป์กล่าวว่า การหยุดยิงกำลังล่มสลาย
ทำเนียบขาวเชื่อว่าการตอบสนองของอิหร่านไม่เอื้ออำนวยต่อความคืบหน้าที่หวังไว้ และเป้าหมายของการปฏิบัติการทางทหารครั้งใหม่คือการกดดันอิหร่านให้ยอมอ่อนข้อด้วย
ทรัมป์มองว่าคำตอบล่าสุดของอิหร่านยังไม่มีประเด็นนิวเคลียร์นั้น ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง จนทำให้เจ้าหน้าที่หลายคนของสหรัฐเริ่มสงสัยแล้วว่าอิหร่านจริงใจกับการเจรจาครั้งนี้จริงหรือไม่ อีกทั้ง รัฐบาลวอชิงตันเริ่มตั้งคำถามต่อบทบาทคนกลางของปากีสถาน โดยสงสัยว่าปากีสถานสื่อสารความไม่พอใจของทรัมป์ให้อิหร่านทราบอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ และยังมีเจ้าหน้าที่บางส่วนเชื่อว่า ปากีสถานมักรายงานท่าทีของอิหร่านให้สหรัฐฯทราบเกินกว่าความเป็นจริง
มีรายงานระบุว่า ตอนนี้ทรัมป์กำลังพิจารณาอย่างจริงจังที่จะกลับมาใช้ปฏิบัติการทางทหารเต็มรูปแบบ ซึ่งถือเป็นท่าทีที่รุนแรงกว่าช่วงที่ผ่านมา
ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ยืนยันว่า ข้อเสนอยุติสงครามของอิหร่านเป็นข้อเรียกร้องที่ชอบธรรม ซึ่งมีประเด็นทั้งการเรียกร้องให้ยกเลิกการปิดล้อม การคืนทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดไปอย่างไม่เป็นธรรม การสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย และการสร้างความมั่นคงในภูมิภาครวมถึงที่เลบานอน ถือเป็นข้อเสนอที่ใจกว้างและรับผิดชอบต่อความมั่นคงในภูมิภาค พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ ยังคงเรียกร้องอย่างไม่สมเหตุสมผล ส่วนคำตอบของอิหร่านนั้นเหมาะสมดีแล้ว
ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน และโมฮัดหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภา ต่างยืนกรานในความชอบธรรมของข้อเรียกร้อง และย้ำว่ากองทัพพร้อมตอบโต้ทุกการรุกราน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี