วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ทรัมป์แจ้งกลางวงG7
ยุติสงครามกับอิหร่าน
“ทรัมป์”ลั่นข่าวดีกลางวงประชุม G7 สหรัฐฯ-อิหร่าน บรรลุข้อตกลงยุติข้อขัดแย้งแล้ว เซ็นข้อตกลง เบื้องต้นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เรียบร้อย ก่อนเตรียมลงนาม MOUเป็นทางการที่สวิตเซอร์แลนด์ศุกร์นี้ ผู้นำ G7 ต่างร่วมแสดงความยินดี
เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าหลังสหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงชั่วคราว เพื่อยุติความขัดแย้งโดยทำบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู)ร่วมกัน ซึ่งเนื้อหาข้อตกลงจะเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการในพิธีลงนามที่สวิตเซอร์แลนด์ โดยรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ประกาศว่า พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน จะจัดขึ้นวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน ที่เบอเกินชต็อคทางตอนกลางของประเทศ แทนที่จะเป็นนครเจนีวาตามที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้
โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯเปิดเผยเรื่องนี้ระหว่างการเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มจี 7 ที่เมืองเอวีย็อง-เล-แบ็ง ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีผู้นำจากอียิปต์กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เข้าร่วมด้วย และระหว่างการเจรจากับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศส ทรัมป์กล่าวว่า ยินดีอย่างยิ่งที่จะแจ้งให้ทราบว่าข้อตกลงเบื้องต้นได้ลงนามแล้ว ข้อตกลงทั้งหมดได้ลงนามเรียบร้อยแล้ว ซึ่งผู้นำกลุ่มประเทศ G7 ต่างร่วมแสดงความยินดี
ส่วนเนื้อหาของบันทึกความเข้าใจจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนในพิธีอย่างเป็นทางการ และย้ำว่าช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดเต็มรุปแบบในวันศุกร์นี้หลังลงนาม พร้อมทั้งคาดการณ์ว่าการเจรจาระยะที่สองระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน เพื่อทำข้อตกลงถาวรจะดำเนินไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังระบุว่าจะส่งบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ให้รัฐสภาสหรัฐฯตรวจสอบและจัดงานแถลงข่าว โดยย้ำว่าข้อตกลงนี้ระบุไว้ชัดเจนว่าอิหร่านจะไม่พัฒนาหรือครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บันทึกความเข้าใจ (MOU) ดังกล่าว มีความยาวประมาณหน้าครึ่งฉบับนี้ ได้รับการลงนามล่วงหน้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยประธานาธิบดีทรัมป์ รองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ และโมฮัมเหม็ด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาและหัวหน้าคณะผู้แทนเจรจาอิหร่าน มีกรอบการทำงานเบื้องต้นคือ อิหร่านจะยกเลิกการปิดกั้นทางทะเล และเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ให้เรือขนส่งสินค้าและน้ำมันผ่านได้โดยไม่มีค่าผ่านทางตั้งแต่วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายนนี้ เป็นต้นไปสหรัฐฯตกลงยุติการส่งกองทัพเรือปิดล้อมท่าเรือต่างๆ ของอิหร่านทันทีหลังการลงนามเป็นทางการ ข้อตกลงเปิดทางให้อิหร่านกลับมาส่งออกน้ำมันและเชื้อเพลิงได้อีกครั้ง โดยจะทยอยคืนสินทรัพย์ของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้มูลค่าประมาณ 12,000-24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างช่วงเวลาหยุดยิงเพื่อการเจรจา 60 วันนี้
สำหรับข้อติดขัดสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายต้องหาข้อสรุปในกรอบเวลา 60 วันคือสหรัฐฯและพันธมิตรต้องการให้อิหร่านทำลายหรือขนย้ายคลังเก็บยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงออกนอกประเทศ แต่อิหร่านยังยืนกรานในสิทธิ์พัฒนาพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติภาพ รวมถึงการที่อิหร่านย้ำว่า การหยุดยิงต้องครอบคลุมทุกแนวรบรวมถึงในเลบานอน และอิสราเอลต้องถอนกำลังออกจากตอนใต้ของเลบานอน
ด้านนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านยืนยันว่า การเจรจารอบใหม่เพื่อบรรลุข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้ายกับสหรัฐฯ จะเริ่มต้นขึ้นในสวิตเซอร์แลนด์ในวันเดียวกัน
ขณะที่อับดอลนาเซอร์ เหม็มมาตี ผู้ว่าการธนาคารกลางอิหร่านกล่าวถึงแผนยกเลิกการอายัดทรัพย์สินภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ว่ากระบวนการร่างข้อตกลงได้นำประสบการณ์และแนวทางในอดีตมาปรับใช้ เพื่อให้มั่นใจว่ากลไกในข้อตกลงจะรับประกันได้อย่างสูงสุดว่า อิหร่านจะเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเงินทุนดังกล่าวได้อย่างราบรื่น อีกทั้ง ข้อกำหนดต่างๆ ยังระบุถึงภาระผูกพันของสหรัฐฯไว้ชัดเจนและมีผลบังคับใช้ ซึ่งสหรัฐฯต้องปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว
ผู้ว่าการธนาคารกลางอิหร่านกล่าวเพิ่มเติมว่า หลังการลงนามและเริ่มบังคับใช้ข้อตกลง จะมีการตรวจสอบระดับเทคนิคและระดับธนาคาร เพื่อยืนยันว่าทรัพย์สินได้ปลดล็อกและใช้งานได้จริง พร้อมทั้งเน้นย้ำว่าเงินทุนเหล่านั้นเป็นทรัพย์สินของธนาคารกลางอิหร่าน ซึ่งการตัดสินใจบริหารจัดการ การจัดสรร และการใช้งาน จะอยู่ภายใต้อำนาจตามกฎหมายของธนาคาร โดยพิจารณาจากความต้องการภายในประเทศ สภาวะเศรษฐกิจ และลำดับความสำคัญด้านเงินตราต่างประเทศของอิหร่านเป็นหลัก
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี