533.jpg
สหรัฐบริจาค500ล้านโดส  วัคซีนต้านโควิดให้100ปท.

สหรัฐบริจาค500ล้านโดส วัคซีนต้านโควิดให้100ปท.

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 19.50 น.

สหรัฐฯมีแผนบริจาควัคซีนต้านโควิดของไฟเซอร์ 500 ล้านโดส ให้กับ 100 ประเทศทั่วโลก ภายใน 2 ปีนี้ ด้านรัฐบาลอินเดียเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตรายวันพุ่งเป็นสถิติโลก 6,148 ศพ แนะผู้อายุต่ำกว่า 18 ปีงดใช้ยาสเตียรอยด์ เกี่ยวข้องเชื้อราดำ ส่วนอินโดนีเซีย ตั้งเป้าฉีดวัคซีนประชาชนวันละ 1 ล้านโดส ภายใน ก.ค.นี้

เมื่อวันที่ 10มิถุนายน น.ส.พ.วอชิงตันโพสต์ รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าว ว่าประธานาธิบดีโจไบเดน ของสหรัฐอเมริกา จะประกาศแผนบริจาควัคซีนครั้งใหญ่ ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ หรือกลุ่ม‘จี7’ ที่เทศมณฑลคอร์นวอลล์ประเทศอังกฤษ ในช่วง 1-2 วันนี้


ขณะที่สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นรายงานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงซื้อวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 จากไฟเซอร์แล้ว 500 ล้านโดส สำหรับบริจาคให้กว่า 100 ประเทศทั่วโลกช่วง 2 ปีจากนี้ เพื่อส่งเสริมจุดยืนในการเป็นคลังวัคซีนโลกของสหรัฐฯ ตามที่นายไบเดนเคยประกาศไว้ โดยก่อนที่นายไบเดน จะขึ้นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน เดินทางไปร่วมประชุมดังกล่าว ได้บอกกับผู้สื่อข่าวว่า มียุทธศาสตร์วัคซีนระดับโลกที่เตรียมจะประกาศ แต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียด

ทั้งนี้ ซีเอ็นเอ็นรายงานด้วยว่า ในปี 2021 รัฐบาลสหรัฐฯ จะบริจาควัคซีนกว่า 200 ล้านโดส และอีก 300 ล้านโดสภายในครึ่งปี2022 โดยวัคซีนทั้งหมดจะบริจาคผ่านโครงการโคแวกซ์ขององค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ส่วนประเทศที่ได้รับวัคซีน92 ประเทศจะเป็นประเทศรายได้ต่ำและประเทศยากจน ที่เหลือจะเป็นประเทศสมาชิกกลุ่มสหภาพแอฟริกา โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลนายไบเดนประกาศจะบริจาควัคซีนกว่า 80 ล้านโดสทั่วโลก ภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ว่ากระทรวงสาธารณสุขอินเดียรายงานผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มขึ้น 94,052 คน ทำให้สถิติผู้ติดเชื้อสะสมเพิ่มเป็นอย่างน้อย 29,183,121 คน หายป่วยสะสมอย่างน้อย 27,655,493 คน โดยยังต้องรักษาตัวอยู่ในระบบอีกอย่างน้อย 1,167,952 คน ขณะที่ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 6,148 คน ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมเพิ่มเป็นอย่างน้อย 359,676 คนซึ่งนับเป็นสถิติโลกครั้งใหม่ อย่างไรก็ดี ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากที่รัฐพิหาร ที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ ปรับแก้สถิติผู้เสียชีวิตในพื้นที่เพิ่มขึ้น 72%

อย่างไรก็ดี กระทรวงสาธารณสุขอินเดีย เผยแพร่คำแนะนำใหม่เกี่ยวกับแนวทางการรักษาผู้ติดเชื้ออายุต่ำกว่า 18 ปี ว่าไม่ควรใช้ยาเรมเดซิเวียร์และแนะนำการทดสอบเดิน 6 นาที เพื่อวิเคราะห์ปริมาณออกซิเจน ส่วนการใช้ยาสเตียรอยด์ขอให้ใช้กับผู้ติดเชื้อซึ่งมีอาการปานกลางค่อนไปทางหนักเท่านั้น และต้องมีการคำนวณปริมาณยาอย่างเคร่งครัด โดยหลายฝ่ายกังวลว่าการับยาสเตียรอยด์มากเกินไป อาจเกี่ยวข้องกับภาวะติดเชื้อมิวคอร์ไมโคซิสหรือเชื้อราดำ

ที่ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ได้ลงพื้นที่ศูนย์ให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของรัฐบาล ที่เมืองดีป็อก ชานกรุงจาการ์ตา โดยมีการตรวจสอบความเรียบร้อยหลังจากให้บริการวันแรกเมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยนายโจโค วิโดโด คาดหวังเป้าหมายในการฉีดวัคซีนเพิ่มเป็นวันละ 700,000 โดส ภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ และเพิ่มขึ้นอีกในเดือนถัดไป ซึ่งเชื่อว่าอินโดนีเซีย จะบรรลุเป้าหมายฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้วันละ 1 ล้านโดส ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยกรุงจาการ์ตา เป็นพื้นที่สีแดงเข้มของการระบาดของโรคดังกล่าว

ปัจจุบันอินโดนีเซียซึ่งมีประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลก มีสถิติผู้ป่วยสะสมจากโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มากกว่า 1.87 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7,725 คน นับเป็นสถิติรายวันสูงสุด ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะที่ผู้เสียชีวิตสะสมอย่างน้อย 52,162 คน เพิ่มขึ้น 170 คน

ส่วนสถิติเกี่ยวกับวัคซีนจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา อินโดนีเซียมีวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แบบพร้อมใช้เกือบ 76 ล้านโดส และประชาชนอย่างน้อย 11.43 ล้านคน ได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว ซึ่งขณะนี้อินโดนีเซียใช้วัคซีนของซิโนแวค ซิโนฟาร์ม และแอสตราเซเนกา/ออกซฟอร์ด

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top