546.jpg
ดาราดังจาก'สตาร์วอร์ส'เลิกเล่นเฟซบุ๊ค เผยรับไม่ได้ปล่อยฝ่ายการเมืองจ่ายเงินซื้อโฆษณา

ดาราดังจาก'สตาร์วอร์ส'เลิกเล่นเฟซบุ๊ค เผยรับไม่ได้ปล่อยฝ่ายการเมืองจ่ายเงินซื้อโฆษณา

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563, 14.29 น.

14 ม.ค. 2563 สำนักข่าว BBC ของอังกฤษ เสนอข่าว “Facebook: Star Wars' Mark Hamill deletes account over political ads” ระบุว่า มาร์ค แฮมิล (Mark Hamill) นักแสดงนำจากภาพยนตร์ชุด “สตาร์วอร์ส (Star Wars)” ประกาศผ่านทวิตเตอร์ (Twitter) ว่าตนตัดสินใจเลิกใช้บริการเฟซบุ๊ค (Facebook) โดยให้เหตุผลว่า ตนไม่พอใจนโยบายเว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เจ้าดังรายนี้ ที่ให้นักการเมืองจ่ายเงินเพื่อซื้อพื้นที่โฆษณา พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ค ว่าเห็นผลกำไรสำคัญกว่าความจริง

ขณะที่ ร็อบ ลีเธิร์น (Rob Leathern) ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ของเฟซบุ๊ค แม้ไม่ได้พาดพิงนักแสดงรายดังกล่าวโดยตรง แต่ก็ยืนยันปกป้องบริษัท โดยระบุว่า ตราบเท่าที่ไม่มีกฎหมายบังคับ เฟซบุ๊คและบริษัทอื่นๆ ก็มีสิทธิออกแบบนโยบายของตนเอง ซึ่งเฟซบุ๊คนั้นยึดหลักว่า ผู้คนมีสิทธิได้ยินเรื่องราวของคนที่พวกเขาปรารถนาจะให้เป็นผู้นำ และเรื่องที่คนเหล่านั้นพูดควรได้รับการพิจารณาและนำมาถกเถียงบนพื้นที่สาธารณะ


รายงานข่าวกล่าวต่อไปว่า ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์เจ้าอื่นๆ ในสหรัฐอเมริกา ต่างมีนโยบายเข้มงวดในเรื่องที่อนุญาตให้เผยแพร่ได้มากขึ้น ขณะที่นักวิเคราะห์ด้านสื่อสังคมออนไลน์ มองว่าเรื่องนี้คงเป็นที่ถกเถียงกันอีกยาว อาทิ อเล็กซ์ คราโซดอมสกี-โจนส์ (Alex Krasodomski-Jones) จากสถาบันคลังสมองเดมอส (Demos) สหราชอาณาจักร กล่าวว่า เฟซบุ๊คกำลังติดตามสถานการณ์เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปลายปี 2563 เสียงของนักการเมืองและบุคคลสาธารณะจะยิ่งดังขึ้น เมื่อผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้นำสหรัฐฯ เพิ่มค่าใช้จ่ายในการหาเสียง

อีกด้านหนึ่ง กูเกิ้ล (Google) เว็บไซต์ผู้ให้บริการค้นหาข้อมูล ออกนโยบายเลือกจำกัดขอบเขตโฆษณาทางการเมือง โดยจำกัดอายุ เพศและสถานที่ที่ไม่เหมาะสมในการเข้าถึง แต่การหาเสียงไม่สามารถจับคู่ฐานข้อมูลของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่คาดหวังกับการกลุ่มที่ค้นหาขนาดใหญ่เพื่อให้การกำหนดเป้าหมายขนาดเล็กเป็นไปได้ คราโซดอมสกี-โจนส์ ให้ความเห็นว่า ในกรณีที่รัฐบาลไม่ได้ออกกฎหมายควบคุม การย่างก้าวโดยผู้ให้บริการเพื่อลดความเสี่ยงต่อกระบวนการประชาธิปไตยและการเมืองควรได้รับการยอมรับ

ก่อนหน้านี้ อเล็กซ์ สตามอส (Alex Stamos) อดีตหัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยของเฟซบุ๊ค กล่าววิพากษ์วิจารณ์อดีตนายจ้างของตนว่าผิดหวังที่ไม่มีการตรวจสอบว่าบรรดานักการเมืองจงใจบิดเบือนความจริงเกี่ยวกับคู่แข่งของพวกเขา ขณะที่เว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์อีกเจ้าอย่างทวิตเตอร์ ประกาศนโยบายห้ามโฆษณาทางการเมืองมาตั้งแต่เดือน ต.ค. 2562 โดย แจ็ค ดอร์ซี (Jack Dorsey) ประธานของทวิตเตอร์ ให้เหตุผลว่า ข้อความทางการเมืองเป็นสิ่งที่ควรได้รับไม่ใช่การซื้อ

รายงานข่าวยังกล่าวอีกว่า เฟซบุ๊คนั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักมาตั้งแต่เกิดกรณี เคมบริดจ์ อนาลิติกา (Cambridge Analytica) ซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานนับล้านรายรั่วไหลและมีบางส่วนตกไปอยู่ในมือของที่ปรึกษาทางการเมือง รวมถึงการบิดเบือนข้อมูลที่รัสเซียกับอิหร่านถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลัง ทั้งนี้ นอกจากมาร์ค แฮมิล ดาราดังในบทอัศวินเจได ลุค สกายวอล์คเกอร์ แล้วยังมีคนดังอีกหลายรายเลิกใช้เฟซบุ๊ค 

อาทิ นักร้องชื่อดังชาวอเมริกัน แชร์ (Cher) , 2 ดารานักแสดงชื่อดังที่มักมาในบทแนวตลกอย่าง วิล เฟอร์เรลล์ (Will Ferrell) และ จิม แคร์รี (Jim Carrey) รวมถึงผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทแอปเปิล ผู้ผลิตสินค้าไอทีระดับโลก สตีฟ วอซเนียก (Steve Wozniak) ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่ง มองว่าหากเฟซบุ๊คยังปล่อยให้มีการโฆษณาทางการเมือง ก็จะต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อไป โดยเฉพาะเมื่อใกล้ถึงการเลือกตั้ง ปธน.สหรัฐฯ

นาเฮมา มาร์ชาล (Nahema Marchal) นักวิจัยจาก Oxford Internet Institute's Computational Propaganda Project กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งล่าสุดของสหรัฐฯ ทำให้เห็นการโฆษณาที่กำหนดเป้าหมายขนาดเล็กเพื่อยั่วยุผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนน้อยๆ และให้บางส่วนอยู่ห่างจากหีบเลือกตั้ง และด้วยการเคลื่อนไหวครั้งเล่าสุด เฟซบุ๊คจะยังคงมีความเสี่ยงในลักษณะคล้ายกัน

ขอบคุณเรื่องจาก bbc

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top