537.jpg
สื่อมะกันจับตา 'ไทย'เปลี่ยนนโยบายโควิดสู่โรคประจำถิ่น

สื่อมะกันจับตา 'ไทย'เปลี่ยนนโยบายโควิดสู่โรคประจำถิ่น

วันพุธ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2565, 10.43 น.

สื่อมะกันจับตา 'ไทย'เปลี่ยนนโยบายโควิดสู่โรคประจำถิ่น มุ่งฟื้นศก.แม้ยังกังวลผู้ติดเชื้อ

23 มี.ค. 2565 สำนักข่าว Voice of America สหรัฐอเมริกา เสนอรายงานพิเศษ Thailand Aiming for Endemic Status as More Travel Restrictions Lifted ว่าด้วยความพยายามของทางการไทย ในการเปลี่ยนสถานะของไวรัสโควิด-19 จากโรคระบาดใหญ่ (Pandemic) เป็นโรคประจำถิ่น (Endemic) ลดความเข้มงวดของมาตรการควบคุมโรคลงเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ท่ามกลางความกังวลของผู้คนอีกไม่น้อย


ในช่วงต้นเดือน มี.ค. 2565 กระทรวงสาธารณสุขของไทย ประกาศตั้งเป้าให้โควิด-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่นภายในเดือน ก.ค. 2565 ขณะที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ข้อกำหนดให้ชาวต่างชาติที่จะเดินทางไปประเทศไทยต้องมีผลตรวจคัดกรองไม่ติดเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR ก็ถูกประกาศยกเลิก อย่างไรก็ตาม อนันต์ จงแก้ววัฒนา (Anan Jongkaewwattana) นักไวรัสวิทยา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ได้เตือนว่า ยังคงต้องระมัดระวังต่อไป

“เราต้องพูดกันให้ชัดว่าโรคประจำถิ่นไม่ได้หมายความว่ามันจะรุนแรงน้อยกว่าสิ่งที่พบระหว่างที่เป็นโรคระบาดใหญ่ สำหรับผม โรคประจำถิ่นหมายความว่าประเทศไทยจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่งที่ไม่สร้างความเสียหายให้กับระบบสาธารณสุขของประเทศ” อนันต์ กล่าว

ประเทศไทยยังคงต่อสู้กับสถานการณ์ที่พบผู้ติดเชื้อจำนวนมาก จากเชื้อกลายพันธุ์สายโอมิครอน เช่น ในวันที่ 18 มี.ค. 2565 ที่พบผู้ติดเชื้อ 27,071 คน ทำสถิติติดเชื้อรายงานสูงที่สุด แต่อีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยมีอัตราการฉีดวัคซีนโควิด-19 ค่อนข้างสูง นับตั้งแต่เริ่มการฉีดวัคซีนในปี 2564 ประเทศไทยฉีดวัคซีนไปแล้ว 127 ล้านเข็ม ซึ่งนับตั้งแต่เข็มที่ 1 เข็มที่ 2 และเข็มกระตุ้น (เข็มที่ 3 หรือ 4)

แกรี โบเวอร์แมน (Gary Bowerman) นักวิเคราะห์การท่องเที่ยวของทวีปเอเชีย ที่อาศัยอยู่ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย กล่าวว่า ประเทศไทยต้องระมัดระวังในการตั้งเป้าหมายในอนาคต เนื่องจากโควิด-19 นั้นคาดเดาไม่ได้ แม้เดือน ก.ค. 2565 คือการกำหนดเป้าหมาย แต่ก็ทราบกันดีตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ว่าการกำหนดเส้นตายที่ยากและรวดเร็วนั้นเต็มไปด้วยความเสี่ยง

“สถานะโรคประจำถิ่น เป็นเรื่องเล็กน้อยในการสื่อสารกับสาธารณชนเพื่อพยายามเปลี่ยนวิธีคิดภายในประเทศ เป็นการปลุกเร้าอารมณ์ครั้งสำคัญ สถานการณ์ที่ประเทศประสบอยู่คือการปิดตัวอย่างสมบูรณ์ยาวนานถึง 2 ปี และตอนนี้ได้เปิดแล้ว เป็นการเปลี่ยนแปลงความคิดครั้งใหญ่ แม้มันไม่ได้อยู่ที่แต่ละประเทศจะบอกว่าเป็นโรคประจำถิ่น แต่เป็นองค์การอนามัยโลก (WHO) แต่ผมก็เข้าใจได้ว่าทำไมรัฐบาลถึงทำแบบนั้น” โบเวอร์แมน กล่าว

รายงานข่าวกล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยพยายามหาทางเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ นับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2564 เป็นต้นมา ด้วยโครงการ Test&Go ที่ตัดขั้นตอนการกักตัวออกไป แต่โครงการต้องถูกหยุดไว้ชั่วคราวในเดือน ธ.ค. 2564 จากการเริ่มตรวจพบไวรัสโควิด-19 สายโอมิครอน อันเป็นเชื้อกลายพันธุ์ชนิดใหม่ในเวลานั้น ก่อนที่ต้นปี 2565 จะกลับมาดำเนินโครงการต่ออีกครั้ง และได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวแล้วหลายแสนคน ถึงกระนั้นก็ยังต้องเผชิญความท้าทายอีกเรื่องหนึ่ง คือสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ชาวรัสเซียที่เป็นอีกกลุ่มซึ่งนิยมไปเที่ยวประเทศไทยลดจำนวนลง

นับตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2565 เป็นต้นไป ชาวต่างชาติที่จะเข้าประเทศไทยไม่ต้องตรวจโควิดแบบ RT-PCR ก่อนออกเดินทาง ซึ่งเป็นความพยายามเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว โบเวอร์แมน กล่าวว่า ตนมองเห็นเป้าหมายของทางการไทยได้อย่างชัดเจน นั่นคือการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ดังนั้นหากพวกเขาสามารถลดเงื่อนไขลงได้ย่อมไม่ลังเลที่จะทำ แต่ตัวแปรสำคัญคือไวรัส

ในปี 2562 อันเป็นปีสุดท้ายของโลกในสภาวะปกติก่อนจะเผชิญสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ปีนั้นการท่องเที่ยวครองสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของไทยประมาณร้อยละ 11 และชาวไทยร้อยละ 20 ทำงานอยู่ในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว แต่ในปี 2563 เศรษฐกิจไทยถึงขั้นถดถอยไปร้อยละ 6.1 ก่อนจะค่อยๆ กลับมาฟื้นตัวได้ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2564 จากการกลับมาของนักท่องเที่ยว รวมถึงการส่งออกที่เพิ่มขึ้น

นอกจากประเทศไทย บรรดาเพื่อนบ้านร่วมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ก็เริ่มทยอยกลับมาเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง อาทิ กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ในขณะที่มาเลเซียประกาศเปิดประเทศในเดือน เม.ย. 2565 ทั้งนี้ แม้ไทยจะลดมาตรการลง แต่บางอย่างก็ยังทำให้นักท่องเที่ยวเหนื่อยล้า นั่นคือการตรวจ RT-PCR ครั้งแรกเมื่อเดินทางเข้าไทย จากนั้นตรวจซ้ำด้วยวิธี ATK ในวันที่ 5 ที่อยู่ในไทย หากพบว่าติดเชื้อ ก็จะต้องเข้าสู่สถานที่กักกันและรักษาโรคที่ทางการไทยกำหนด

โบเวอร์แมน มองว่า ยังคงมีความกลัวของนักท่องเที่ยวที่อยู่เหนือการควบคุม เพราะหากพบว่าติดเชื้อ จะไม่มีทางเลือกที่ให้กักตัวอยู่ในโรงแรมเป็นเวลา 6 วัน แล้วปล่อยตัวในวันที่ 7 นั่นคือความอันตรายของไวรัสโควิด-19 และมันได้ถูกฝังลึกในจิตสำนักของผู้คน จึงไม่ง่ายที่จะเปลี่ยนนโยบายที่เกี่ยวกับโควิด-19 สู่ความเป็นโรคประจำถิ่น ซึ่งไม่เพียงการทำงานของระบบสาธารณสุข แต่รวมทั้งหมดตั้งแต่การรักษา การเดินทางและการใช้ชีวิตที่จะต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และตนเห็นว่า สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วยังห่างจากจุดนั้น

ขอบคุณเรื่องจาก voanews

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top