546.jpg
เฝ้าระวังคุณภาพบ่อน้ำร้อนธรรมชาติในแหล่งท่องเที่ยว 4 จังหวัดภาคใต้

เฝ้าระวังคุณภาพบ่อน้ำร้อนธรรมชาติในแหล่งท่องเที่ยว 4 จังหวัดภาคใต้

วันอังคาร ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 13.16 น.

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข สำรวจคุณภาพน้ำจากบ่อน้ำร้อนธรรมชาติที่นำมาใช้ประโยชน์เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ตอนบน พบว่า บ่อน้ำร้อนต้นกำเนิดมีคุณภาพดีผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่เกี่ยวข้องทางด้านกายภาพ ด้านเคมีและด้านจุลชีววิทยา แต่พบมีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์จากสิ่งแวดล้อมได้ เช่น เศษใบไม้ ฝุ่นละออง น้ำฝนหรือน้ำผิวดินที่ไหลผ่านแหล่งพักเชื้อ เป็นต้น ส่วนบ่อแช่ที่เป็นกิจกรรม ที่นิยมนั้นอาจมีโอกาสในการตรวจพบเชื้อสูงขึ้นทั้งชนิดและปริมาณตามจำนวนการใช้ของนักท่องเที่ยว ดังนั้น นักท่องเที่ยวควรชำระล้างร่างกายให้สะอาดก่อนใช้บริการและผู้ประกอบการควรทำความสะอาดบ่อแช่ก่อนและหลังการใช้อย่างสม่ำเสมอ

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า บ่อน้ำร้อนธรรมชาติเกิดจากน้ำใต้ดินที่ถูกความร้อนและแรงอัดภายใต้พื้นโลกไหลขึ้นมาตามรอยเลื่อน น้ำจะมีคุณสมบัติตามปริมาณแร่ธาตุที่ละลายอยู่ในชั้นหินที่น้ำไหลผ่าน ดังนั้น ความร้อนและแร่ธาตุจึงเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญในการกำหนดคุณภาพของบ่อน้ำร้อนบำบัดรักษาหรือเชิงสุขภาพในพื้นที่ภาคใต้พบแหล่งน้ำพุร้อน 33 แหล่ง อุณหภูมิน้ำร้อนที่ผิวดินอยู่ระหว่าง 40–80 องศาเซลเซียส แต่ละพื้นที่ได้มีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของบ่อ และส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ประเภทน้ำพุร้อนธรรมชาติ 


 

 

ดังนั้น เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและคุ้มครองผู้บริโภค ในปีประมาณ พ.ศ. 2560-2561 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 11 สุราษฎร์ธานี จึงได้สุ่มสำรวจคุณภาพน้ำจากบ่อน้ำร้อนในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน จังหวัดชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช โดยเก็บตัวอย่างน้ำจากบ่อน้ำร้อนต้นกำเนิด จำนวน 26 แหล่ง ผลการตรวจวิเคราะห์ทางกายภาพและทางเคมี ส่วนใหญ่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานน้ำบริโภคมีเพียงบางแห่งปริมาณฟลูออไรด์ที่เกินเกณฑ์กำหนด (2 มิลลิกรัมต่อลิตร) ดังนั้นการนำไปผลิตเป็นน้ำดื่มประเภทน้ำแร่ธรรมชาติในภาชนะบรรจุ ที่ปิดสนิท ต้องแสดงคำเตือนในฉลากว่าไม่เหมาะสมสำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 7 ปี ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากมีปริมาณฟลูออไรด์เกินเกณฑ์กำหนด อาจทำให้ผิวสีฟันตกกระได้

นพ.โอภาส กล่าวต่ออีกว่า เนื่องจากน้ำจากบ่อน้ำร้อนธรรมชาติเป็นน้ำใต้ดิน การตรวจพบเชื้อจุลินทรีย์ในบ่อน้ำต้นกำเนิด สาเหตุหลักจึงมาจากการปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อม และการดูแลรักษาความสะอาดของบ่อน้ำที่ไม่เหมาะสม ดังนั้น การทำความสะอาดบ่อและบริเวณโดยรอบ การป้องกันเศษใบไม้ ฝุ่นละอองตกหล่นลงไปในบ่อ การป้องกันน้ำฝนหรือน้ำผิวดินชะล้างสิ่งสกปรกลงไปปนเปื้อนในบ่อ จะสามารถลดปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ลงได้ 

 

 

ส่วนน้ำในบ่อแช่ก่อนเปิดให้ผู้ใช้บริการลงแช่ พบเชื้อจุลินทรีย์สูงกว่าน้ำในบ่อน้ำร้อนต้นกำเนิด และตรวจพบปริมาณมากขึ้นหลังการใช้ อีกทั้งยังพบกลุ่มเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคที่อาจมาจากผิวหนังของผู้มาใช้บริการ จึงควรจะมีการปรับปรุงกระบวนการให้เหมาะสม เช่น การชำระล้างร่างกายให้สะอาดก่อนใช้บริการ การปรับอัตราการไหลของน้ำหรือระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายน้ำ การทำความสะอาดบ่อพักน้ำและบ่อแช่ ก่อนและหลังการใช้อย่างสม่ำเสมอ เป็นต้น

"น้ำจากบ่อน้ำร้อนธรรมชาติในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ตอนบนมีคุณภาพที่ดีและปลอดภัย เหมาะสมต่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ แต่การปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ในบ่อแช่อาจมีสาเหตุจากพฤติกรรมของผู้ใช้บริการ จึงควรให้ผู้ใช้บริการชำระล้างร่างกาย และสวมเสื้อผ้าที่สะอาดเหมาะสมก่อนลงแช่ ผู้มีบาดแผลบริเวณผิวหนังควรละเว้นการใช้บริการ และผู้ประกอบการจะต้องหมั่นทำความสะอาดบ่ออย่างถูกวิธี เพื่อความปลอดภัยและสุขอนามัยที่ดีของประชาชน" อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าว 
 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top