ยาลดน้ำหนักมีจริงและได้ผลจริงหรือไม่ ?

ยาลดน้ำหนักมีจริงและได้ผลจริงหรือไม่ ?

วันอังคาร ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.
Tag :

ในปัจจุบันโรคอ้วน ถือเป็นโรคที่สำคัญเนื่องจากส่งผลเสียต่างๆ ต่อร่างกายมากมาย เราคงเคยได้ยินการใช้ยาลดน้ำหนัก แต่ยานี้มีจริงไหม ได้ผลหรือไม่ ปลอดภัยไหมและใครควรใช้ยังเป็นคำถามที่ผู้ป่วยโรคอ้วนหลายๆ คนสงสัย

มียาลดน้ำหนัก หรือยาลดความอ้วนจริง แต่มีบางชนิดเท่านั้นที่มีประสิทธิภาพจนได้รับการยอมรับจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ตัวอย่างยาที่มีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับ เช่น


1. ยา Orlistat ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ย่อยไขมัน ทำให้การย่อยและดูดซึมไขมันทำได้ลดลง ส่งผลให้ร่างกายได้รับพลังงานลดลง อย่างไรก็ตาม อาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น อาการท้องเสีย ท้องอืด ถ่ายเป็นมันลอย กลั้นอุจจาระไม่ได้ เป็นต้น

2. ยากลุ่ม Glucagon-like peptide-1 (GLP-1) receptor agonists หรือ GLP-1 analog เช่น ยาliraglutide หรือ semaglutide ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ยับยั้งศูนย์ความหิวที่สมองและยับยั้งการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหาร ทำให้ความหิวลดลงและรับประทานอาหารแล้วอิ่มเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม อาจมีภาวะแทรกซ้อนได้เช่นกัน เช่น อาการคลื่นไส้อาเจียน ตับอ่อนอักเสบ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมียากลุ่มอื่นๆ เช่น phentermine-topiramate หรือbupropion-naltrexone แต่เนื่องจากใช้ไม่บ่อยจึงไม่กล่าวรายละเอียดในที่นี้

สำหรับยาอื่นๆ ที่อาจพบและโฆษณาสรรพคุณเป็นยาลดน้ำหนัก มักมีส่วนผสมของยาขับปัสสาวะ ยาถ่ายthyroid hormone หรือยา sibutramine ซึ่งนอกจากจะไม่สามารถลดน้ำหนักได้อย่างแท้จริง เช่น น้ำหนักลดจากน้ำที่ลดลงไม่ใช่ไขมันที่ลดลง ยังมีอันตรายถึงชีวิตได้ เช่น ทำให้เกิดโรคหัวใจ หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือขาดน้ำและเกลือแร่ จึงควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง

ข้อบ่งชี้ของการใช้ยาลดน้ำหนัก คือ ผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีค่าดัชนีมวลกาย (body mass index, BMI) ตั้งแต่ 30 kg/m2 ขึ้นไป หรือดัชนีมวลกายตั้งแต่ 27 kg/m2 ขึ้นไปที่มีภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคอ้วน เช่น เบาหวาน ความดัน โดยไม่สามารถลดน้ำหนักอย่างได้ผลหลังการควบคุมอาหารและออกกำลังกายแล้ว โดยทั่วไปถ้าใช้ยาลดน้ำหนักแล้วไม่ได้ผล คือน้ำหนักลดไม่ถึงร้อยละ 5 ที่ระยะเวลา 3-6 เดือน ควรพิจารณาหยุดยาและปรับเปลี่ยนวิธีการรักษา

โดยสรุปยาลดน้ำหนักที่ใช้ได้ผลมีจริง การใช้ควรทำตามข้อบ่งชี้และอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรซื้อยาใช้เองเนื่องจากนอกจากจะไม่ได้ผล มีโอกาสเกิด yo-yo ได้ง่าย ยังอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์นริศร ลักขณานุรักษ์

สาขาวิชาโภชนาการคลินิก ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top