วันจันทร์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2569
เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2563 เว็บไซต์ นสพ.The Guardian ของอังดฤษ เสนอรายงานพิเศษ “Teargas, beatings and bleach: the most extreme Covid-19 lockdown controls around the world” ว่าด้วยมาตรการ “ล็อกดาวน์ (Lockdown)” หรือการปิดบ้าน-ปิดเมือง ตัดการพบปะรวมกลุ่มของผู้คนเพื่อสกัดการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่หลายประเทศนำมาใช้ กลายเป็นภาพน่าสะเทือนใจในบรรดาประเทศกำลังพัฒนาที่ประชาชนส่วนใหญ่มีฐานะเพียงหาเช้ากินค่ำ ไม่สามารถปฏิบัติตามได้ในชีวิตจริง
อาทิ ที่ประเทศเคนยา เกิดเหตุเด็กชายวัย 13 ปีถูกตำรวจยิงเสียชีวิตที่ระเบียงบ้าน ในระหว่างประกาศห้ามออกนอกเคหสถานในเวลากลางคืน หรือเคอร์ฟิว ฮุสเซน โมโย (Hussein Moyo) พ่อของผู้ตาย กล่าวว่า ตำรวจข่มขู่และเฆี่ยนตีประชาชนราวกับวัว-ควาย ทั้งที่เราเป็นประชาชนที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งในเวลาต่อมา ตำรวจได้ออกมาขอโทษกับเหตุการณ์ดังกล่าว
กับอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ตำรวจเคนยายิงแก๊สน้ำตาใส่ประชาชนนับร้อยคนที่ใช้บริการเรือข้ามฟาก ทำให้ประชาชนไอ-จามจากการสำลักควันและพยายามเช็ดตาที่แสบ กลุ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องการปฏิรูปตำรวจของเคนยาออกแถลงการณ์วิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า แทนที่มาตรการเข้มงวดจะช่วยลดความเสี่ยงโรคระบาด มันกลับให้ผลตรงข้ามเสียมากกว่า
ขณะที่ประเทศอินเดีย มาตรการปิดเมืองทำให้แรงงานจากชนบทที่เข้าไปหางานทำในเมืองต้องตกงาน คนเหล่านี้จึงยอมแม้กระทั่งเดินเท้ากลับภูมิลำเนา และมีรายงานข่าวคนงานชาวอินเดียที่เดินทางกลับจากเมืองเดลี ถูกเจ้าหน้าที่ฉีดพ่นด้วยสารโซเดียม ไฮโปคลอไรท์ (Sodium Hypochlorite) หรือสารฟอกขาวซึ่งเป็นอันตรายต่อดวงตาและปอด ขณะที่รัฐปัญจาบ ผู้ที่ยังออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านถูกลงโทษด้วยการให้ตะโกนว่า “เราเป็นศัตรูของสังคม เราไม่สามารถอยู่บ้านได้” พร้อมกับให้ทำท่าออกำลังกายลุก-นั่ง
ไม่ต่างจากประเทศปารากวัย มีการสั่งให้ตะโกน “ฉันจะไม่ออกจากบ้านอีก” กับผู้ถูกจับกุมฐานละเมิดมาตรการปิดบ้าน-ปิดเมือง ซึ่งอัลแบร์โต รุยซ์ (Alberto Ruiz) ตัวแทนองค์การภาคประชาสังคม (NGO) ที่ทำงานด้านสิทธิด้านที่อยู่อาศัย ในกรุงอะซุนซิออน เมืองหลวงของปารากวัย กล่าวว่า ประชาชนถูกสั่งให้อยู่ในบ้านเพื่อปกป้องสมาชิกในครอบครัว แต่สำหรับคนยากจนถ้าไม่ออกไปทำงานก็ต้องอดตายอยู่ดี
ส่วนที่ประเทศฟิลิปปินส์ ผู้ละเมิดกฎถูกลงโทษด้วยการขังในกรงสุนัขบ้าง ให้นั่งกลางแดดร้อนๆ บ้าง อนึ่ง บนเกาะลูซอนที่ประชากร 40 ล้านคนถูกบังคับให้อยู่บ้าน มีเพียงบ้านเนื้อที่กว้างของคนรวยที่ทำได้ ส่วนคนทั่วไปที่อยู่กับครอบครัวในห้องแคบๆ อาจทนความร้อนในกรุงมะนิลาไม่ไหว มีรายงานข่าวพบชาวฟิลิปปินส์ถูกจับกุมมากถึง 17,000 คน องค์กรฮิวแมน ไรท์ วอตซ์ (Human Right Watch) วิพากษ์วิจารณ์ว่าท้ายที่สุดจะให้ผลตรงกันข้ามเสียมากกว่าหากนำคนเหล่านี้ไปกักขังในสภาพแออัด
ในบางประเทศมีความกังวลเรื่องการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอาจเป็นข้ออ้างให้ผู้มีอำนาจจำกัดเสรีภาพประชาชนในการแสดงความคิดเห็นและสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าว อาทิ ที่ประเทศฮังการี วิคเตอร์ ออร์บัน (Viktor Orban) นายกรัฐมนตรี ได้รับอนุมัติจากรัฐสภาให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่ไม่กำหนดกรอบเวลาชัดเจน รวมถึงผ่านกฎหมายลงโทษจคุกกับผู้เผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน
เรื่องทำนองเดียวกันยังเป็นข้อกังวลใน 2 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างฟิลิปปินส์กับไทย เมื่อการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทำให้รัฐบาลมีอำนาจมากขึ้น รวมถึงการปราบปรามผู้เผยแพร่ข้อมูลเท็จ แต่ด้วยถ้อยคำที่คลุมเครือทำให้นักเคลื่อนไหวในประเด็นต่างๆ หวาดกลัวการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ในการตีความ ทั้งนี้ ฮิวแมน ไรท์ วอตซ์ เน้นย้ำว่ารัฐต้องคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน ส่วนมาตรการจำกัดการเดินทางควรตามเหตุผลอันสมควร ต้องทำอย่างโปร่งใสและเคารพศักดิศรีความเป็นมนุษย์
รายงานข่าวยังกล่าวอีกว่า แม้ในด้านสาธารณสุข การปกป้องประชาชนจากโรคระบาดอาจเรียกร้องการเสียสละสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลบางอย่าง แต่หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ (UN) เรียกร้องให้มาตรการจำกัดเสรีภาพถูกใช้อย่างสมเหตุสมผล ใช้เท่าที่จำเป็น และไม่ใช่แบบเลือกปฏิบัติ
ขอบคุณเรื่องจาก : https://www.theguardian.com/global-development/2020/apr/01/extreme-coronavirus-lockdown-controls-raise-fears-for-worlds-poorest
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี