546.jpg
'แอมเนสตี้'แฉทหารเมียนมายิงถล่ม-เผาหมู่บ้านพลเรือนยะไข่ อ้างเหตุปะทะกลุ่มติดอาวุธ

'แอมเนสตี้'แฉทหารเมียนมายิงถล่ม-เผาหมู่บ้านพลเรือนยะไข่ อ้างเหตุปะทะกลุ่มติดอาวุธ

วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 16.42 น.

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2563 องค์กรนิรโทษกรรมสากล หรือแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) เผยแพร่รายงาน Myanmar: Villages burned, civilians injured and killed as Rakhine State conflict escalates ว่าด้วยเหตุปะทะกันในรัฐยะไข่ของเมียนมา ระหว่างกองทัพรัฐบาลเมียนมากับกองกำลังติดอาวุธอาระกัน ซึ่งพบว่ามีพลเรือนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะปฏิบัติการทางทหารของกองทัพเมียนมาที่กระทำโดยตรงต่อเป้าหมายพลเรือน

Maung Soe (นามสมมติ) เล่าว่า ในวันที่ 8 ก.ย. 2563 ตนอาศัยในหมู่บ้าน Nyaung Kan ในเขตเมือง Myebon และทำงานไม่ไกลจากหมู่บ้านนัก จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเหมือนมีการใช้อาวุธหนักโจมตี ในตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะเป็นหมู่บ้านของตน โดยพยายามโทรศัพท์หาภรรยาแต่ไม่มีใครรับสาย เมื่อกลับไปถึงที่บ้าน พบร่างภรรยานอนแน่นิ่ง ส่วนลูกสาวยังมีชีวิตอยู่ ตนพยายามอุ้มลูกสาวหนีท่ามกลางเสียงปืนที่ดังต่อเนื่อง และสุดท้ายลูกสาวของตนก็จากไปอีกคน ตนเหลือตัวคนเดียวต้องวิ่งหนีเอาชีวิตรอด กระทั่งย้อนกลับไปหมู่บ้านอีกครั้งหลังเสียงปืนสงบลง


ชายผู้นี้ เล่าต่อไปว่า ตนยืนยันในหมู่บ้าน Nyaung Kan ไม่มีสมาชิกกองกำลังติดอาวุธอาระกัน โดยเชื่อว่ามีการยิงถล่มมาจากฐานทัพเมียนมาใกล้กับเมือง Ann และทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 5 ศพ รวมถึงภรรยาและลูกสาวของตนด้วย ทั้งหมดเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ยะไข่ นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 10 คน ทั้งนี้ ตัวเลขผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตที่แท้จริงไม่สามารถระบุได้เพราะรัฐบาลเมียนมาปิดกั้นอินเตอร์เน็ตและควบคุมการทำงานของสื่อมวลชนอย่างเข้มงวด แต่องค์กรประชาสังคมในท้องถิ่น คาดว่านับตั้งแต่เดือน ธ.ค.2562 มีผู้เสียชีวิตแล้ว 289 ศพ บาดเจ็บ 641 คน

ปัจจุบัน Maung Soe กลายเป็นคนพลัดถิ่น เรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมาถอนกำลังทหารออกไปเพราะไม่อยากให้มีใครเจอเหตุการณ์เศร้าสลดอย่างตนอีก ขณะที่เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2563 มิเชล บาเชเลต์ (Michelle Bachelet) ข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) กล่าวว่า ในบางกรณีของรัฐยะไข่ พลเรือนดูเหมือนจะกลายเป็นเป้าหมายถูกโจมตี ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาชญากรรมสงครามหรือแม้แต่อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

รายงานของแอมเนสตี้ กล่าวต่อไปว่า การวิเคราะห์การสำรวจในระยะไกลรวมถึงหลักฐานใหม่ พบว่าในเดือน ก.ย. 2563 ทหารกองทัพเมียนมาได้เผาหมู่บ้านในเขตเมือง Kyauktaw ซึ่งอยู่ตอนกลางของรัฐยะไข่ U Kyaw Tin (นามสมมติ) ชาวบ้านรายหนึ่งในหมู่บ้าน Hpa Yar Paung เล่าว่า ในวันที่ 3 ก.ย.2563 ขณะที่ตนกำลังจูงวัว จู่ๆ ทหารเมียนมาก็เปิดฉากยิงถล่มเข้ามาในหมู่บ้าน ขณะที่ Zaw Min Tun โฆษกของกองทัพเมียนมา ระบุว่า บริเวณใกล้หมู่บ้านมีรถตำรวจถูกกองกำลังติดอาวุธอาระกันโจมตีโดยระเบิดแสวงเครื่องจุดชนวนด้วยรีโมท

ยังมีรายงานด้วยว่าทหารเมียนมาจับกุมชาวบ้าน 2 คนในช่วงเย็น และทั้ง 2 ถูกพบเป็นศพในเช้าวันรุ่งขึ้น กองทัพเมียนมาชี้แจงว่าทั้ง 2 มีอาวุธปืน ด้านการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมโดยทีมงานของแอมเนสตี้ พบซากสิ่งก่อสร้างถูกไฟไหม้จำนวน 120 แห่งในหมู่บ้านกลุ่มชาติพันธุ์ยะไข่ อาทิ หมู่บ้าน Taung Pauk และ Hpa Yar Paung ในเขตเมือง Kyauktaw โดยเป็นภาพเมื่อวันที่ 10 ก.ย.2563

นอกจากนี้ ยังมีการวิเคราะห์จากดาวเทียมจับความร้อนตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย. 2563 รวมถึงซากหมู่บ้าน Hpa Yar Paung ในสภาพไหม้เกรียม โดยเป็นคลิปวีดีโอที่บันทึกไว้เมื่อวันที่ 4 ก.ย.2563 แหล่งข้อมูลทั้งหมดสอดคล้องกันกับรายงานเหตุเพลิงไหม้ในคืนวันที่ 3 ก.ย.2563 ซึ่ง U Kyaw Tin กล่าวว่า มีบ้านเรือน 80 หลัง ถูกเผาทั้งหลัง และอีก 90 หลัง ได้รับความเสียหาย ประชากร 500 คน ต้องกลายเป็นคนพลัดถิ่น ดำรงชีพด้วยความช่วยเหลือจากองค์กรประชาสังคมรัฐยะไข่ในเมือง Kyauktaw

สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNOCHA) เปิดเผยตัวเลขล่าสุด มีผู้พลัดถิ่นใน 180 พื้นที่ของรัฐยะไข่ จำนวน 89,564 คน ระหว่างเดือน ม.ค.2562 - วันที่ 7 ก.ย.2563 ข้อมูลนี้ได้รับรายงานจากทางการรัฐยะไข่และพันธมิตรด้านมนุษยธรรมของ UNOCHA แต่กลุ่มประชาสังคมในพื้นที่ แต่คาดว่าตัวเลขจริงมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากชาวบ้านหนีไปอยู่ในพื้นที่ควบคุมของรัฐบาลเท่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำเติมปัญหาคนพลัดถิ่นเดิมในรัฐยะไข่ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีชาวโรฮิงญากว่า 1.3 แสนคน อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยตั้งแต่ปี 2555 แล้ว

รายงานของแอมเนสตี้ ยังกล่าวอีกว่า ในขณะที่กองทัพเมียนมาระบุความจำเป็นในการตัดอินเตอร์เน็ตและไฟฟ้าเพื่อป้องกันการยุยงปลุกปั่นรวมถึงการจุดระเบิดผ่านอุปกรณ์ควบคุมระยะไกลของกองกำลังติดอาวุธอาระกัน แต่อีกด้านหนึ่งมันได้ขัดขวางการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้วย ซึ่งสถานการณ์โรคระบาดในเมียนมารุนแรงขึ้นตั้งแต่กลางเดือน ส.ค.2563 โดยเฉพาะในรัฐยะไข่การเข้าถึงการรักษาพยาบาลยังคงเป็นเรื่องยากโดยเฉพาะกับชาวโรฮิงญาที่ยิ่งมีข้อจำกัดมายาวนาน

ทั้งนี้ รัฐบาลเมียนมาควรประกันการเข้าถึงบริการด้านมนุษยธรรมอย่างเต็มที่ รวมถึงอนุญาตให้ทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาล โดยแอมเนสตี้กังวลว่า อำนาจในการกวาดล้างภายใต้สถานการณ์โควิด-19 อาจเอื้อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง นอกจากนี้ ในวันที่ 11 ก.ย.2563 กองทัพเมียนมายอมรับว่ามีทหาร 3 นาย ข่มขืนหญิงชาวยะไข่ หลังจากก่อนหน้านี้ในเดือน ก.ค.2563 ได้ปฏิเสธเรื่องดังกล่าว โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2563

Ming Yu Hah รองผู้อำนวยการประจำภูมิภาคด้านการรณรงค์ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า แม้กองทัพเมียนมาจะยอมรับผิด แต่การจัดการกับคดีความรุนแรงทางเพศที่น่าตกใจนี้แสดงให้เห็นถึงการละเลยต่อความรับผิดชอบอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากในการแถลงข่าว กองทัพเปิดเผยชื่อผู้รอดชีวิตแต่ไม่เปิดเผยตัวผู้กระทำผิด นำไปสู่สมมติฐานว่า ทหารเมียนมา (Tatmadaw) ทำผิดแล้วไม่ต้องรับโทษมีมากน้อยเพียงใด จึงขอเรียกร้องให้ประชาคมโลกหันมาสนใจรัฐยะไข่ตั้งแต่วันนี้ หรือจะเผชิญคำถามในวันหน้าว่าเหตุใดพวกเขาถึงล้มเหลวอีกครั้ง

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top