วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและการสาดสีตีไข่ หลายคนอาจกำลังรู้สึกท้อแท้เมื่อถูกตำหนิ ถูกนินทา หรือแม้แต่ถูกด่าทออย่างไม่เป็นธรรม จนเกิดคำถามในใจว่า "ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นกับเรา?"
โบราณว่าไว้ “คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ” คำนี้ยังคงเป็นจริงเสมอ เพราะคนเรานั้นต่างจิตต่างใจ ความเห็นที่ไม่ตรงกันย่อมนำมาซึ่งการกระทบกระทั่งเป็นธรรมดา แต่สิ่งสำคัญคือเราจะรับมือกับ “ไฟ” ที่คนอื่นจุดขึ้นได้อย่างไร เพื่อไม่ให้ไม้ขีดไฟเพียงก้านเดียวลุกลามกลายเป็นไฟไหม้ป่าในใจเรา
หากคิดว่าการถูกด่าเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ลองมองย้อนกลับไปในสมัยพุทธกาล ขนาดพระพุทธเจ้า ก็ยังทรงถูกด่าทอและกลั่นแกล้งอย่างหนักหน่วง แล้วประสาอะไรกับเราที่เป็นเพียงคนธรรมดา
1. พิจารณาด้วยสติ (พรหมชาลสูตร) ครั้งหนึ่งขณะที่พระพุทธเจ้าเสด็จทางไกลร่วมกับคณะสงฆ์ มีพราหมณ์ชื่อ สุปปิยะ เดินตามหลังมา พร้อมกับกล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ มาตลอดทาง ในขณะที่ลูกศิษย์ของเขากลับกล่าวสรรเสริญ เมื่อภิกษุสงฆ์นำเรื่องนี้มาสนทนา พระพุทธองค์ทรงสอนว่า ไม่ให้โกรธเมื่อมีคนด่า และไม่ให้เหลิงเมื่อมีคนชม แต่ให้ชี้แจงตามความเป็นจริง “หากสิ่งที่เขาด่าติเตียนเป็นเรื่องจริง ก็จงนำมาแก้ไขปรับปรุง แต่ถ้าไม่จริงก็ให้ชี้แจงด้วยเหตุผลความจริง ไม่ใช่ชี้แจงด้วยอารมณ์โกรธแค้น”
2. ของขวัญที่ไม่รับ (อักโกสกสูตร) เนื่องจาก อักโกสกภารทวาชพราหมณ์ โกรธแค้นที่เพื่อนของตนหนีไปออกบวชในสำนักพระพุทธเจ้า จึงไปยืนด่าทอด้วยคำหยาบคายรุนแรง ว่าพระพุทธเจ้าเป็นคนเลวทรามต่ำช้า แต่พระพุทธองค์ทรงนิ่งสงบและถามสั้นๆ ว่า " ถ้าท่านเอาของขวัญไปให้ญาติ แล้วญาติไม่รับ ของขวัญนั้นจะตกเป็นของใคร?" เมื่อพราหมณ์ตอบว่าของขวัญย่อมเป็นของผู้ให้ตามเดิม พระองค์จึงตรัสว่า "เช่นเดียวกัน ถ้าท่านด่าเราแต่เราไม่รับคำด่าของท่าน ท่านโกรธเราแต่เราไม่โกรธตอบ คำด่านั้นนั้นย่อมกลับคืนไปสู่ตัวท่านเอง"
3. นิ่งสงบความเคลื่อนไหว นางมาคันทิยา ซึ่งต่อมาเป็นมเหสีของพระเจ้ากรุงโกสัมพี มีความแค้นพระพุทธเจ้าเป็นการส่วนตัว เพราะพระพุทธเจ้าเคยทรงปฏิเสธที่จะรับนางมาเป็นชายา เพราะนางรู้สึกว่าถูกพระพุทธเจ้าทรงเหยียดหยามดูหมิ่นอย่างรุนแรง จึงจ้างพวกนักเลงมาด่าพระพุทธเจ้า เพื่อบีบให้พระองค์ออกจากกรุงโกสัมพี ด้วยคำด่า 10 ประการ (อักโกสวัตถุ 10) เปรียบเทียบพระองค์เป็นสัตว์ต่างๆ และแช่งให้ไปลงนรก
เมื่อพระอานนท์ทนไม่ไหวและชวนให้พระพุทธเจ้าหนีไปเมืองอื่น แต่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เผชิญหน้ากับปัญหาไม่หนีไปไหน เหตุเกิดที่ไหนต้องดับที่นั่น “เราต้องอดทนต่อคำล่วงเกิน เหมือนช้างที่อดทนต่อลูกศรที่ยิงมาทุกทิศในสงคราม การหนีไปเมืองอื่นนั้น ไม่ช่วยอะไร เพราะถ้าเมืองนั้นเขาด่าอีก เราจะทำอย่างไร จะหนีไปไหนต่อ? เรื่องราวเกิดขึ้นที่ไหน ต้องให้สงบลงที่นั่นก่อน แล้วจึงค่อยไปที่อื่น"
พระองค์ไม่โต้ตอบนางมาคันทิยาด้วยคำด่าหรือแก้ตัว แต่ทรงใช้ความอดทน(ขันติ) ความวางเฉย(อุเบกขา)และความเมตตา โดยทรงกล่าวว่า "เราจักอดกลั้นต่อคำล่วงเกิน ดังช้างอดทนต่อลูกศรที่ตกมาจากคันธนูในสงคราม เพราะคนจำนวนมากเป็นผู้ไม่มีศีล)"
ในที่สุด เมื่อไม่มีการโต้ตอบจากพระพุทธเจ้าและเหล่าสาวก คนที่รับจ้างด่าก็เหนื่อยและเลิกราไปเอง ตามที่พระองค์ตรัสไว้ว่า "เรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้บริสุทธิ์ ย่อมจะสงบลงเองภายใน 7 วัน"
เรื่องนี้ตรงกับ เรื่องการทำความดีด้วยการแสดงธรรม สั่งสอน ( ธัมมเทศนามัย) ในบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ โดยพระพุทธเจ้า ทรงใช้ "วิกฤต" เป็น "โอกาส" ในการสั่งสอนธรรมะ ทั้งแก่พระอานนท์ เหล่าภิกษุ และแม้แต่ตัวผู้ที่มาด่าทอเอง เพื่อให้เขาเหล่านั้นได้เห็นทางสว่างและเข้าใจวิธีการดับทุกข์ในใจ
เรียบเรียงจากพระไตรปิฎก พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่มที่ 9 (พรหมชาลสูตร) พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่มที่ 15 (อักโกสกสูตร) และ พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท เล่มที่ 25 (มาคันทิยา)
เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”
This document was created by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี