วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ที่หมู่บ้านชายป่าลึกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ในจังหวัดกาญจนบุรี ช่วงบ่ายที่ฝนเพิ่งหยุดตก รัฐมนตรีผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่ง นั่งหน้าเคร่งเครียดอยู่บนเบาะหลังของรถเบนซ์คันหรู ขณะที่เขากำลังมุ่งหน้าไปยังงานหาเสียงเลือกตั้งครั้งสำคัญที่จะตัดสินตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลชุดต่อไป ด้วยความ "โมโห" เพราะเสียเวลาเดินทางล่าช้ามามากแล้ว
เมื่อรถมาถึงถนนดินลูกรัง ใกล้ทางแยกเข้าหมู่บ้าน รถเบนซ์ต้องหยุดกะทันหัน เพราะมี ชาวนาคนหนึ่ง กำลังขับรถไถนาเดินตามจอดขวางทางกลางถนนอยู่ เนื่องจากเขากำลังเลี้ยวเข้าทุ่งนา ซึ่งมีก้อนหินใหญ่หล่นขวางทางเข้าพอดี
รัฐมนตรีเปิดประตูรถออกมา หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ "นี่ลุงชาวนา! จอดรถกลางถนนทำไมที่ตรงนี้? รู้ไหมว่าฉันเป็นรัฐมนตรี ที่มีอำนาจสั่งย้ายนายอำเภอของลุงได้ หลีกไปเดี๋ยวนี้!"
ชาวนาดับเครื่องรถไถแล้วยกมือไหว้ "ขออภัยครับท่าน หินก้อนใหญ่มันหล่นจากภูเขา ขวางทางเลี้ยวพอดี ถ้าไม่ลากเอาก้อนหินออก รถของท่านก็ผ่านไปไม่ได้ รอผมใช้โซ่คล้องลากหินนี่ประเดี๋ยวเดียวครับ"
"ฉันไม่รอ! เสียเวลา!" รัฐมนตรีตะคอก แล้วสั่งคนขับรถ"ขับเบียดลงไหล่ทางไปเลย!"
คนขับรถพยายามทัดทานว่าไหล่ทางนั้นเป็นดินอ่อนตัวเพราะฝนเพิ่งตก แต่รัฐมนตรีขี้โมโหไม่ฟังเสียง "ฉันบอกให้ไปก็ไปสิ!"
"ครืด... แซ่ด!" ทันทีที่ล้อรถเบนซ์ หมุนลงบนไหล่ทาง รถหรูราคาหลายล้านก็เสียหลัก จมลงไปในหล่มโคลนลึกทันที ล้อหลังหมุนฟรีจนโคลนกระเด็นขึ้นมาเปื้อนเสื้อของรัฐมนตรี ที่ยืนสั่งการอยู่ข้างรถจนเลอะเทอะดูไม่ได้
รัฐมนตรีพยายามลงไปช่วยเข็นรถ แต่ยิ่งทำให้โคลนดีดใส่หน้า เขาติดอยู่ในหล่มทั้งคนทั้งรถ อำนาจสั่งการมากมายที่มีอยู่ ไม่สามารถทำให้รถเคลื่อนที่ได้เลย
ชาวนา ไม่ได้พูดซ้ำเติมแม้แต่คำเดียว เขาลงจากรถไถอย่างช้าๆ หยิบโซ่เหล็กเส้นหนามาคล้องที่คานหน้ารถเบนซ์ แล้วนำมาต่อเข้ากับท้ายรถไถนาของเขา
รัฐมนตรีมองด้วยสายตาดูแคลน "รถไถเก่าๆ คันเล็กนิดเดียวของแกเนี่ยนะ จะลากรถเบนซ์ราคาแพงของฉันไหวหรือ?"
ชาวนาไม่ตอบ แต่ค่อยๆ สตาร์ทเครื่องรถไถอย่างชำนาญ เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม พลังจากเครื่องจักรการเกษตรที่ดูต้อยต่ำในสายตารัฐมนตรีค่อยๆ ฉุดลากรถเบนซ์คันงามขึ้นมาจากหล่มโคลนได้อย่างง่ายดาย
เมื่อรถยนต์หรูขึ้นมายังที่ปลอดภัย ชาวนาก็กล่าวอย่างนอบน้อมว่า "ท่านครับ ถึงรถจะดี มีราคาแพงเท่าไร ก็มีบางถนนหนทางที่ขับไปไม่ได้ และแรงของคนคนเดียวก็เปลี่ยนโลกไม่ได้เหมือนกัน บางครั้ง 'รถไถ' ที่ท่านมองว่าไร้ค่า อาจเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยให้ท่านไปถึงจุดหมายได้ในยามลำบากนะครับ"
รัฐมนตรีขี้โมโหที่มอมแมมไปด้วยโคลน ยืนเงียบกริบ ความโกรธหายไปสิ้น เหลือเพียงความอับอายและความสำนึก เขาหยิบเงินออกมาจะส่งให้ชาวนาเพื่อเป็นค่าตอบแทน แต่ชาวนาโบกมือปฏิเสธ แล้วพูดว่า "เก็บเงินของท่านไว้เถอะครับ วันหลังถ้าเห็นใครอยู่ในภาวะยากลำบาก ก็ช่วยเขาเหมือนที่ผมช่วยท่านก็พอ"
รัฐมนตรีขึ้นรถเบนซ์กลับไปพร้อมกับบทเรียนราคาแพงว่า "ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่รถที่ขับ แต่อยู่ที่ความถ่อมตัวและการเห็นคุณค่าของคนทุกคน"
รัฐมนตรีในนิทานเรื่องนี้ เป็นคนที่หยิ่งยโส โอหัง ไม่รู้จักถ่อมตัว (ไม่มี อปจายนมัย) คุยโวว่าสั่งย้ายนายอำเภอได้ ดูแคลนชาวนาว่าต้อยต่ำ และดูถูกรถไถเก่าๆว่าไม่มีทางช่วยรถหรูราคาแพงของตนได้ ทำให้เกิดความเดือดร้อนต่อตนเอง แต่ชาวนามีความอ่อนน้อมถ่อมตน (อปจายนมัย) ถึงแม้จะถูกสบประมาทก็ยังนำรถไถมาช่วยดึงรถเบนซ์นองรัฐมนตรีขึ้นจากหล่มโคลน
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "ยามรุ่งเรืองอาจมองเห็นคนอื่นไร้ค่า แต่ยามหมดท่า... สิ่งคิดว่าไร้ค่าอาจช่วยชีวิตเราได้"
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี