546.jpg
บุคลากรการแพทย์-ชุมชน  สานพลังรับมือสังคมสูงวัย

บุคลากรการแพทย์-ชุมชน สานพลังรับมือสังคมสูงวัย

วันอาทิตย์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“สังคมสูงวัย” (Aging Society) หมายถึงภาวะที่สังคมหนึ่งมีจำนวนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวนมาก โดยเกณฑ์สากลกำหนดให้ประเทศใดที่มีประชากรวัยดังกล่าวมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด หมายถึงเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยแล้ว ประเทศไทยนั้นข้อมูลของกรมกิจการผู้สูงอายุ ระบุว่า ณ สิ้นปี 2560 มีประชากรวัย 60 ปีขึ้นไปจำนวน 10,225,322 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 15.45 ของประชากรทั้งหมดคือ 66,188,503 คน

ไม่นานนี้ทีมงาน “สกู๊ปแนวหน้า” ติดตามคณะทำงานของสภาการพยาบาล เดินทางไปยัง อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ที่นี่มีโครงการต้นแบบ “การดูแลระยะยาว (Long-term care)” โดยการส่งเสริมของกระทรวงสาธารณสุข จัดให้ทีมบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ออกดูแลผู้สูงอายุถึงบ้าน พร้อมอบรมการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงตามหลักสูตรของกรมอนามัย


สงวนจิตต์ นุตาดี หัวหน้าพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลน้ำพอง เผยว่า การพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพระยะยาวในผู้สูงอายุเริ่มในปี 2542 ซึ่งขณะนั้นเริ่มมีสถานการณ์การเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ข้อเสื่อมของผู้สูงอายุในพื้นที่ จึงเกิดการรวมตัวกันเป็นกลุ่มจิตอาสาเพื่อดูแลผู้สูงอายุ โดยมีเครือข่ายพระสงฆ์ รพ.สต. และ รพ.น้ำพอง สนับสนุนกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ

กระทั่งปัจจุบันได้พัฒนาระบบการดูแลระยะยาวในผู้สูงอายุไปให้ครอบคลุมทุกตำบล อาทิ มีการพัฒนาศักยภาพผู้ให้การดูแล (Care giver) ฝึกอบรมผู้จัดการดูแล (Care manager) รวมถึงการพัฒนาแนวปฏิบัติการดูแลคัดกรอง และการสนับสนุน “ทีมสหวิชาชีพ” เช่น แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เภสัชกร นักกายภาพบำบัด ทันตแพทย์ ทันตาภิบาล แบบประจำพื้นที่ “รับผิดชอบ 3-4 ตำบลต่อ 1 คน” ดูแลงานสร้างเสริมสุขภาพตามบทบาทวิชาชีพ และติดตามดูแลที่บ้าน แต่รายละเอียดปลีกย่อยจะแตกต่างกันไปตามบริบทพื้นที่

ขณะที่ นพ.วิชัย อัศวภาคย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลน้ำพอง กล่าวว่า การพัฒนากำลังคนด้านการพยาบาลของ รพ.น้ำพอง จะแบ่งเป็น 3 ระยะ “ระยะที่ 1 การคัดเลือก” มีหลักเกณฑ์การพิจารณาคุณลักษณะ ทั้งภูมิลำเนา จิตอาสา ผลการเรียน และการยอมรับระดับชุมชน “ระยะที่ 2 การศึกษาและฝึกอบรม” มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้จัดการเรียนการสอน (คณาจารย์ ผู้บริหารสถาบันการศึกษา) แหล่งทุน (ผู้อำนวยการโรงพยาบาล พยาบาลพี่เลี้ยง) และนักศึกษาพยาบาลทุกชั้นปี ทุกสถาบันการศึกษาอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง

และ “ระยะที่ 3 รับเข้าปฏิบัติงานในหน่วยบริการ” เมื่อจบการศึกษาโรงพยาบาลที่เป็นแหล่งทุนจะรับผิดชอบในการจ้างงาน และสนับสนุนให้พยาบาลสามารถปฏิบัติงานตอบสนองความต้องการได้ เช่น ให้การบริบาลผู้ป่วยในโรงพยาบาล 3 วันทำการ การบริการสุขภาพในชุมชนร่วมกับหน่วยบริการปฐมภูมิ 2 วัน มีพื้นที่ปฏิบัติงานเป็นไปตามภูมิลำเนาของพยาบาล โดยรับผิดชอบคนละ 1-2 หมู่บ้าน

“จากการดำเนินงานโครงการพัฒนากำลังคนด้านพยาบาล ปัจจุบันโรงพยาบาลน้ำพองสามารถส่งบุคลากรร่วมปฏิบัติงานปฐมภูมิที่เป็นนักเรียนทุนจำนวน 32 คน และเป็นเจ้าหน้าที่เดิมของโรงพยาบาล 30 คน รวมทั้งสิ้น 62 คน ออกดูแลเป็นพยาบาลชุมชนประจำหมู่บ้านร่วมกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หมอครอบครัวประจำหมู่บ้าน” นพ.วิชัย กล่าว

ด้าน ศิริพร เหลืองอุดม พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลน้ำพอง กล่าวเสริมถึงการปฏิบัติหน้าที่พี่เลี้ยงพยาบาลชุมชน ณ ต.สะอาด อ.น้ำพอง ซึ่งต้องทำงานกับผู้สูงอายุติดบ้าน-ติดเตียง ว่าผู้สูงอายุมีพัฒนาการการทำกิจวัตรประจำวันดีขึ้นถึง 32 ราย คงสภาพ 39 ราย และอาการแย่ลง 11 ราย ทั้งนี้ยังมีผู้สูงอายุได้รับการปรับสภาพที่อยู่อาศัย 9 ราย ได้รับกายอุปกรณ์ 10 ราย เตียงลม 4 ราย ผู้ป่วยและญาติโดยรวมเกือบทั้งหมดพึงพอใจ

“มีกรณีผู้สูงอายุนอนติดเตียงมากว่า 2 ปี ข้อติดเดินไม่ได้ มารับบริการที่ศูนย์ประมาณ 1 ปี ปัจจุบันเดินเองได้แล้ว นึ่งข้าวทำอาหารกินเอง ซักผ้าเองได้แล้ว ขณะนี้กำลังทำกายภาพบำบัดอยู่ แม้จะยังเห็นท่าทางการเดินไม่ได้เดินตัวตรงเหมือนคนปกติ แต่หากดูจากผู้ป่วยติดเตียงวันนั้น ในวันนี้อาการเป็นที่น่าพอใจมาก” ศิริพร ยกตัวอย่าง

เช่นเดียวกับเสียงสะท้อนจากผู้นำชุมชน ศุภชัย ดอนกระสินธุ์ นายกเทศมนตรีตำบลสะอาด เปิดเผยว่า สถานะผู้สูงอายุ ต.สะอาด มีผู้สูงอายุพิการถึง 97 คน ผู้สูงอายุอาศัยอยู่คนเดียว 60 คน และผู้สูงอายุอยู่กับผู้สูงอายุ 15 คน สำหรับการดูแลผู้สูงวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ติดบ้าน ติดเตียง เทศบาลจะมีทีมผู้ดูแลผู้สูงอายุ หรือเรียกว่า Care givers เข้าไปดูแลเหมือนญาติ โดยบุคลากรที่เป็น Care giver ประมาณ 10 คน

“เมื่อก่อนศูนย์ดูแลผู้สูงอายุของเทศบาลตำบลสะอาดจะหลังเล็กๆ พบว่า ผู้สูงอายุบางคนอยู่คนเดียว ไม่ยอมทานข้าว แต่เมื่อมีทีมไปเยี่ยมบ้าน มีการพบปะสนทนาพูดคุย ผู้สูงอายุเหล่านี้ดีขึ้น ยิ่งเมื่อพามาฟื้นฟูที่ศูนย์จากนอนอยู่บ้านคนเดียวติดเตียง ปัจจุบันก็ดีขึ้น โดยเฉพาะสุขภาพจิตดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนปัจจุบันมีอาคารหลังใหม่โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA)” นายกเทศมนตรี ต.สะอาด กล่าว

นอกจากที่ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ยังมี อ.บางละมุง จ.ชลบุรี อีกพื้นที่หนึ่งที่ทำโครงการดูแลผู้สูงอายุจนเป็นต้นแบบแก่พื้นที่อื่นๆ ได้ โดย นฤมล สุ่นภักดีสวัสดิ์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลบางละมุง กล่าวถึงหัวใจสำคัญของการทำงานด้านผู้สูงอายุว่า “ต้องเป็นปฏิบัติการเชิงรุก” สร้างจุดคัดกรอง “หน้าด่าน” ดูแลก่อนที่จะส่งต่อไปยังโรงพยาบาลหลัก ทำให้เกิดการตั้ง “ศูนย์ PCC” ทำหน้าที่ประสานงาน คัดกรอง และทำงานร่วมกับชุมชน

ช่วงแรกๆ ยอมรับว่าไม่ค่อยได้รับความร่วมมือจากชุมชน ด้วยความเป็นเมืองทำให้เคยชินกับลักษณะต่างคนต่างทำ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ยังขาดความรู้ด้านเวชศาสตร์ครอบครัว จึงได้ส่งพยาบาล และ
เจ้าหน้าที่ รพ.สต. และ อสม. เข้าไปอบรมหลักสูตรการดูแลผู้ป่วยระยะยาว กระทั่งต่อมา บุคลากรทางการแพทย์กับเครือข่ายชุมชนสามารถทำงานดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงระยะยาว เปรียบเสมือน“โรงพยาบาลเคลื่อนที่” ที่รุกเข้าไปดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง

“ใครๆ อาจจะเข้าใจว่าพยาบาลทำงานแค่ดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาล แต่ความเป็นจริงแล้วการทำงานเชิงรุกพยาบาลมีบทบาทเป็นผู้จัดการดูแลสุขภาพ เป็นเหมือนตัวกลางในการประสานงาน แพทย์ ผู้ป่วย และชุมชน เราไม่เหนื่อยกับการทำหน้าที่ตรงนี้ แต่จะเหนื่อยมากกว่าถ้าไม่มีใครเข้าในสิ่งที่ทำ” นฤมล กล่าวในท้ายที่สุด

[email protected]

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top