8 ก.พ. 2564 สำนักข่าว Channel News Asia ของสิงคโปร์ เสนอรายงานพิเศษ Data privacy concerns over Thailand's COVID-19 contact tracing app amid new wave of cases ว่าด้วยมาตรการรับมือการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการใช้แอพพลิเคชั่น “หมอชนะ (Mor Chana)” ที่พบว่าคนไทยไม่ค่อยใช้งานมากนัก โดยสาเหตุสำคัญมาจากความไม่ไว้วางใจรัฐบาลในประเด็นการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ข้อมูลส่วนบุคคล
หากย้อนไปเมื่อช่วงกลางเดือน ธ.ค. 2563 ที่สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 กลับมารุนแรงอีกครั้ง พบว่าในการระบาดระลอกใหม่ มีผู้ติดเชื้อสะสมแล้วกว่า 14,000 คน และหากรวมตั้งแต่การระบาดระลอกแรกจะมีผู้ติดเชื้อสะสมราว 23,000 คน รัฐบาลต้องนำมาตรการล็อกดาวน์กลับมาใช้อีกครั้งพร้อมกับการตรวจคัดกรองเชิงรุกเพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อในชุมชน
จุลพงศ์ ผลเงาะ (Julapong Ponngoh) ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGDA) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่แอพฯ หมอชนะ เปิดตัวเมื่อเดือน เม.ย. 2563 มียอดดาวน์โหลดรวมอยู่เพียง 7-8 ล้านครั้ง ซึ่งถือว่าไม่มาก และหากไม่มีผู้ใช้งานมากพอแอพฯ ก็จะไม่มีประสิทธิภาพมากนัก ดังนั้นรัฐบาลจึงพยายามให้มีผู้ใช้งานให้มากที่สุด ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เมื่อปี 2562 ระบุว่า คนไทยมีโทรศัทพ์มือถือสมาร์ทโฟน 41 ล้านคน เท่ากับว่า ยอดผู้ใช้งานหมอชนะมีไม่ถึงร้อยละ 20 ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนในประเทศไทย
รายงานข่าวกล่าวต่อไปว่า แอพฯ หมอชนะ เดิมเป็นการพัฒนาโดยภาคเอกชนเพื่อสนับสนุนบุคลากรสาธารณสุขในการรับมือการระบาดของไวรัสโควิด-19 ก่อนจะถ่ายโอนไปให้ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และ DGPA เป็นผู้ดูแล โดย DGDA ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลเท่านั้น ขณะที่การรวบรวม ใช้และเปิดเผยข้อมูล จะเป็นอำนาจของกรมควบคุมโรค
จุลพงศ์ อธิบายการทำงานของแอพฯ หมอชนะ ว่า แอพฯ เวอร์ชั่นล่าสุด จะขอเข้าถึงการใช้สัญญาณ GPS และบลูทูธ โดยผู้ใช้งานจะต้องถ่ายภาพตนเองและกดรับการยินยอมการเข้าถึงดังกล่าว จากนั้นแอพฯ จะสร้างรหัสคิวอาร์โต้ด แต่จะเป็นรหัสที่ไม่ระบุตัวตน (An Anonymous Identity-AID) และสามารถถอดรหัสโดยเครื่องมือพิเศษของกรมควบคุมโรคเท่านั้น หมอชนะทำงานโดยบันทึกตำแหน่งและเวลาโดยส่งข้อมุลไปยังเซิร์ฟเวอร์ส่วนกลาง โดยหากไม่มีสัญญาณ GPS ก็จะใช้สัญญาณบลูทูธแทน
ข้อมูลนี้จะได้รับวิเคราะห์หากพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 พร้อมกับประวัติการเดินทางที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะสามารถระบุบุคคลที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโดยใช้ตำแหน่ง GPS และฐานจ้อมูลที่เก็บไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ส่วนกลาง จากนั้นจะสามารถดำเนินการแจ้งเตือนผู้ใช้เกี่ยวกับความเสี่ยงสุขภาพ แต่ระบบจะไม่แสดงชื่อ ดังนั้นแพทย์ก็จะไม่ทราบว่า AID และละรายเป็นใคร หากผู้ใช้งานเปิดใช้แอพฯ หมอชนะ ก็จะมีข้อความแจ้งเตือนจากกรมควบคุมโรค หากมีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายก่อนหน้า เช่น อยู่ในสถานที่และเวลาเดียวกัน
อนึ่ง หมอชนะเวอร์ชั่นล่าสุด ไม่มีการให้กรอกชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์อย่างเวอร์ชั่นก่อนๆ ส่วนการถ่ายภาพผู้ใช้งานนั้นภาพถ่ายจะถูกเก็บไว้ในโทรศัพท์ของผู้ใช้งานเอง เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นเจ้าของโทรศัพท์เครื่องนั้นจริงกรณีต้องรายงานตัวกับแพทย์ในกระบวนการสอบสวนโรค ถึงกระนั้น การที่ไม่ได้แก้ไขนโยบายความเป็นส่วนตัวของแอพฯ ที่ยังระบุให้ใช้หมายเลขโทรศัพท์ อายุและที่อยู่ของผู้ใช้ รวมถึงไม่ได้กำหนดชัดเจนว่ามีหน่วยงานใดบ้างที่สามารถใช้ข้อมูลนี้ได้ ทำให้ DGDA อาจแบ่งปันข้อมูลกับหน่วยงานอื่นๆ ทีเกี่ยวข้องภายใต้กฎหมายที่กำหนด
ผศ.ดร.ประพันธ์พงษ์ ขำอ่อน (Prapanpong Khumon) รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า นโยบายความเป็นส่วนตัวเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับแอพพลิเคชั่น และเป็นความรับผิดชอบของผู้ควบคุมข้อมูล ซึ่งควรประกาศว่าข้อมูลใดบ้างที่ถูกรวบรวมและเหตุผลของการรวบรวม ตลอดจนหน่วยงานใดบ้างที่สามารถเข้าถึงข้อมูลนั้นได้ โดยหากระบุได้ชัดเจน ผู้คนก็จะมั่นใจและเข้าใจมากขึ้น ดีกว่าการปล่อยให้คาดเดากันไปต่างๆ นานา
ทั้งนี้ ผลการศึกษาของ Data Protection Excellence (DPEX) ในสิงคโปร์ เมื่อปี 2563 พบว่า แอพพลิเคชั่นหมอชนะ มีการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลมากที่สุดหากเทียบกันใน 6 ประเทศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ประกอบด้วย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทยและเวียดนาม โดยสำรวจการอนุญาตให้แอพฯ เข้าถึงอุปกรณ์อะไรบ้าง มีการอนุญาตเกินกว่าฟังก์ชั่นการทำงานหรือไม่ รวมถึงการอธิบายเหตุผลในการรวบรวมและการใช้ข้อมูล
เควิน เชพเพิร์ดสัน (Kevin Shepherdson) หัวหน้าศูนย์ DPEX กล่าวว่า แอพฯ หมอชนะ ในเวลานั้น ขอเข้าถึงการใช้ทั้งกล้องถ่ายรูป ประวัติการใช้งานอุปกรณ์แอพพลิเคชั่น ตำแหน่งที่ตั้ง ไมโครโฟน ภาพถ่าย วีดีโอและคลิปเสียง รวมถึงที่เก็บข้อมูลในโทรศัพท์ แต่เมื่อดูเหตุผลการเข้าถึง แอพฯ หมอชนะ ไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนเมื่อเทียบกับแอพฯ ทำนองเดียวกันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ซึ่งการเข้าถึงนี้หากนำไปใช้ในทางที่ผิดย่อมสุ่มเสี่ยงกระทบความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้โทรศัพท์นั้น เช่น การเข้าถึงกล้องหรือไมโครโฟน ทำให้แอพฯ สามารถใช้ดู ฟัง และบันทึกเสียงผู้ใช้งานได้ กระทั่งเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2564 ที่มีการปรับปรุงแอพฯ ครั้งล่าสุด ดูเหมือนจะมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก กล่าวคือ แอพฯ ขอเข้าถึงการใช้งานน้อยลงและเข้าถึงเฉพาะเท่าที่จำเป็น เช่น ไม่มีการขอเข้าถึงไมโครโฟนหรือการบันทึกเสียงอีก
จากข้อมูลข้างต้น สิ่งที่จะทำให้รัฐบาลไทยสามารถสร้างสมดุลระหว่างสุขภาพกับของประชาชนกับความเป็นส่วนตัวของขอมูล คือการสร้างความโปร่งใสในนโยบายความเป็นส่วนของของแอพฯ หมอชนะ ซึ่ง เชพเพิร์ดสัน ย้ำว่า เป็นเรื่องสำคัญในสถานการณ์โรคระบาดที่ประชาชนต้องไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งนโยบายความเป็นส่วนตัวคือวิธีการที่นักพัฒนาซอฟท์แวร์แสดงความโปร่งใสต่อผู้ใช้ และอธิบายวัตถุประสงค์เฉพาะของการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลและวิธีการใช้สิทธิ์
รายงานข่าวยังกล่าวถึงเสียงสะท้อนของคนไทยที่ไม่อยากใช้แอพฯ หมอชนะ อาทิ Phanphaka Rungruang ชาวกรุงเทพฯ อาชีพครู กล่าวว่า ตนไม่เคยดาวน์โหลดแอพฯ นี้และไม่คิดจะดาวน์โหลดด้วยเพราะไม่เชื่อใจ สิ่งที่ตนเสี่ยงสูญเสียไม่คุ้มกับสิ่งที่จะได้จากแอพฯ ดังกล่าว ตนกลัวการถูกละเมิดข้อมูลจากมัลแวร์ เช่น สปายแวร์ แม้ว่าตนจะไมได้กังวลกับหมายเลขโทรศัพท์หรือข้อมูลประจำตัวมากนัก แต่ก็ดูเหมือนเป็นการสอดส่อง (surveillance) แบบอ้อมๆ ของรัฐบาลเสียมากกว่า
เช่นเดียวกับ Chanya Srisa ทันตแพทย์ในกรุงเทพฯ ระบุว่า ตนไม่ดาวน์โหลดแอพฯ หมอชนะ เพราะไม่ต้องการเปิดเผยข้อมุลส่วนตัว เพราะกังวลว่ารัฐบาลจะนำไปใช้ในทางที่ผิด และทุกวันนี้ตนก็ดูแลตนเองดีอยู่แล้ว เช่น ใส่หน้ากากปิดปาก-จมูกทุกครั้งที่ออกไปข้างนอก หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด และไม่ได้ไปไหนนอกจากที่ทำงานกับบ้านพัก
ที่มา channelnewsasia
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี