วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569
27 มิถุนายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (CENTCOM) ยืนยันว่า กองทัพสหรัฐ ได้โจมตีคลังเก็บขีปนาวุธ คลังเก็บอากาศยานไร้คนขับ และ สถานีเรดาร์ชายฝั่งของอิหร่าน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการตอบโต้เหตุโจมตีด้วยโดรนใส่เรือสินค้าลำหนึ่ง ส่งผลให้ต้องระงับแผนอพยพลูกเรือกว่า 11,000 คน ที่ติดค้างอยู่ในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ กล่าวว่า การโจมตีครั้งล่าสุดของสหรัฐฯ ต่อฐานเก็บขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน รวมถึงสถานีเรดาร์ชายฝั่ง เป็นการตอบโต้ "การรุกรานที่ไม่เหมาะสมต่อเรือขนส่งสินค้าโดยกองกำลังอิหร่าน" ซึ่ง "ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน"
กองทัพสหรัฐ ระบุอีกว่า การโจมตีเรือพาณิชย์ครั้งนี้ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน และ เป็นการคุกคามเสรีภาพในการเดินเรือบนเส้นทางการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าประสานงานเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของเรือพาณิชย์ทุกลำที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซต่อไป
ส่วนทางด้านอิหร่าน รัฐบาลเตหะราน ได้ออกแถลงการณ์ว่า เรือสินค้าลำดังกล่าวถูกโจมตีเนื่องจากใช้เส้นทางเดินเรือที่ไม่ได้รับอนุญาตในการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) กล่าว พวกเขาได้โจมตีเป้าหมายของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ ต่อฐานยิงขีปนาวุธ โดรน และเรดาร์ของอิหร่าน ซึ่งการโจมตีของสหรัฐฯ เองก็เป็นการตอบโต้สิ่งที่วอชิงตันกล่าวว่าเป็นการโจมตีด้วยโดรนของอิหร่านต่อเรือบรรทุกสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ
.jpg)
Credit : CENTCOM
กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน ยังได้ประณามสหรัฐฯ ว่าเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงก่อน สหรัฐฯ ใช้ข้ออ้างเรื่องเรือเดินสมุทรเป็นเหตุผลในการเปิดฉากโจมตีชายฝั่งอิหร่าน กองกำลังทางเรือของอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ ในภูมิภาค แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมประกาศเตือนว่า หากสหรัฐฯเปิดฉากโจมตีอีกครั้ง อิหร่านจะตอบโต้ในวงกว้างและรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
โดยความตึงเครียดครั้งนี้เกิดขึ้นทั้งที่สหรัฐฯ และ อิหร่านเพิ่งบรรลุ บันทึกความเข้าใจ (MOU) 14 ข้อ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน เพื่อยุติการสู้รบทุกๆ แนวรบ ซึ่งหนึ่งในข้อตกลง คือ อิหร่านจะใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อรับประกันการเดินเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย และจะไม่มีการเรียกเก็บค่าผ่านทางหรือค่าธรรมเนียมเป็นเวลา 60 วัน ซึ่งเหตุโจมตีเรือสินค้าครั้งล่าสุดทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าข้อตกลงดังกล่าวอาจเริ่มสั่นคลอน
หลังปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ นาย เจ.ดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ เปิดเผยว่า หากอิหร่านมีข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการตีความบันทึกความเข้าใจ ก็ควรใช้การเจรจา ไม่ใช่ความรุนแรง แต่หากใช้ความรุนแรงก็จะได้รับการตอบโต้ด้วยความรุนแรง
อีกทั้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบขาวว่า เขาไม่พอใจอย่างยิ่งกับเหตุยิงโจมตีเรือสินค้า พร้อมกล่าวหาอิหร่านว่าได้กระทำการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างโง่เขลา และเตือนว่าการใช้ความรุนแรงจะต้องได้รับการตอบโต้ด้วยความรุนแรงเช่นกัน
ต่อมาทาง เอบราฮิม อาซิซี ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติของรัฐสภาอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลว่า "สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง ทั้งที่การเจรจายังดำเนินอยู่ การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างประมาทครั้งนี้ จะทำให้สหรัฐฯ ต้องเผชิญกับผลลัพธ์เช่นเดียวกับที่ผ่านมา การกล่าวโทษฝ่ายอื่นจะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป"
เรือสินค้าที่ถูกโจมตีคือ เรือเอเวอร์ เลิฟลี (Ever Lovely) เรือบรรทุกสินค้าติดธงสิงคโปร์ โดยสำนักงานความมั่นคงทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) ระบุว่า เรือถูกกระสุนโจมตีห่างจากท่าเรือดาฮิต ของประเทศโอมาน ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 7.5 ไมล์ทะเล
บริษัทเจ้าของเรือเอเวอร์ เลิฟลี ยืนยันว่า เรือแล่นตามเส้นทางที่ UKMTO แนะนำ และลูกเรือทุกคน รวมถึงตัวเรือและสินค้าทั้งหมด ยังคงปลอดภัย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี