วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ราชวงศ์หมิง (明朝 Ming Dynasty) เป็นหนึ่งในราชวงศ์ที่ยิ่งใหญ่และมีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์จีน ครอบครองอำนาจเป็นเวลา 276 ปี และเป็นราชวงศ์สุดท้ายที่ปกครองโดยชาวจีนฮั่น ก่อนที่จะถูกพวกแมนจูยึดครองและก่อตั้งราชวงศ์ชิง สมัยราชวงศ์หมิงตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทองถึงพระเจ้าปราสาททอง
การก่อตั้ง ราชวงศ์หมิง ได้รับการก่อตั้งโดยจักรพรรดิหงอู่ (洪武帝Hongwu Emperor) ซึ่งเกิดในครอบครัวชาวนายากจน และได้ขึ้นมาเป็นผู้นำการต่อต้านราชวงศ์หยวนของชาวมองโกล การปฏิวัติที่ประสบความสำเร็จนำไปสู่การสถาปนาราชธานีที่นานกิง (Nanjing) ใน พ.ศ. 1911 ราชวงศ์หมิงถือเป็นหนึ่งในราชวงศ์ที่มีความมั่นคง แต่ก็มีความเป็นเผด็จการสูงที่สุดในประวัติศาสตร์จีน
มีบันทึกพงศาวดารราชวงศ์หมิงหรือหมิงสื่อลู่ ฉบับวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 1914 ระบุว่า เมื่อ พ.ศ. 1914 เจา-เอี้ยน-กู๋-ม่าน (เจ้าอินทรกุมาร หรือเจ้านครอินทร์ ซึ่งต่อมาคือสมเด็จพระนครินทราธิราช) จากอาณาจักรเสียนหลอ (กรุงศรีอยุธยา) ได้เสด็จฯไปเมืองจีนพร้อมกับราชทูตจีนชื่อหลี่จงจิ้น และ เมื่อ พ.ศ. 1947 เรือสำเภาจากอยุธยามุ่งหน้าไปเกาะริวกิวของญี่ปุ่น ถูกพายุพัดไปยังเมืองฝูเจี้ยน ของจีน
จักรพรรดิหย่งเล่อ (永樂帝Yongle Emperor) ( พ.ศ.1945-1967) เป็นกษัตริย์ยิ่งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์หมิง มีการย้ายราชธานีจากนานกิงไปยังปักกิ่ง และสร้างพระราชวังต้องห้าม (紫禁城) ที่งดงามและเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจจักรพรรดิจีนจนถึงปัจจุบัน
การเดินทางทะเลของนายพลเจิ้ง เหอ (鄭和Zheng He) ที่เป็นขันทีมุสลิมเป็นความสำเร็จที่โดดเด่นในรัชสมัยจักรพรรดิหยงเล่อ เจิ้ง เหอได้นำกองเรือขนาดใหญ่ออกสำรวจมหาสมุทรถึง 7 ครั้ง ระหว่างพ.ศ. 1943 ถึง 1976(ค.ศ. 1405-1433) ไปถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย ตะวันออกกลาง และชายฝั่งแอฟริกาตะวันออก มีคำเล่าลือว่า เมื่อพ.ศ.1951 เรือในกองเรือของเจิ้งเหอบางลำได้แล่นเข้ามาถึงกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนครินทราธิราช(เจ้านครอินทร์) แผนที่เดินเรือของเจิ้งเหอ เรียกชื่อเมืองสงขลาว่า “ ซุ่ง-กู่-หนา” เรียกปัตตานีว่า “ลังคะสุกะ” และมีเส้นทางเดินเรือในอ่าวไทยไปถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา
สมัยราชวงศ์หมิง มีการซ่อมแซมและเสริมความแข็งแกร่งของ กำแพงเมืองจีน ให้มีรูปแบบที่เรารู้จักในปัจจุบัน เพื่อป้องกันการรุกรานจากมองโกลทางเหนือ หนังสือพงศาวดารจีนสมัยราชวงศ์หมิง มีชื่อว่า หมิงสื่อลู่
พ.ศ. 2000 สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา เอกสารพงศาวดารจีนราชวงศ์หมิง “หมิงสื่อลู่” บันทึกว่า ผู้อำนวยการกองจัดการฉางข้าวกรมนา กราบบังคมทูลราชสำนักเกี่ยวกับ “ทูตสยาม” ได้ซื้อบุตรหลานของชาวนาจีนที่ยากจนนำกลับไปเป็นข้าทาสรับใช้ที่เมืองสยาม อันเป็นเรื่องน่าอับอายเสื่อมเสียเกียรติจีน จึงกราบบังคมทูลขอให้นำเงินหลวงไปไถ่ตัว เนื้อหาที่บันทึกเอาไว้มีใจความว่า
“เมื่อวันที่ ๑ เดือน ๖ ปีที่ ๑ แห่งรัชศกเทียนซุ่น [๒๒ มิถุนายน ค.ศ. ๑๔๕๗/พ.ศ. ๒๐๐๐] เฉินเจิ้น ตำแหน่งกงบู้ อุ่ยกวนจูซื่อ [ผู้อำนวยการกองจัดการฉางข้าวกรมนา] กราบบังคมทูลว่า ‘หม่าหวงเป้า ราชทูตจากประเทศสยาม ได้ซื้อบุตรหลานของชาวนาที่ยากจนเนื่องจากนาล่ม ที่มณฑลซานตง เพื่อนำกลับไปเป็นข้ารับใช้ ที่เมืองสยาม นี่ใช่ว่าต่ำช้าแลไม่รู้กฎเกณฑ์เท่านั้น ยังจักทำให้พวกอาณาจักรนั้นหัวเราะเยาะแลดูหมิ่นจีนด้วย จึงขอให้จัดส่งเจ้าพนักงานติดตามไปโดยด่วน เมื่อพบตัวแล้วที่หน่วยราชการที่พบเห็นให้นำเงินหลวงไถ่ตัวเด็กคืน หลังจากนั้นให้ส่งตัวกลับภูมิลำเนาไปอยู่กับครอบครัวเดิม’
พ.ศ. 2135 และ 2140 (ค.ศ. 1592 และ 1597) สมัยสมเด็จ พระนเรศวรมหาราช และ ราชวงศ์หมิง เกิดสงครามอิมจิน Imjin War ( 壬辰倭亂 ) ระหว่างจีนญี่ปุ่นครั้งแรก ขณะนั้นญี่ปุ่นยุคเซ็นโกคุ ภายใต้การนำของ โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ยกทัพ 150,000 คนไปบุก เกาหลี ซึ่งเป็นรัฐบรรณาการของจีน โดยยกพลขึ้นบกที่ปูซานแล้วบุกยึดถึงกรุงโซลและเมืองเปียงยาง ในช่วงนั้นอาจมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการส่งกองทัพสยามไปช่วยจีนรบกับญี่ปุ่น โดยมีบันทึกในเอกสารจีนว่า “หลังจากที่ญี่ปุ่นเข้าไปตีเกาหลีได้ สยามแอบเสนอจีนอย่างลับๆ ว่าจะส่งกองทัพไปบุกญี่ปุ่นเพื่อเป็นกำลังเสริมให้จีน โดยเสนาบดีกระทรวงกลาโหมคิดที่จะรับข้อเสนอนี้ไว้ แต่ข้าหลวงใหญ่มณฑลกวางตุ้งกวางสีชื่อเชียวเยี่ยนไม่เห็นด้วย เรื่องเลยตกไป”
มีเอกสารเกาหลีชิ้นหนึ่งให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในวันที่ 28 เดือน 9 ปี ค.ศ. 1592 (พ.ศ. 2192 รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง)... เสนาบดีกระทรวงกลาโหมของจีน ได้เชิญเจิ้งคุนโช่ว ทูตเกาหลี และ “ล่ามที่ติดตามมากับทูตสยาม” แซ่หลี่ไปกินเลี้ยงที่บ้านของเขาที่ปักกิ่ง ล่ามที่ติดตามมากับทูตสยามได้แอบกระซิบกับล่าม (ซึ่งน่าจะเป็นคนเกาหลี) ว่า “การที่ท่านเสนาบดีเชิญพวกเรามาอีกครั้ง ก็เพราะต้องการให้สยามส่งทหารไปช่วยจีนตีญี่ปุ่นเป็นแน่ (แต่) สยามเองมีลูกศรก็จริงแต่ยิงคนก็ยังไม่เข้า ดาบฟันก็ไม่ขาด ลูกปืนก็ไม่มีประสิทธิภาพ แล้วจะไปช่วยได้อย่างไร จะเอาอาวุธเหล่านี้ไปบุกญี่ปุ่นได้อย่างไร ถ้าจะไปประเทศของฉัน (สยาม ) ต้องออกจากกวางตุ้ง ผ่านริวกิว ประเทศฉันอยู่ทางขวา ญี่ปุ่นอยู่ทางซ้าย ระหว่างทางมีโขดหินและคลื่นลมแรง ไปทางเรือไม่ได้ จะต้องไปกวางตุ้งก่อนถึงจะไปถึงญี่ปุ่นได้”
รัชศกวั่นลี่ (ค.ศ. 1573-1620) ราชวงศ์หมิงเริ่มเห็นความสำคัญของสยามมากขึ้น มีการเพิ่มของกำนัลให้ทูตสยามที่มาถวายบรรณาการ รวมทั้งตั้งหน่วยงานแปลพระราชสาส์นของสยาม
ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและสังคม จีนสมัยราชวงศ์หมิงมีความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจอย่างมาก การเกษตรพัฒนาขึ้น มีการปลูกพืชใหม่ที่นำมาจากต่างประเทศ เช่น ข้าวโพด มันเทศ และถั่วลิสง ประชากรเพิ่มขึ้นจากประมาณ 60 ล้านคนในต้นราชวงศ์เป็นกว่า 150 ล้านคนในปลายราชวงศ์
มีการผลิตเครื่องเคลือบดินเผาแบบเซรามิก โดยเฉพาะเครื่องลายคราม และผ้าไหมมีคุณภาพสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดโลก การค้าขายกับยุโรปเริ่มต้นขึ้นผ่านทางชาวโปรตุเกสและสเปนที่เดินทางมาถึงจีนในศตวรรษที่ 16
ราชวงศ์หมิงได้พัฒนาระบบการสอบจอหงวน เพื่อ เปิดโอกาสให้คนจากทุกชนชั้นสามารถเข้าสู่ระบบราชการได้หากมีความรู้
ตั้งแต่กลางราชวงศ์หมิง จีนเผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย การคอรัปชั่นในระบบราชการทวีความรุนแรงขึ้น ภาษีที่หนักเหินกดดันประชาชน การขาดแคลนที่ดินเนื่องจากประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
ชาวมองโกลในภาคเหนือยังคงเป็นภัยคุกคามต่อเนื่อง ส่วนในช่วงปลายราชวงศ์หมิง ชาวแมนจูในแมนจูเรียได้ กลายเป็นศัตรูที่น่าเกรงขาม
ราชวงศ์หมิงล่มสลายใน พ.ศ. 2187 (สมัยพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา) เมื่อเกิดกบฏภายใน แล้วชาวแมนจูเข้ามายึดครองและก่อตั้งราชวงศ์ชิง
โดย อาทร จันทวิมล
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี