วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569
อาการท้องผูกสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งสาเหตุนั้นเกิดจากการที่ลำไส้ไม่สามารถขับถ่ายของเสียออกมาได้ง่ายและสม่ำเสมอ มีอาการไม่ถ่ายมากกว่า 3 วัน หรือ วันเว้น 2 วัน รวมถึงของเสียนั้นมีลักษณะแข็งและยากต่อการขับถ่าย
ถ้าหากคุณกำลังทรมานกับอาการเหล่านี้อยู่ล่ะก็ วันนี้เรามีวิธีแก้ปัญหานี้มานำเสนอ ซึ่งเป็นวิธีที่ทำได้ไม่ยาก เพียงแค่คุณต้องปรับพฤติกรรมการกินและการเคลื่อนไหวร่างกายใหม่เท่านั้น ส่วนจะมีวิธีการและขั้นตอนอย่างไรบ้าง ไปดูกันเลย
1. ทานอาหารเช้า : ในช่วงเช้านั้นลำไส้ใหญ่จะทำงานมากที่สุด อาหารที่เรารับประทานเข้าไป จะช่วยกระตุ้นกระเพาะอาหารและลำไส้ให้บีบตัว และทำให้คุณรู้สึกอยากขับถ่ายของเสียออกมา
![]()
2. เดิน : หลังรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ให้คุณเดินไปเดินมาเพื่อช่วยให้ลำไส้ได้ขยับตัว และเมื่อรู้สึกปวดท้องต้องการที่จะถ่าย ให้คุณรีบเข้าห้องน้ำในทันที เพราะความรู้สึกดังกล่าวจะอยู่กับคุณแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น
3. ดื่มน้ำเยอะๆ : ปกติคนเราควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร แต่สำหรับคนท้องผูกคุณต้องดื่มมากกว่าคนปกติ ซึ่งคุณควรดื่มอย่างน้อยวันละ 3 ลิตร เพราะน้ำจะช่วยให้ของเสียที่คุณจะถ่ายออกมานั้นไม่แข็ง ทำให้ขับถ่ายง่ายขึ้น แต่คนที่เป็นโรคไตหรือโรคหัวใจ ให้ลดปริมาณลงเหลือเพียงไม่เกิน 2 ลิตรต่อวัน
.jpg)
4. หนีไขมัน : คุณควรเลี่ยงอาหารประเภทไขมัน เพราะไขมันจะทำให้การบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ลดลง จึงทำให้เกิดอาการท้องอืดและท้องผูกได้
5. ทานผักผลไม้เป็นประจำ : ขอแนะนำให้คุณทานผักผลไม้แบบสดๆ จะดีที่สุด เพื่อให้ร่างกายได้รับกากใยอาหารเพียงพอต่อการขับถ่าย หรืออีกหนึ่งวิธีที่ช่วยในการขับถ่ายคือ ปั่นผลไม้รวมผสมโยเกิร์ต (ธรรมชาติ) ทานทุกเช้า - เย็น ทุกวัน จะช่วยให้การขับถ่ายระบายท้องดียิ่งขึ้น
.jpg)
6. ลดความเครียด : ความเครียดเป็นอีกหนึ่งสาเหตุทำให้ระบบขับถ่ายของคุณรวน เนื่องจากเมื่อคุณมีความเครียดจะทำให้กระทบต่อชีวิตประจำวันทั้งการทานอาหาร การนอนหลับ เป็นผลให้คุณท้องผูกในที่สุด
7. ออกกำลังสิดีที่สุด : ให้คุณออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการวิ่งหรือเดินอย่างน้อย 20 นาทีต่อวัน เพื่อช่วยบริหารหัวใจและทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดียิ่งขึ้น
.jpg)
แต่ถ้าหากคุณปฏิบัติตามข้อ 1 - 7 แล้วยังไม่ได้ผล คงต้องหันมาพึ่งตัวช่วยอย่าง "ยาระบาย" หรือ "ยาถ่าย" ตามข้อ 8- 10 นี้
8. ยาถ่ายกลุ่มดูดซึมน้ำจากนอกลำไส้เข้าสู่ลำไส้ เช่น ยาชื่อ Milk of Magnesia กลุ่มนี้ช่วยดึงน้ำเข้าสู่ลำไส้มากขึ้น ทำให้ของเสียที่ขับถ่ายออกมามีลักษณะนิ่มและถ่ายง่าย เหมาะกับบุคคลที่ท้องผูกระยะเริ่มต้น แต่หากจะใช้ระยะยาวก็มีผลข้างเคียงน้อย
9. ยาถ่ายกลุ่มน้ำตาลที่ไม่ดูดซึมสู่ร่างกาย เช่น ยาที่ได้จากน้ำตาล Lactulose เมื่อน้ำตาลนี้เข้าสู่ร่างกายตกสู่ลำไส้ใหญ่จะไม่ถูกดูดซึมกลับ ทำให้ปริมาณน้ำตาลในลำไส้ใหญ่มากขึ้น ร่างกายจึงลำเลียงน้ำสู่ลำไส้ใหญ่มากขึ้นเพื่อปรับสมดุลน้ำตาล ทำให้ปริมาณภายในลำไส้มาก ก็ขับถ่ายได้ง่าย เหมาะกับคนท้องผูกที่ต้องใช้ยาเป็นประจำ
10. ยาถ่ายกลุ่มกระตุ้นการบีบรัดตัวของลำไส้ เช่น มะขามแขก หรือยา Bisacodyl มักได้ผลดีในระยะเริ่มใช้ แต่เมื่อใช้ไปนานๆ จะเกิดอาการดื้อยา ทำให้ต้องเพิ่มจำนวนยามากขึ้น เหมาะกับผู้ป่วยที่ท้องผูกเป็นครั้งคราวเนื่องจากการเปลี่ยนที่อยู่อาศัยหรือเดินทางไกล แต่ไม่แนะนำให้ใช้เป็นประจำ

หากคุณปฏิบัติตามทุกข้อแล้ว อาการท้องผูกยังไม่ดีขึ้น หรือหากอาการถ่ายนั้นมีมูกหรือเลือดปนมา รู้สึกเหมือนถ่ายไม่หมด มีท้องผูกสลับท้องเสีย ท้องผูกเฉียบพลันหรือเป็นมาในช่วงสั้นๆ และมีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ให้คุณรีบเข้าพบแพทย์ด่วน
ที่มา : healthmeplease
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี