วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569
ปัจจุบันเทคโนโลยีจอใหญ่ จอเล็ก ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเลต ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่มากขึ้น ทั้งช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน หรือแม้แต่เป็นสื่อช่วยสร้างความบันเทิงให้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่เทคโนโลยีเหล่านี้อาจจะเป็นภัยร้ายทำลายสุขภาพของลูกหลานได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม
ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ปกครองส่วนใหญ่ภาคภูมิใจที่เด็กๆ เข้าถึงเทคโนโลยีได้รวดเร็วมาก คิดว่าเป็นการแสดงว่าเด็กเก่งและฉลาด ทั้งที่อุปกรณ์ทันสมัยเหล่านั้นไม่ใช่เครื่องมือที่ดีที่สุดในการเป็นสื่อการเรียนรู้ของเด็ก มิหนำซ้ำยังส่งผลกระทบในเชิงลบด้วยหากนำไปใช้อย่างไม่เหมาะสม ถ้าลูกของคุณเข้าข่ายเสพติดเทคโนโลยีแล้ว อาจจะก่อเกิดผลเสียทั้งร่างกาย พัฒนาการ พฤติกรรม และการเรียนรู้ด้านต่างๆ ตามมาส่วนจะเป็นอะไรบ้างนั้นเรามาดูกัน
l ร่างกายไม่แข็งแรง เด็กเป็นช่วงวัยที่มีการพัฒนาด้านกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหว การเล่นผ่านกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวจะกระตุ้นประสาทสัมผัสทุกด้านและปลุกให้เด็กตื่นตัวมีความคล่องแคล่วว่องไว ร่างกายมีความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นพื้นฐานในการเล่นกีฬาเมื่อเด็กเข้าสู่วัยเรียนหรือวัยรุ่น แต่หากปล่อยให้ลูกติด หรือจดจ่ออยู่กับอุปกรณ์เทคโนโลยีมากเกินไป แทนการเล่นผ่านกิจกรรมดังกล่าว จะทำให้เสียโอกาสการเรียนรู้อย่างเหมาะสมตามวัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ การเจริญเติบโต และสุขภาพของเด็ก
l ปัญหาการนอน การนอนหลับพักผ่อนที่มีคุณภาพและเพียงพอตามวัยเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการเรียนรู้ขณะตื่น เด็กที่ใช้เทคโนโลยีจนส่งผลให้มีระยะเวลาในการนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ หรือการใช้สื่อนี้โดยเฉพาะช่วงเวลา 1 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เด็กอาจยังคิดถึงหรือกังวลเกี่ยวกับเนื้อหาในสื่อ อาจส่งผลต่อคุณภาพของการนอนหลับ ซึ่งมีผลต่อสมาธิ และความคิดสร้างสรรค์ในการเรียนรู้ต่อไป
l สมาธิสั้น รอคอยไม่เป็น เทคโนโลยีใหม่ๆ มีภาพแสงสีเสียงที่ดึงดูดความสนใจของเด็ก เด็กสามารถควบคุมและกดเลือกสิ่งที่ต้องการได้ด้วยตนเอง และมีการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วบนหน้าจอทันที ทำให้เด็กขาดสมาธิ หุนหันพลันแล่นอดทนรออะไรไม่ได้ ต้องการการตอบสนองในสิ่งที่อยากได้ดั่งใจอย่างรวดเร็ว ซึ่งในการดำเนินชีวิตจริงไม่สามารถได้รับการตอบสนองทันทีได้ในทุกเรื่อง ส่งผลให้เด็กใจร้อน วู่วาม หงุดหงิดง่าย รอคอยไม่เป็น ขาดความสามารถในการแยกแยะข้อมูล เนื่องจากสมองไม่สามารถเชื่อมโยง คิดวิเคราะห์ ตลอดจนมีกระบวนการตอบโต้ที่ไม่เป็นระบบ
l อ้วน-ผอมเกินไป การที่เด็กนั่งเล่นอยู่กับเทคโนโลยีที่นานๆ รวมถึงการดูโทรทัศน์ ทำให้มีโอกาสเคลื่อนไหวน้อย ขาดการออกกำลังกาย ความอยากรับประทานอาหารลดน้อยลงอาจได้รับสารอาหารไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย หรือมากขึ้นจนเกินความพอดี จากการกินของขบเคี้ยวร่วมด้วย จะทำให้เด็กอ้วนหรือมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน ส่งผลให้สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงและมีโอกาสเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น
l ปัญหาเกี่ยวกับดวงตา การทำกิจกรรมผ่านหน้าจอเทคโนโลยีที่มีแสงสว่างจ้ามากเกินไป การกะพริบภาพถี่เกิน และการมองใกล้หน้าจอเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กสายตาสั้นเนื่องจากการเพ่งมองทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานหนักและรัดเกร็ง อีกทั้งยังส่งผลให้มีการกะพริบตาน้อยครั้ง จะทำให้ตาขาดน้ำหล่อเลี้ยงเกิดอาการระคายเคืองได้ แสบตา การมองเห็นเริ่มผิดปกติเห็นภาพซ้อน มองไม่ชัด ปวดเบ้าตา กล้ามเนื้อตาอ่อนล้าซึ่งทำให้เด็กมีปัญหาด้านสุขภาพและการเรียนรู้ต่อไป
l อารมณ์ก้าวร้าวรุนแรง จากเนื้อหาความก้าวร้าวรุนแรงของสื่อผ่านเทคโนโลยี เป็นแบบอย่างให้เด็กในการดำเนินชีวิตและการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม เคยชินกับการใช้ความรุนแรงเป็นเรื่องปกติในสังคม และความก้าวร้าวยังเกิดจากการเสพติดเทคโนโลยี หากไม่ได้เสพจะมีอารมณ์หงุดหงิดและมีพฤติกรรมก้าวร้าว ถึงขั้นทำร้ายตนเองและผู้อื่นได้
ขาดทักษะในการพูดสื่อสารกับผู้อื่น การพูดเป็นทักษะทางสังคมและภาษาที่ต้องผ่านการฝึกฝน ในสถานการณ์ที่ต่างกาลเทศะ เพื่อการสื่อสารและการแก้ไขปัญหา การเล่นอุปกรณ์ไฮเทคเหล่านี้ มักทำให้เด็กอยู่ลำพังเป็นเวลานานๆ ขาดโอกาสในการเข้าสังคม ขาดทักษะการสื่อสารสองทางผ่านการพูดคุยกับผู้อื่น ส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านภาษาล่าช้า การใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสม ซึ่งจะมีผลกระทบต่อทักษะการสร้างมนุษยสัมพันธ์ และความฉลาดทางสังคมได้
l ขาดทักษะในการแก้ปัญหาและการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคล เด็กจะแก้ปัญหาได้ ต้องได้เผชิญอุปสรรค ได้คิด ลงมือทำ(ลองผิด-ลองถูก) จากประสบการณ์ตรงในชีวิตประจำวัน หรือในขณะที่เล่นกิจกรรม แต่เกมคอมพิวเตอร์ที่เด็กเล่นมักเน้นการต่อสู้ การแข่งขัน หรือการแก้ปัญหาเพียงบางเรื่องไม่หลากหลายและไม่ครอบคลุมรอบด้าน ขณะที่การได้เล่นกิจกรรมเป็นกลุ่มการเล่นประดิษฐ์สิ่งของการเล่นสมมุติ เด็กจะได้ฝึกทักษะในการแก้ไขข้อขัดแย้งเวลามีปัญหากับเพื่อน
l ความสามารถในการเรียนและการเขียนที่แย่ลง การใช้เวลาและจิตใจจดจ่อกับการใช้เทคโนโลยีที่มากเกินไปหรือในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม ทำให้เด็กมีเวลาสนใจหรือทบทวนบทเรียนน้อยลง ทำงานหรือการบ้านส่งคุณครูไม่ทัน การใช้แค่ปลายนิ้วในการพิมพ์และกดหน้าจอระบบสัมผัสแทนการเขียนหนังสือเอง ทำให้โอกาสในการพัฒนาการของมือและการเขียนลดน้อยลงไป ลายมือของเด็กไทยรุ่นใหม่จึงแย่ลงไป ไม่สวยงาม อีกทั้งยังเกิดการใช้ตัวย่อหรือการใช้ภาษาและหลักไวยกรณ์ที่ผิดเพี้ยนไปเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการสื่อสาร ส่งผลให้ความสามารถทางด้านการเรียนลดลง
ดังนั้นพ่อแม่ต้องรู้เท่าทันถึงคุณประโยชน์และโทษของเทคโนโลยีเหล่านี้ รวมถึงหากมีการนำเทคโนโลยีมาใช้กับลูกต้องปรับการใช้งานให้เหมาะสมตามวัยและพัฒนาการ สอนอย่างไรให้เหมาะสม ไม่ควรกีดกันหรือห้ามลูกไม่ให้สัมผัสกับอินเตอร์เนตหรือเทคโนโลยีใดๆ แต่ควรส่งเสริมให้เขาได้ฝึกใช้เพื่อตามโลกได้ทัน หากต้องอยู่ในความดูแลของพ่อ-แม่อย่างใกล้ชิดและมีกฎกติกาในการเล่นให้พอดี เช่น ตั้งกฎให้ลูกเล่นเกมหรือ
อินเตอร์เนตหลังจากทำการบ้านเสร็จเรียบร้อย ควรให้พักสายตาทุกๆ 20-30 นาที ขณะเดียวกันก็ควรเป็นแบบอย่างสร้างวินัยในการใช้เทคโนโลยี หรือการดูโทรทัศน์ให้กับลูก ที่สำคัญพ่อ-แม่ควรให้เวลาพูดคุย เล่น และทำกิจกรรมร่วมกับลูก เด็กควรได้เรียนรู้ ผ่านการเล่นที่ได้เคลื่อนไหว เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการให้เป็นไปตามวัย ทั้งทางร่างกาย ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ เพราะการเรียนรู้อย่างเหมาะสมจะเป็นพื้นฐานที่ดีต่อการต่อยอดความสามารถด้านอื่นต่อไปอีกด้วย
ผศ.(พิเศษ)ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์
ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี