บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ชาไทยบุกตลาดโลก

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ชาไทยบุกตลาดโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                    ที่ไร่สิงห์ปาร์ค จังหวัดเชียงราย เรื่องราวของ "ชาบุญรอด" เริ่มต้นจากความมุ่งมั่นของผู้บริหารรุ่นใหม่ ที่ต้องการหาพืชที่เหมาะสมให้ชาวไทยภูเขาปลูกทดแทนฝิ่นที่เป็นสารเสพติดร้ายแรง และต่อยอดธุรกิจของบรรพบุรุษ โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค

                    ทายาทของพระยาภิรมย์ภักดี ผู้ก่อตั้งเบียร์สิงห์ มองเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจไปยังตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ จึงตัดสินใจศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์จาก "ใบชา" ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้คนทั่วโลก


                    ด้วยความมุ่งมั่นและความคิดสร้างสรรค์ ผู้บริหารของบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ เดินทางไปทั่วโลกเพื่อศึกษาและคัดสรรชาพันธุ์ดี เริ่มจากประเทศจีน ดินแดนต้นกำเนิดชา เช่น "ชาอู่หลง" รสชาติหอมหวานละมุน และ "ชาผู่เออร์" ชาสมุนไพรที่มีสรรพคุณเป็นเลิศ จากนั้นก็เดินทางไปยังศรีลังกา พบกับ "ชาซีลอน" รสชาติเข้มข้น ต่อมาก็บินไปญี่ปุ่น ดินแดนแห่งพิธีชงชา ที่ได้สัมผัสกับ "ชาเขียวมัทฉะ" ที่ชาวญี่ปุ่นนิยมดื่มกันทุกวัน แล้วก็เดินทางไปยังอินเดีย เพื่อค้นหากิ่งพันธุ์ "ชาดาร์จีลิง" และ "ชาอัสสัม" รสชาติเยี่ยม

                   ไร่สิงห์ปาร์คที่เชียงราย รวบรวมชาพันธุ์ดีจากทั่วทุกมุมโลก นำมาทดลองปลูก โดยใช้ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมา ผนวกกับเทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อให้ได้ชาที่มีคุณภาพสูงสุด แต่การทำไร่ชาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ชาบางพันธุ์เกิดโรคและแมลงรบกวน ทำให้ผลผลิตเสียหาย นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคอื่น ๆ อีกมากที่ต้องเผชิญ

                   แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความพยายาม ไม่ย่อท้อ เรียนรู้และปรับปรุงวิธีการปลูก และคั่วใบชา อย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดกิจการของชาบุญรอดก็เติบโตอย่างงดงาม ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และขยายผลไปสู่การสร้างรายได้ให้กับชุมชนชาวเขาที่หันมาปลูกชาแทนการปลูกฝิ่น

 

 

                    นอกจากนี้ สิงห์ปาร์คยังได้นำใบชามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เช่น ชาชงใส่ซองสำเร็จรูป ชาสมุนไพรผสมมะกรูดและกานพลู ไอศกรีมชาเขียว ขนมปังกรอบรสชา และผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย

                    ผลิตภัณฑ์ชาบุญรอดได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ด้วยคุณภาพที่ได้มาตรฐานและราคาที่เข้าถึงได้ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสิงห์ปาร์คนิยมซื้อชาบุญรอดเป็นของฝาก เรื่องราวของ "ชาบุญรอด" กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ ที่มีความมุ่งมั่นในการทำธุรกิจและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

                    ความสำเร็จของ “ชาบุญรอด” ได้ขยายต่อไปโดยร่วมมือกับ บริษัทมารูเซ็น จากประเทศญี่ปุ่น เพื่อ “ถ่ายโอนเทคโนโลยี” การผลิตใบชาญี่ปุ่น จากจังหวัดชิซูโอกะ มายังผืนดินไทยที่เชียงราย จนกลายเป็นกรณีศึกษาระดับโลกที่น่าสนใจในการยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่ระดับสากล

                    หัวใจสำคัญที่ทำให้ชาบุญรอด-มารูเซ็นแตกต่างจากชาอื่น คือการใช้เทคนิค “การพรางแสง” (Shading) ซึ่งเป็นเคล็ดลับระดับสูงของญี่ปุ่น โดยนำตาข่ายสีดำมาคลุมต้นชาก่อนการเก็บเกี่ยวประมาณ 7-20 วัน เพื่อลดกระบวนการสังเคราะห์แสง ส่งผลให้ใบชาสร้างคลอโรฟิลล์มากขึ้นจนมีสีเขียวเข้ม เพิ่มสารที่ให้รสอร่อย "อูมามิ" (Umami) และความหวานนุ่มนวล ลดความฝาด การเอาชนะข้อจำกัดด้านสภาพอากาศนี้ทำให้ชาบุญรอดจากเชียงรายมีรสชาติใกล้เคียงกับชาชั้นดีเยี่ยมจากญี่ปุ่นแท้ๆ

                    ในการก้าวขึ้นสู่เวทีโลก ชาบุญรอด-มารูเซ็นต้องเผชิญหน้ากับยักษ์ใหญ่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การวิเคราะห์เปรียบเทียบจะทำให้เห็นตำแหน่งแห่งที่ของชาไทยได้ชัดเจนขึ้น   โดยท้าชนกับอิทธิพลญี่ปุ่น ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสด  และกลิ่นเขียวเหมือนหญ้าตัดใหม่ ชาบุญรอด-มารูเซ็นใช้ระบบโรงงานระบบปิดและเทคนิคการ “นึ่งใบชา”  ทันทีหลังเก็บเกี่ยวภายในไม่กี่ชั่วโมง เพื่อหยุดการทำงานของเอนไซม์ ทำให้ชาบุญรอด-มารูเซ็นมีคุณภาพทัดเทียมกับชาญี่ปุ่นจนสามารถส่งกลับไปขายในตลาดญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อว่า "เข้มงวดที่สุดในโลก" ได้สำเร็จ

                    ในขณะที่ ชาดารจีลิ่ง (Darjeeling): ของอินเดียเน้นกลิ่นหอมดอกไม้ จากสภาพอากาศบนเทือกเขาสูง แต่ ชาบุญรอด-มารูเซ็นเลือกทางเดินที่ต่างออกไป โดยเน้นความนุ่มลึกของเนื้อสัมผัส และความสดชื่นแบบเอเชียตะวันออก เป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการความผ่อนคลายมากกว่าความซับซ้อน

                    การควบคุมคุณภาพให้คงที่ทำได้ยากในระดับอุตสาหกรรม ชาบุญรอด-มารูเซ็นจึงใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการ เพื่อให้มั่นใจว่าชาทุกล็อตมีมาตรฐานเดียวกัน นี่คือจุดแข็งที่ทำให้แบรนด์ไทยได้รับความไว้วางใจในตลาดร้านอาหารระดับโลก

                    ศรีลังกาสร้างชื่อจากชาแดง (Black Tea) ที่เข้มข้น ชาบุญรอด-มารูเซ็นนำบทเรียนนี้มาใช้ในแง่ของการสร้าง “ภาพลักษณ์แหล่งกำเนิด” โดยการชูชื่อ "เชียงราย" ให้เป็นหมุดหมายใหม่ของชาเขียวคุณภาพสูง เพื่อเป็นสินค้าส่งออกทางวัฒนธรรม

                    ความลับของความอร่อยที่ชาบุญรอด-มารูเซ็นถือครองคือ “ห่วงโซ่ความเย็นและความเร็ว” ใบชาที่ผ่านการคัดสรรจะถูกลำเลียงเข้าสู่กระบวนการผลิตที่มีการควบคุมอุณหภูมิอย่างแม่นยำ การมี ผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นประจำการอยู่ที่เชียงรายเพื่อคอยตรวจสอบค่าสี กลิ่น และรสสัมผัส ในทุกขั้นตอน เปรียบเสมือนการนำเข้านวัตกรรมที่มีชีวิต ซึ่งช่วยปิดช่องว่างด้านประสบการณ์ที่ไทยเคยตามหลังชาติมหาอำนาจชามานานนับศตวรรษ

                    การที่ชาบุญรอด-มารูเซ็นสามารถยืนหยัดบนเวทีโลกได้ ไม่ใช่เพียงเพราะการมีเงินทุนที่หนา แต่คือการ “พิสูจน์ผ่านคุณภาพ” ว่าชาเขียวที่ดีไม่จำเป็นต้องมาจากญี่ปุ่นเสมอไป และความละเมียดละไมไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในประวัติศาสตร์พันปี ความสำเร็จนี้คือการส่งสัญญาณว่าไทยพร้อมแล้วที่จะเป็น "ผู้เล่นระดับพรีเมียม" ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มโลก โดยใช้วิธีการผสมผสาน ระหว่างทรัพยากรท้องถิ่นที่อุดมสมบูรณ์และเทคโนโลยีระดับโลกเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

                    เรื่องของชาบุญรอดนี้เป็นตัวอย่างของการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10  เรื่อง การชวนขวายช่วยเหลือกิจการที่ชอบ (เวยยาวัจจมัย)  เพราะเป็นการ สร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับประเทศไทย  ช่วยชุมชนชาวเขา และช่วยเหลือสังคมให้พ้นจากวงจรยาเสพติด อุทิศแรงกายแรงใจพัฒนาท้องถิ่นถิ่นทุรกันดารให้กลายเป็นแหล่งเกษตรชั้นดีซึ่งเป็นการบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top