546.jpg
‘เสรีภาพ-มีส่วนร่วม’  ‘ชีวิตที่ดี’ ในทรรศนะ‘อมาตยา เซน’

‘เสรีภาพ-มีส่วนร่วม’ ‘ชีวิตที่ดี’ ในทรรศนะ‘อมาตยา เซน’

วันอังคาร ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อมาตยา เซน (Amartya Sen) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอินเดียผู้ได้รับรางวัลโนเบล (Nobel Prize) สาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 1998 (พ.ศ.2541) ซึ่งเป็นชาวเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลใน
สาขานี้ จากการอุทิศชีวิตเพื่อค้นหาแนวทางการพัฒนาสังคมที่มากกว่าการเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว แต่ต้องทำให้ผู้คนสามารถดำรงชีพอยู่อย่างมีความสุขในสังคมนั้นๆ ด้วย

เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2562 ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดบรรยายเรื่อง “ค้นหาความหมายของชีวิตที่ดีกับ Amartya Sen” ที่ ม.ธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ซึ่งมี ดร.ธร ปีติดล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้บรรยาย โดยอ้างอิงหนังสือของอมาตยา เซน 2 เล่ม ที่ตีพิมพ์ในเวลาห่างกัน 10 ปี คือ Development as Freedom และ The Idea of Justice


อาจารย์ธร เริ่มต้นด้วยการกล่าวว่า “อมาตยา เซน ให้ความสำคัญกับคุณค่าของประชาธิปไตยในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม” ด้วยความที่เขาเกิดในดินแดนเบงกอลตะวันตก (ปัจจุบันคือประเทศบังกลาเทศ) ซึ่งขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของอินเดีย แม้เขาจะเกิดในครอบครัวที่ค่อนข้างฐานะดี มีบิดาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย แต่ก็เคยผ่านเหตุการณ์ “ความอดอยากครั้งใหญ่ในดินแดนเบงกอล (The Great Bengal Famine)” ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนที่อินเดียจะได้รับเอกราชจากอังกฤษ จึงกลายเป็น “แรงบันดาลใจ” ในการทำงานวิชาการของเขาเมื่อโตขึ้น

เช่นเดียวกัน..“อมาตยา เซน เกิดในสังคมเอเชียใต้ ที่ที่ชาวฮินดูและมุสลิมขัดแย้งกัน” จนนำไปสู่การเกิดประเทศใหม่แยกออกจากอินเดียคือปากีสถานกับบังกลาเทศ โดยชาวอินเดียนั้นส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู ส่วนชาวปากีสถานและบังกลาเทศส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม “มีครั้งหนึ่งเคยเจอชาวมุสลิมถูกชาวฮินดูทำร้ายวิ่งเข้ามาหลบในบ้าน เมื่อถามว่ามาเป็นชาวมุสลิมมาถิ่นชาวฮินดูทำไม? ไม่กลัวตายหรือ? ชาวมุสลิมคนนั้นตอบว่าเพราะความจนจึงไม่มีทางเลือก ที่ไหนมีงานก็ต้องไปทำ” แม้จะเสี่ยงชีวิตก็ตาม

“อมาตยา เซน เล่าไว้ตอนหนึ่งในหนังสือของเขาว่า การขาดหายอะไรไปมันส่งผลกับชีวิตจริงๆ คนที่ไม่มีงานทำจนต้องไปหางานในที่ที่สุดท้ายเป็นอันตรายแล้วสุดท้ายก็ตาย เป็นสิ่งที่ตรึงในความทรงจำของเขามาตลอด เป็นเหตุผลที่เขามาเขียน Development as Freedom เขาอยากให้มองการพัฒนาเป็นการสร้างเสรีภาพ” อาจารย์ธร เล่าถึงแรงผลักดันในใจของนักเศรษฐศาสตร์ชื่อก้องโลกผู้นี้

อาจารย์ธร เล่าต่อไปว่า ช่วงที่หนังสือ Development as Freedom ถูกตีพิมพ์นั้นอยู่ใน “ทศวรรษ 1990s (พ.ศ.2533 - 2542) เวลานั้นแวดวงเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมองว่าการพัฒนาที่ดีคือเน้นเพิ่มการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ” หรือที่คุ้นหูกันคือ “ทำค่าจีดีพี (GDP - ผลิตภัณฑ์มวลรวม) ให้สูงยิ่งเยอะยิ่งดี” และแนวคิด “ต้องยอมให้เกิดความเหลื่อมล้ำสูงในสังคมไปก่อนเพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตได้”ด้วยความที่รัฐเห็นว่าการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำต้องใช้ทุนทางเศรษฐกิจที่สูง

แต่อมาตยา เซน แย้งว่า “แนวคิดการพัฒนาที่คิดเพียงการสร้างรายได้นั้นคับแคบเกินไป” และเสนอว่า “ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่แต่ละคนสามารถเลือกเดินไปบนหนทางที่ตนเองให้คุณค่าได้” โดยไม่จำกัดว่าชีวิตที่ประสบความสำเร็จคือต้องร่ำรวยเป็นเป้าหมายสูงสุดเพียงแนวทางเดียว ซึ่งการเปลี่ยนมุมมองความหมายของการมีชีวิตอยู่ของอมาตยา เซน นำไปสู่การพัฒนาเครื่องมือที่หลากหลายขึ้น และเขาเห็นว่า “ปัญหาของการพัฒนาคือการไร้เสรีภาพของผู้คน” หรือก็คือ “การขาดสิทธิการมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของสังคม” ว่าอยากให้ที่ที่ตนอยู่นั้นมีสภาพแวดล้อมอย่างไร

“อมาตยา เซน บอกว่าเสรีภาพมีประโยชน์อย่างน้อย 2 อย่าง อย่างแรกคือมันช่วยให้การวัดผลของการพัฒนาดีขึ้น เพราะแง่มุมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตมันถูกเอามาพิจารณาได้มากขึ้น อีกอย่างคือมันช่วยให้กระบวนการพัฒนามีประสิทธิภาพมากขึ้น คือเวลาเรามองการพัฒนาว่าคือเสรีภาพ เราก็จะไม่ปฏิเสธการเข้ามามีส่วนร่วมของผู้คน ไม่ปฏิเสธกว่าการพัฒนามันต้องไปพร้อมๆ กับให้คนมีสิทธิ์มีเสียง เข้ามากำหนดทิศทางที่เขาอยากให้เป็นไป” อาจารย์ธร ระบุ

เสรีภาพมีประโยชน์อยู่ 3 ระดับในทรรศนะของอมาตยา เซน ได้แก่ 1.ประโยชน์ในตนเอง หากไม่มีเสรีภาพในทางเศรษฐกิจ อาจารย์ธร ยกตัวอย่าง “ใครคนหนึ่งเกิดในสังคมยุโรปยุคกลาง ถูกกำหนดให้ต้องทำงานตามตระกูลที่สังกัด ก็ต้องทำงานนั้นไปแม้ว่าตนเองจะมีความสามารถในด้านอื่นก็ตาม เพราะการไม่มีตลาดแรงงานที่เสรีทำให้คนคนนั้นไม่สามารถเลือกทำงานด้วยทักษะที่ถนัดนั้นได้ ซึ่งการมีสิทธิ์เลือกหมายถึงชีวิตนั้นมีความหมาย” อมาตยา เซน จึงสรุปว่าระบบตลาดในทางเศรษฐศาสตร์จึงมีประโยชน์ไม่เฉพาะแต่ด้านประสิทธิภาพในการผลิต

2.ประโยชน์ในฐานะเครื่องมือ เช่น เสรีภาพในการได้รับสวัสดิการพื้นฐาน ยกตัวอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน เป็น 3 ประเทศในทวีปเอเชียที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว มีจุดร่วมที่เหมือนกันคือลงทุนด้านการศึกษาสูงมาก หรือ เสรีภาพทางการเมือง “อมาตยา เซน พบว่าประเทศที่เกิดปัญหาความอดอยากแล้วไม่ได้รับการแก้ไขให้ลุล่วง มีจุดร่วมกันคือระบอบการเมืองที่เป็นอยู่ตอบสนองความต้องการของผู้คนไม่ได้ ประชาชนไม่มีโอกาสเรียกร้อง” อาทิ จีนในยุคเหมาเจ๋อตุง เกาหลีเหนือในยุคคิม จอง อิล

“ในเหตุการณ์ความอดอยากที่เบงกอลซึ่งอมาตยา เซน เคยเจอตอนเด็กๆ เขาไปอ่านทีหลังแล้วพบว่าตอนนั้นอังกฤษต้องรบกับญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นบุกผ่านพม่าเข้าไปทางเบงกอลคือฝั่งตะวันออกของอินเดีย เจ้าอาณานิคมอังกฤษตัดสินใจว่าไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรก็ตามจะต้องไม่ทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ไว้ก่อน เพราะต้องเผชิญกับการสู้รบที่ใหญ่กว่า จะปล่อยให้คนลุกฮือมาโวยวายว่าอาหารไม่พอได้อย่างไร ต้องกดไว้ไม่ให้สื่อนำเสนอปัญหานี้ คนบริหารรัฐก็เหมือนไม่ฟังว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นข้างล่างบ้าง ไปทุ่มให้ปัญหาอื่นหมด

สุดท้ายมันเลยทำให้ภาวะซึ่งจริงๆ อาหารมันน่าจะพอและถูกถ่ายทอดไปแก้ปัญหาให้คนได้มันกลับไม่เกิดขึ้น ก็มีคนอดอยากไม่ได้รับอาหารไปเป็นจำนวนมหาศาล Bengal Famine เป็นความอดอยากที่มีคนตายมากที่สุดครั้งหนึ่งของโลก คืออย่างน้อยประชาธิปไตยมันเป็นเครื่องมือที่ทำให้ผู้มีอำนาจต้องฟัง มันเป็นคุณค่าที่หายไปไม่ได้ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหา” อาจารย์ธร ยกตัวอย่าง

และ 3.ประโยชน์ในการสร้างคุณค่า หรือก็คือการที่คนในสังคมสามารถกำหนดคุณค่าในสังคมนั้นๆ ร่วมกันได้ “อมาตยา เซน มีจุดยืนไม่ระบุว่าคุณค่าที่ดีของมนุษย์คืออะไร เพราะเป็นหน้าที่ของคนในแต่ละสังคมต้องไปช่วยกันคิด” โดยยกตัวอย่างคนผิวดำในสหรัฐอเมริกา ซึ่งหากเปรียบเทียบเฉพาะด้านรายได้กับค่าเฉลี่ยของโลกก็ไม่ถือว่าเป็นคนจน แต่หากเทียบในแง่สุขภาพในสังคมอเมริกัน พบว่าคนผิวดำในสหรัฐมีอายุขับเฉลี่ยสั้นกว่าคนผิวขาว หากใช้ข้อมูลนี้คนผิวดำในสหรัฐควรถูกจัดว่าเผชิญปัญหาความยากจนในบางมิติด้วยหรือไม่?

แม้ อมาตยา เซน จะย้ำว่า “ประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของผู้คนในการกำหนดทิศทางของสังคมนั้นทำให้ชีวิตคนมีความหมาย” หรือเป็นคุณค่าที่สำคัญ แต่อีกมุมหนึ่ง อาจารย์ธร กล่าวถึง “ข้อวิพากษ์มุมมองของอมาตยา เซน อาทิ เชื่อมั่นในศักยภาพด้านการใช้เหตุผลของมนุษย์มากเกินไปหรือไม่?” ซึ่งก็มีแนวคิดอีกฝ่ายหนึ่งชี้ว่า “ชีวิตจริงที่มนุษย์เจอกันบ่อยๆ ในสังคมคือความไร้เหตุผล” เรื่องนี้ไม่ต้องดูอื่นไกล เพียงสำรวจการถกเถียงเรื่องราวต่างๆ บนโลกออนไลน์ ก็พอจะเห็นได้ว่ามนุษย์ไม่ได้ถกเถียงอย่างมีเหตุผลแบบที่อมาตยา เซน ต้องการ

หรือประเด็น “การครอบงำเชิงอำนาจที่ส่งผลต่อบทบาทหรือนโยบายในการแก้ไขปัญหาความยากจนขององค์กรต่างๆ เรื่องนี้ไม่ปรากฏในงานวิชาการของอมาตยา เซน” ซึ่งนักสังคมวิทยาบางสายมองว่าการครอบงำเชิงอำนาจเป็นปัจจัยที่ทำให้การแก้ไขปัญหาความยากจนไม่ประสบผลสำเร็จ แต่เรื่องนี้อาจตีความได้ว่า อมาตยา เซน อธิบายในเชิงกรอบคิดกว้างๆ จึงไม่จำเป็นต้องพูดถึงทุกเรื่องก็ได้

“ความไร้เหตุผลมันก็เห็นกันอยู่ในชีวิตมนุษย์จริงๆ แต่เราควรจะอย่างไร? เราเชื่อว่ามนุษย์ไม่มีเหตุผลก็ไม่ต้องได้รับโอกาสในการแลกเปลี่ยนถกเถียงเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาหรือเปล่า? ไม่เชื่อเรื่องเหตุผลก็บังคับกันเลยก็ไม่ใช่ จริงๆ แล้วความมีเหตุผลมันอาจจะไม่สมบูรณ์ แต่มันก็ยังดีกว่าที่จะเปิดให้มนุษย์ได้พยายามใช้ ไม่ใช่ตัดทิ้งออกไปเลยในด้านนั้น” อาจารย์ธร ฝากประเด็นชวนคิด

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top