วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569
กัมพูชาถอยกรูด
เปลี่ยนเกมฟ้องศาล
บี้ไทยเจรจาทวิภาคี
เขมรถอยกรูด “ฮุน มาเนต”เปลี่ยนเกม! ถอยจากศาลโลก หันเจรจาทวิภาคีกับประเทศไทย หวังแก้ปมชายแดน ขณะที่ ทัพเรือ-ศรชล.สกัดเรือเขมรลักลอบขนสินค้าข้ามแดนทางทะเล ของกลางร่วมหลายตัน ย้ำควบคุมพื้นที่ทะเลไทยเข้มข้น สกัดภัยคุกคามทุกรูปแบบ
เว็บไซต์พนมเปญโพสต์ รายงานว่าเมื่อวันที่ 12 เมษายน ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้ชี้แจงถึงสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความอดทนเชิงกลยุทธ์ และความเป็นจริงทางการทูตโดยกัมพูชาจะหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขข้อพิพาทชายแดนกับไทย ผ่านการเจรจาโดยตรง และกลไกทวิภาคีเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจากคำแถลงก่อนหน้านี้ ที่เคยพูดถึงการนำคดีพิพาทชายแดนกับไทยขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือไอซีเจ หรือ ศาลโลก อยู่บ่อยครั้ง
โดยฮุน มาเนตกล่าวระหว่างเปิดโครงการคลองฟูนันเตโช ระยะที่ 2 เมื่อวันที่11เม.ย.โดยนายกรัฐมนตรีกัมพูชาย้ำว่าแม้ไอซีเจจะยังเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ด้วยความรวดเร็วและประสิทธิภาพของกลไกทวิภาคีทำให้แนวทางนี้กลายเป็นทางเลือกหลักในขณะนี้ พร้อมย้ำว่ากลไกระหว่างประเทศมักใช้เวลาหลายเดือน หรือหลายปีในการตัดสินทำให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนต้องอยู่กับความไม่แน่นอนและความวุ่นวายอย่างต่อเนื่อง
ฮุน มาเนตเตือนว่าการสู้รบเพื่อแย่งชิงดินแดนไม่มีวันจบ พร้อมยกตัวอย่างความขัดแย้งในยูเครนและกาซาเป็นบทเรียนว่า“แม้จะนองเลือดยาวนาน แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาสู่โต๊ะเจรจา หากประชุมการเจรจายังเปิดอยู่ เราก็ต้องใช้มันเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง มาตรการทวิภาคีคือหนทางที่เร็วที่สุด”
โดยหัวใจของยุทธศาสตร์นี้ คือ การฟื้นบทบาทของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมหรือเจบีซี แม้ว่าที่ผ่านมาเคยถูกวิจารณ์ว่าการปักปันเขตแดนล่าช้า แต่ฮุน มาเนต ชี้ว่ามีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจ ปี 2543 หรือ MOU43
ทั้งนี้ จากหลักเขตแดนทั้งหมด74 จุด ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยาว 874 กิโลเมตร ซึ่งสามารถตกลงกันได้แล้ว 43จุด หรือมากว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของกระบวนการปักปัน ทำให้กัมพูชามองว่า เจบีซีเป็นเครื่องมือที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผล แม้จะยังไม่สมบูรณ์แบบ
โดยแรงผลักดันสู่แนวทางทวิภาคียังมาจากการมองว่า ท่าทีของรัฐบาลไทยชุดใหม่ที่มีความสอดคล้องกัน โดยกัมพูชาได้อ้างถึงนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีโดยเฉพาะนโยบายข้อ 9 ที่ระบุว่าไทยจะยุติข้อพิพาทชายแดนกับกัมพูชาอย่างสันติผ่านการเจรจา
ฮุน มาเนตระบุว่านโยบายของรัฐบาลไทยดังกล่าวสอดคล้องกับจุดยืนของกัมพูชาที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและในกรอบทวิภาคี และว่า นโยบายของทั้งสองรัฐบาลนั้นถือเป็นกุญแจในการแก้ปัญหาตอนนี้ สอดคล้องกันและเปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว
โดยภายใต้แถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่27ธ.ค.และข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ ทั้งสองประเทศ ตกลงจะคงกำลังทหารในตำแหน่งเดิม เพื่อลดความเสี่ยงการปะทะโดยไม่ตั้งใจ ขณะทีมเทคนิคดำเนินการสำรวจพื้นที่
ฮุน มาเนตยังได้ปฏิเสธคำทำนายของหมอดูที่บอกว่าการเจรจาจะล้มเหลว โดยฮุน มาเนต ย้ำว่าการเลือกใช้แนวทางทวิภาคีนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความเป็นไปได้ แม้มีโอกาสสำเร็จเพียงแค่1เปอร์เซ็นต์ แต่รัฐบาลกัมพูชาก็จะเดินหน้าต่อ เพื่อหลีกเลี่ยงทางตันของความขัดแย้งทางอาวุธที่ทำลายความเชื่อใจและหยุดยั้งความก้าวหน้าทั้งหมด
ฮุน มาเนตยังได้ชี้ว่ากลไกเจบีซีมีความเหมาะสมในการจัดการปัญหาเหล่านี้ เพราะมีทีมผู้เชี่ยวชาญเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่สามารถทำงานในพื้นที่พิพาทได้อย่างปลอดภัย ต่างจากการลาดตระเวนทางทหารที่เสี่ยงต่อการสูญเสีย และว่า หากยังมีความหวังในการแก้ปัญหาเพื่อรักษาอธิปไตยโดยไม่ต้องนองเลือด ไม่ทำลายทรัพย์สิน หรือชีวิตของประชาชน ทหาร และตำรวจ และสามารถยุติปัญหาได้อย่างถาวร ก็ต้องเลือกทางนั้น
ฮุน มาเนตกล่าวด้วยว่า “เราไม่ต้องการเห็นผู้คนไม่สามารถมองหน้ากันได้ไปอีกหลายชั่วอายุคน เมื่อ 6 เดือนก่อนพวกเขายังเป็นเพื่อน เป็นเพื่อนบ้าน แต่ตอนนี้กลับไม่สามารถมองหน้ากันได้ อย่าปล่อยให้เป็นแบบนั้นต่อไป เราต้องแก้ไขเพื่อให้พวกเขากลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีอีกครั้ง”
พร้อมย้ำว่ากัมพูชาจะใช้ทุกกลไกที่มี ทั้งเจบีซี และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือจีบีซี เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ชายแดนที่เคยเต็มไปด้วยเสียงปืนให้กลายมาเป็นพรมแดนแห่งสันติภาพและความรุ่งเรืองร่วมกัน
ทั้งนี้ การหันมาให้ความสำคัญกับแนวทางทวิภาคีครั้งนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนจุดยืนครั้งสำคัญของฮุน มาเนต ซึ่งก่อนหน้านี้เคยระบุว่าจะยื่นฟ้องต่อไอซีเจอย่างน้อย 4คดีรวมถึงกรณีความเสียหายของปราสาทตาเมือน และตาควาย จากการถูกโจมตีเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
ด้านพลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวาน (12 เมษายน 2569) กองทัพเรือ โดย ทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมกับ ศรชล.จังหวัดตราด หมวดเรือลาดตระเวนชายแดน (มชด.) และหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน 182 (ฉก.นย.182) บูรณาการกำลังลาดตระเวนและสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมายทางทะเล โดยเมื่อเวลาประมาณ 0200 น. สามารถจับกุมเรือหางยาวสัญชาติกัมพูชา จำนวน 4 ลำ บริเวณหน้าท่าเรือชลาลัย ห่างฝั่งประมาณ 2 ไมล์ทะเล พร้อมลูกเรือรวม 6 คน เป็นชาวไทย 3 คน และกัมพูชา 3 คน ในข้อหาลักลอบขนสินค้าอุปโภคบริโภคออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านกระบวนการตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมเรือของกลางเข้าท่าเรืออเนกประสงค์คลองใหญ่ และนำตัวผู้ต้องหาไปดำเนินการสอบสวนขยายผล โดยจากการตรวจสอบของกลางจำนวนหลายตัน พบเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น เครื่องในไก่ มะขามหวาน หอย และปลาหมึก เป็นต้น
การปฏิบัติครั้งนี้สะท้อนถึงความพร้อมและความเข้มข้นในการควบคุมพื้นที่ทางทะเลของกองทัพเรือ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสกัดกั้นขบวนการผิดกฎหมายที่กระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ กองทัพเรือย้ำเตือนให้ผู้ประกอบการและประชาชนปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยจะดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาดทุกราย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี