543.jpg
‘Sunset’บนแผ่นดิน‘อัฟกานิสถาน’ ฉากย้อนรำลึก‘ไซ่ง่อนแตก’หลัง‘สหรัฐฯ’ถอนทัพ

‘Sunset’บนแผ่นดิน‘อัฟกานิสถาน’ ฉากย้อนรำลึก‘ไซ่ง่อนแตก’หลัง‘สหรัฐฯ’ถอนทัพ

วันจันทร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 18.00 น.

ฟังเพลงและชม MV เพลง Song of Sunset ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=pDSrS-TBys4

“Song of Sunset” (หากเป็นชาวไทยที่มีอายุเสียหน่อย น่าจะคุ้นเคยกับเพลง “หอบฝัน” ของ “แจ้-ดนุพล แก้วกาญจน์” ที่ใช้ทำนองเดียวกัน) เป็นเพลงภาษาจีนกวางตุ้ง ขับร้องโดย “เหมยเยี่ยนฟาง” ประกอบภาพยนตร์ “โหดเลวดี 3 (A Better Tomorrow 3)” ออกฉายเมื่อปี 2532 แม้จะทำรายได้และได้รับความนิยมน้อยกว่า 2 ภาคแรกทั้งที่ยังมีพระเอกดังอย่าง “โจวเหวินฟะ” แสดงนำก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากคือการจำลอง “ฉากสุดท้ายของไซ่ง่อน” เมืองหลวงของเวียดนามใต้ได้ใกล้เคียงกับเหตุการณ์จริง เนื่องด้วย “ฉีเคอะ” ผู้กำกับภาพยนตร์เคยใช้ชีวิตวัยเด็กที่นั่น


ซึ่ง ณ ปัจจุบัน หากได้เข้าไปดูคลิปวีดีโอบนเว็บไซต์ยูทูปเกี่ยวกับภาพยนตร์โหดเลวดี 3 และมิวสิควีดีโอเพลง Song of Sunset ที่ตัดเอาบางฉากของภาพยนตร์มาประกอบ จะพบความคิดเห็นของชาวเน็ตจำนวนไม่น้อยที่บอกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศอัฟกานิสถาน ที่กลุ่มตาลีบันไล่ยึดเมืองต่างๆ จนในที่สุดก็เคลื่อนทัพเข้ายึดกรุงคาบูลได้เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2564 และกลายเป็นภาพสะเทือนใจที่ชาวอัฟกานิสถานจำนวนมากพยายามหาทางหนีตายออกนอกประเทศ ทำให้นึกถึงฉากสุดท้ายของกรุงไซ่ง่อนในภาพยนตร์ ที่จำลองจากเหตุการณ์จริงในช่วงปลายเดือน เม.ย. 2518

15 ส.ค. 2564 บรรยากาศที่สนามบินกรุงคาบูล ผู้คนแห่ขึ้นเครื่องบินอพยพออกจากอัฟกานิสถาน ในขณะที่กลุ่มตาลีบันเคลื่อนกำลังเข้าเมือง ที่มา : CNN

ย้อนไปในปี 2497 เมื่อชาวเวียดนามรบชนะฝรั่งเศสในยุทธการเดียนเบียนฟู นำไปสู่การปลดแอกตนเองออกจากการเป็นอาณานิคม แต่เพราะอิทธิพลของสงครามเย็นอันเป็นกระแสโลกในขณะนั้นที่การเมืองแบ่งออกเป็นขั้วเสรีนิยมประชาธิปไตยนำโดยสหรัฐอเมริกา กับสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ที่นำโดยสหภาพโซเวียต (รัสเซีย) และจีน ดินแดนและผู้คนเวียดนามจึงแบ่งเป็นฝั่งเหนือกับฝั่งใต้ เวียดนามเหนือนั้นเป็นถิ่นคอมมิวนิสต์ มี “ลุงโฮ-โฮจิมินห์” เป็นผู้นำคนแรก ส่วนเวียดนามใต้มี “โง ดินห์ เดียม” นักการเมืองผู้ต่อต้านคอมมิวนิสต์ เป็นผู้นำคนแรก

การสู้รบระหว่างเวียดนามทั้ง 2 เป็นไปอย่างดุเดือดภายใต้การสนับสนุนของชาติมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ส่งทหารข้ามน้ำข้ามทะเลเข้าไปร่วมรบอย่างเปิดเผยพร้อมกับชาติพันธมิตรโดยเฉพาะประเทศไทย ที่ให้สหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานทัพในหลายจังหวัด รวมถึงรับสมัครชาวไทยไปร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารอเมริกัน เพื่อปกป้องเวียดนามใต้ไม่ให้ถูกเวียดนามเหนือยึดครอง สำหรับสหรัฐฯ นั้นมองว่าเวียดนามใต้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ หากพ่ายแพ้อาจเป็นไปตาม “ทฤษฎีโดมิโน” ที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) จะกลายเป็นรัฐสังคมนิยมทั้งหมด

แต่ดูเหมือนว่าที่เวียดนามใต้ดำรงความเป็นประเทศมาได้นับสิบปี เป็นเพราะการหนุนหลังจากสหรัฐฯ ล้วนๆ เพราะกระแสของชาวเวียดนามใต้ในขณะนั้นจำนวนมากดูจะมีใจฝักใฝ่เวียดนามเหนือเสียมากกว่า เนื่องด้วยการเมืองภายในของเวียดนามใต้ เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงอำนาจกันเองของชนชั้นนำ ส่วนประชาชนคนหาเช้ากินค่ำต่างก็ชาชินกับการคอร์รัปชั่น ทุจริตกินสินบาทคาดสินบนกันทุกระดับของเจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ปลายแถวขึ้นไปถึงบรรดาบิ๊กๆ

“สงครามเวียดนาม” ที่สหรัฐอเมริกาส่งกำลังข้ามน้ำข้ามทะเลเข้าร่วม ที่มา : Wikipedia

ในช่วงเวลาเดียวกัน บนแผ่นดินสหรัฐฯ เกิดการประท้วงต่อต้านการส่งทหารไปรบในสงครามเวียดนาม โดยเฉพาะจากครอบครัวที่ต้องสูญเสียพ่อ สามีหรือลูกชาย ซึ่งหากไม่เสียชีวิต หลายคนรอดกลับมาได้ก็กลายเป็นคนพิการทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ เป็นแรงกดดันให้ “ริชาร์ด นิกสัน” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น (ปี 2512-2517) ต้องคิดถึงแผนการถอนกำลังทหารอเมริกันออกจากเวียดนามใต้อย่างจริงจัง

ปธน.นิกสัน เรียกแผนดังกล่าวว่า “การทำให้เป็นเวียดนาม (Vietnamization)” โดยจะทยอยยกเลิกการคงกองกำลังทหารสหรัฐฯ ภาคพื้นดิน เปลี่ยนเป็นการฝึกอบรมให้ทหารเวียดนามใต้สามารถต่อสู้ด้วยตนเอง ซึ่งสหรัฐฯ จะสนับสนุนเฉพาะการโจมตีทางอากาศเท่านั้น แต่แล้วแผนดังกล่าวดูจะไม่ได้ผลนัก ทหารเวียดนามใต้ไม่มีศักยภาพในการรบหากเทียบกับฝ่ายเวียดนามเหนือ เมื่อไม่มีทหารสหรัฐฯ ร่วมรบ กองทัพเวียดนามใต้ก็อ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด

แต่การถอนทหารนั้นเป็นกระแสเรียกร้องของชาวอเมริกันในฐานะผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง รัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต้องฟังเสียงประชาชนจึงไม่อาจปฏิเสธได้ และแม้ภายหลังจะเหลือเพียงการโจมตีทางอากาศก็ยังถูกต่อต้านถึงขั้นมีเหตุรุนแรงและมีชาวอเมริกันเสียชีวิตในการประท้วงรัฐบาล กระทั่งในปี 2516 มีการทำข้อตกลงที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยสหรัฐฯ ต้องถอนทหารออกทั้งหมด ถึงกระนั้นเวียดนามทั้ง 2 ก็ยังทำสงครามกันต่อไป กระทั่งวันที่ 30 เม.ย. 2518 กองทัพเวียดนามเหนือเคลื่อนเข้าไซ่ง่อน รวมประเทศเป็นสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามได้ในที่สุด

ปลายเดือน เม.ย. 2518 ชาวอเมริกันและชาวเวียดนามใต้ เร่งอพยพจากกรุงไซ่ง่อน ก่อนที่กองทัพเวียดนามเหนือจะเข้ายึดครอง ที่มา : Wikipedia

เรื่องราวของไซ่ง่อน (ที่ปัจจุบันถูกเปลี่ยนชื่อเป็นโฮจิมินห์ซิตี้) ดูเหมือนจะกลับมาฉายซ้ำอีกครั้ง เมื่อสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ ปธน. คนปัจจุบันคือ โจ ไบเดน ดำเนินนโยบายถอนทหารอเมริกันออกจากอัฟกานิสถาน หลังกองทัพสหรัฐฯ เข้ามาที่นี่ในปี 2544 หลังเกิดกรณีผู้ก่อการร้ายกลุ่มอัลกออิดะห์ก่อเหตุขับเครื่องบินโจมตีตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ในวันที่ 11 ก.ย. ปีดังกล่าว ทำให้ จอร์จ ดับเบิลยู บุช ปธน.สหรัฐฯ ในขณะนั้น ประกาศส่งกำลังทหารบุกอัฟกานิสถาน กวาดล้างกลุ่มอัลกออิดะห์

การเข้ามาของกองทัพสหรัฐฯ ยังเป็นการยุติการปกครองของกลุ่มตาลีบัน ที่ปกครองอัฟกานิสถานมาตั้งแต่ปี 2539 ด้วยแนวคิดศาสนาแบบสุดโต่ง โดยเฉพาะที่ถูกประณามอย่างรุนแรงจากประชาคมโลกคือประเด็นสิทธิสตรี อัฟกานิสถานในยุคสมัยของตาลีบัน ผู้หญิงไม่มีสิทธิเสรีภาพในการใช้ชีวิต ชั้นเรียนที่เคยเปิดการเรียนการสอนสำหรับนักเรียน-นักศึกษาหญิงถูกยกเลิก ห้ามผู้หญิงทำงานแทบทุกประเภท ต้องปกปิดร่างกายแทบทั้งหมดเมื่อออกจากบ้าน นอกจากนี้ยังสั่งห้ามมีสื่อบันเทิงทุกชนิด และบทลงโทษของผู้ฝ่าฝืนหลายครั้งคือความตาย

แต่รัฐบาลและระบบกลไกรัฐของอัฟกานิสถานหลังปี 2544 ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ นั้นก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งประสิทธิภาพและปัญหาคอร์รัปชั่น อาทิ ดัชนีภาพลักษณ์ความโปร่งใส (CPI) ที่มีการจัดอันดับกันต่อเนื่องทุกปีราว 180 ประเทศ อัฟกานิสถานมักอยู่เกือบรั้งท้ายเสมอ รวมถึงผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ก็อยู่แทบรั้งท้าย สะท้อนถึงการเป็นประเทศยากจน ขณะที่กองทัพก็ไม่แตกต่างกัน เห็นได้จากการกลับมาอีกครั้งของกลุ่มตาลีบัน ทั้งที่ถูกกองทัพสหรัฐฯ กวาดล้างจนแทบสิ้นชื่อเมื่อหลายปีก่อน แต่ในปีนี้เมื่อสหรัฐฯ เริ่มแผนทยอยถอนทหาร กลุ่มตาลีบันกลับใช้เวลาไม่นานบุกยึดเมืองต่างๆ กระทั่งเคลื่อนทัพเข้าสู่กรุงคาบูลได้ในที่สุด

ทหารสหรัฐฯ ทิ้งเฮลิคอปเตอร์ลงจากเรือบรรทุกเครื่องบิน เพื่อให้มีพื้นที่สำหรับรองรับผู้อพยพออกจากไซ่ง่อน ที่มา : PBS Wisconsin

แม้ว่า “แอนโทนี บลิงเคน” รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ จะพยายามชี้แจงว่า “คาบูลไม่เหมือนไซ่ง่อน” หลังมีสื่อมวลชนหลายสำนักพยายามเปรียบเทียบ โดยเฉพาะการนำภาพการอพยพบุคคลในความคุ้มครองสหรัฐฯ เช่น เจ้าหน้าที่ทูต พลเมืองอเมริกัน ตลอดจนชาวอัฟกานิสถานที่เคยทำงานให้รัฐบาลสหรัฐฯ ออกจากอัฟกานิสถาน ไปเทียบกับภาพเหตุการณ์แบบเดียวกันเวียดนามใต้ที่การอพยพในเวียดนามใต้เป็นไปอย่างฉุกละหุกทุลักทุเล เนื่องจากการอพยพอัฟกานิสถานมีการกำหนดแผนและดำเนินการไปตามที่วางแผนไว้

แต่เมื่อหันกลับไปมองประชาชนทั่วไป จะกล่าวว่าไม่เหมือนไซ่ง่อนก็คงพูดไม่ได้เต็มปาก โดยเฉพาะบรรยากาศที่สนามบินกรุงคาบูล ชาวอัฟกานิสถานจำนวนมากแย่งกันขึ้นเครื่องบินที่เป็นเที่ยวบินท้ายๆ ก่อนที่ตาลีบันจะเคลื่อนทัพเข้าเมือง และตลอดหลายวันก่อนหน้านั้น ก็มีข่าวชาวอัฟกานิสถาน พยายามลี้ภัยไปยังประเทศอื่นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้หญิงตลอดจนประชากรคนรุ่นใหม่ เพราะแม้อัฟกานิสถานภายใต้การควบคุมของสหรัฐฯ จะไม่ใช่ประเทศที่น่าอยู่นัก แต่ก็ยังมีสิทธิเสรีภาพมากกว่าในยุคก่อนหน้านั้นที่กลุ่มตาลีบันปกครอง

อัฟกานิสถานในยุคสมัยของสหรัฐฯ เป็น “อาทิตย์อัสดง” หรือ Sunset ไปแล้ว ซึ่งหลังจากนี้คงตัองติดตามกันว่า “ตะวันรุ่ง” หรือ Sunrise ของวันใหม่ในดินแดนแห่งนี้ภายใต้การกลับมาอีกครั้งของตาลีบันจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะคำยืนยันว่าในครั้งนี้รัฐบาลตาลีบันจะไม่ห้ามผู้หญิงเรียนหนังสือและทำงานอย่างในอดีตอีก (แต่ยังต้องคลุมร่างกายทั้งตัวเหมือนเดิม) จะเป็นจริงตามนั้นไปตลอดหรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วจะกลับไปยังยุคสมัยที่เป็น “ฝันร้าย” อีกครา!!!

15 ส.ค. 2564 กลุ่มตาลีบันเข้ายึดทำเนียบประธานาธิบดีอัฟกานิสถาน

15 ส.ค. 2564 กลุ่มตาลีบันในกรุงคาบูล

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top