วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569
9 มี.ค.61 ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถ.สามเสน กรุงเทพฯ มีการจัดงานเสวนา “ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมทางสังคม และการผูกขาดทางเศรษฐกิจ” โดยโครงการสร้างคนดี มองการณ์ไกล ไทยรุ่งเรือง มูลนิธิหมอเสม พริ้งพวงแก้ว นายปรีดา เตียสุวรรณ์ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทแพรนด้า แพรนด้าจิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงสถานการณ์โครงสร้างประชากรไทยว่า ช่วงปี 2559-2560 เป็นครั้งแรกที่ประชากรวัยทำงาน หรืออายุระหว่าง 15-59 ปี ลดลงนับตั้งแต่มีคำว่าประเทศสยามและประเทศไทยเป็นต้นมา
นอกจากนี้หากดูตัวเลขประชากรไทยที่ทางวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรุปไว้โดยอ้างอิงข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติ (UN) ในปี 2560 จะพบว่า เมื่อเข้าสู่ปี 2593 ประเทศไทยจะมีประชากรที่ต้องการการพึ่งพิง ประกอบด้วยผู้สูงวัย อายุ 60 ปีขึ้นไปราว 23 ล้านคน และประชากรวัยเด็ก อายุ 0-14 ปีราว 8.5 ล้านคน รวม 31.5 ล้านคน ขณะที่ประชากรไทยวัยทำงาน จะลดลงเหลือเพียงราว 34 ล้านคนเท่านั้น หรือถ้าเทียบเป็นสัดส่วนแล้ว คนทำงานจะต้องดูแลประชากรวัยพึ่งพิงแบบ 1 ต่อ 1 ซึ่งเป็นภาระที่หนักมาก

ปรีดา เตียสุวรรณ์
“ในปี 2050 (2593) ประเทศไทยจะกลายเป็น Fail State หรือรัฐที่ล้มเหลว นอกเสียจากเราโชคดีที่สามารถจะเพิ่มประชากรได้ตั้งแต่บัดนี้ แต่ผมเรียนได้เลยว่าการเพิ่มประชากรมันมีแค่ 2 ทางเท่านั้นเอง แล้วตัวเลขมันก็ชัดเจนว่าการที่จะเพิ่มประชากรด้วยการให้ประเทศไทยผลิตลูกเพิ่มนั้นลำบากที่สุด พยายามกันมาหลายประเทศแล้วประสบความสำเร็จน้อยมาก จะสำเร็จบ้างก็ที่ฝรั่งเศส แต่ต้นทุนเขาสูงมาก แล้วเราก็ไม่มีเงินตรงนั้น ดังนั้นทางออกที่ชัดเจนของประเทศไทยคือการให้คนต่างชาติเข้ามาอยู่มากขึ้น” นายปรีดา ระบุ
นายปรีดา กล่าวต่อไปว่า ไทยน่าจะมีปัญหาน้อยกว่ากลุ่มสหภาพยุโรป (EU) เนื่องด้วยชาวต่างชาติที่อยู่ในไทยส่วนใหญ่คือแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เมียนมา (พม่า) และกัมพูชา ซึ่งมีวัฒนธรรมประเพณีใกล้เคียงกับคนไทย ไม่เหมือนใน EU ที่คนย้ายถิ่นจำนวนมากมาจากตะวันออกกลาง แล้วเกิดปัญหาจากวัฒนธรรมประเพณีที่แตกต่างกันมากกับชาวยุโรป ดังนั้นการให้สิทธิประชากรย้ายถิ่นจากเพื่อนบ้านสามารถพักอาศัยในประเทศไทยแบบระยะยาว ดังตัวอย่างจากสหรัฐอเมริกา ที่ทำเรื่องดึงคนจากประเทศอื่นๆ ได้ดี ก็จะช่วยลดปัญหาขาดแคลนแรงงานได้
ทั้งนี้ ประเทศไทยน่าจะทำได้ดีกว่าสหรัฐ เนื่องจากเราไม่มีปัญหาแบ่งแยกสีผิวเหมือนอย่างเขา โดยทางการไทยมีอำนาจตัดสินใจอยู่แล้วว่าจะอนุญาตแค่ไหนอย่างไรบ้าง นอกจากนี้ตนอยากให้สื่อช่วยเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อช่วยลดอคติจากความเข้าใจผิดของคนไทยเองด้วย เช่น มองว่าแรงงานต่างชาติเข้ามาแย่งงาน ทั้งที่ประเทศไทยมีอัตราการว่างงานของประชากรต่ำมาก และหลายกิจการ เช่น ประมง รวมถึงพนักงานทำความสะอาดตามบ้าน ที่ช่วยให้คนไทยสามารถทำงานนอกบ้านได้เต็มที่ ก็สำคัญกับเศรษฐกิจไทย ถ้าไม่มีแรงงานต่างชาติถามว่าจะมีใครทำตรงนี้

สัดส่วนโครงสร้างประชากรไทย
“เราคงไม่มีทางเลือกที่จะให้ชาวพม่า กัมพูชา ลาว เข้ามาอยู่ในประเทศของเรา เพราะคนเหล่านี้มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกับเรา ไม่เหมือนอีกหลายประเทศที่เอาคนที่วัฒนธรรมแตกต่างเข้ามา เช่น เยอรมนีที่เอาชาวซีเรียซึ่งเป็นมุสลิมเข้ามา ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรกับชาวมุสลิมนะ เพียงแต่ในแง่วัฒนธรรมแล้วชาวพุทธที่อยู่ลุ่มแม่น้ำโขง เอาเข้ามาประเทศไทยมันง่ายกว่าเยอะ บางคนก็ไปรังเกียจเขาบอกว่าเขามาใช้สวัสดิการในประเทศ แต่คนเหล่านี้ถ้าเราเลี้ยงเขาไว้ ในอนาคตเขาจะมาช่วยเรื่องภาษีอากรของไทย ถ้าดูแลเขาให้ดีให้เขารู้สึกว่าเป็นคนไทย” นายปรีดา กล่าว
อนึ่ง..ในปี 2560 เคยมีผู้เสนอแนวคิดนี้ไว้เช่นกัน คือ ศ.(เกียรติคุณ) ดร.อภิชาติ จำรัสฤทธิรงค์ ที่ปรึกษาอาวุโส สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ทำวิจัยเรื่อง “การวางแผนครอบครัวและอนามัยการเจริญพันธุ์ของแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย” โดยย้ำว่า ปัจจุบันลูกหลานแรงงานต่างด้าวได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเทียบเท่าเด็กไทยทุกประการจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) 5 ก.ค. 2548 ดังนั้นจึงไม่ใช่ประชากรด้อยคุณภาพเป็นภาระ และยกตัวอย่างสหรัฐ ที่การเพิ่มประชากรร้อยละ 70 มาจากการย้ายถิ่น ทำให้ไม่มีปัญหาสังคมสูงวัยแบบประเทศอื่นๆ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ลูกหลานแรงงานข้ามชาติ เติมประชากรไทยขาด..สนไหม?
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี