546.jpg
‘พนันออนไลน์’  ภัยร้ายคุกคามเด็กยุค4.0

‘พนันออนไลน์’ ภัยร้ายคุกคามเด็กยุค4.0

วันจันทร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.
Tag :

ยุคนี้ถ้าใครไม่พูดถึง “4.0” คงดูเชยเอามากๆ เห็นได้จากหน่วยงานไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชนก็มักนำคำว่า 4.0 ไปเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายในการนำเสนอโครงการอยู่เนืองๆ ซึ่ง 4.0 นั้นหมายถึงสังคมโลกยุคปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี อาทิ รูปแบบการทำงานและใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปจากการพัฒนาด้านอินเตอร์เนตและมือถือสมาร์ทโฟน จะสั่งซื้อสินค้า ใช้บริการ ทำงาน เรียนหนังสือ ฯลฯ อะไรๆ ก็ดูจะ “ออนไลน์” (Online) ไปหมด

“แต่ 4.0 นั้นเป็นเพียงการพัฒนาด้านเครื่องมืออำนวยความสะดวกเท่านั้น ส่วนการนำไปใช้อย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง” ซึ่งก็ไม่ได้มีแต่เฉพาะด้านบวก ยังมีด้านลบๆ อาทิ การหลอกลวงออนไลน์ให้เหยื่อโอนเงินไปให้ การจำหน่ายสินค้าที่ซื้อไปใช้แล้วอาจเกิดอันตรายอย่างเครื่องสำอางและอาหารเสริมใช้สารเคมีต้องห้ามเป็นส่วนผสม รวมถึง“การพนันออนไลน์” ที่เล่นได้ทุกที่ทุกเวลา เสพติดง่ายเสียยิ่งกว่าการเดินเข้าบ่อนแบบเดิมๆ โดยเฉพาะกับ “เด็ก-เยาวชน” ที่ยังมีวุฒิภาวะไม่เพียงพอ


ที่งานเสวนา “นโยบายสาธารณะเพื่อป้องกันเด็กและเยาวชนไทยจากการพนัน” ซึ่งจัดโดยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย และสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้ พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต เปิดเผยว่า ข้อมูลในระดับโลก “ธุรกิจพนันออนไลน์มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ” ทั้งในทวีปเอเชียที่อยู่ใกล้ประเทศไทย และทวิปอื่นๆ ที่ห่างออกไป ประกอบกับ“ธรรมชาติของเด็กๆ คือยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ” พนันออนไลน์จึงเป็นประเด็นล่อแหลมของยุคนี้

 

 

 

“พนันออนไลน์น่ากลัวเพราะเข้าถึงง่าย เราทุกคนเวลาทำงานเบื่อๆ ก็หยิบมือถือขึ้นมา หลุดออกจากโลกของการประชุมที่น่าเบื่อ น้องๆ เองก็เช่นกัน เวลาไปเรียนหนังสือบางครั้งก็หยิบเครื่องมือพวกนี้ขึ้นมา และที่น่ากลัวคือมันเข้ามาถึงห้องนอน พ่อแม่อาจจะมองว่าลูกเป็นเด็กดีไม่เคยไปไหนเลย แต่หารู้ไม่ว่าลูกๆ กำลังเล่นพนันหรือเข้าถึงสื่อออนไลน์พวกนี้ พ่อแม่อาจจะรู้ไม่เท่าทันเพราะน้องๆ อาจจะบอกว่าเล่นเกมเพื่อผ่อนคลาย และเกมสมัยปัจจุบันก็มีลักษณะคล้ายการพนันแล้ว” พญ.มธุรดา กล่าว

ผอ.สถาบันราชานุกูล กล่าวต่อไป ว่า “ปัจจุบันพบเด็กและเยาวชนราว3 ล้านคน เข้าถึงการพนันออนไลน์ในจำนวนนี้ราว 1 แสนคน เข้าข่ายเสพติดการพนัน (Gambling Addict) แต่มีผู้เข้ามารับการรักษาอาการติดพนันกับแพทย์เพียงหลักร้อยคนเท่านั้น” ซึ่งการพนันแบบเดิมๆ หรือ “ออฟไลน์” (Offline) ผู้เล่นมักเป็นประชากรวัยผู้ใหญ่เพราะต้องเดินทางไปยังสถานที่เล่นไม่ว่าผิดกฎหมายอย่างบ่อนที่ลักลอบเปิด หรือถูกกฎหมายอย่างบ่อนที่อยู่แถบชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน

ในขณะที่ “การพนันออนไลน์กฎหมายไทยทำอะไรไม่ได้เพราะต้นทางอยู่ในต่างประเทศ แถมการเปิดให้เล่นยังทำได้ง่ายเพียงไม่กี่นาที ตรงกันข้ามกับการทำงานของตำรวจกว่าจะสืบสวนจนเข้าจับกุมผู้ที่เข้ามาเป็นเอเย่นต์ในประเทศไทยใช้เวลาหลายวัน” ที่น่าห่วงคือ “ธุรกิจพนันออนไลน์พัฒนาไปเร็วมาก” อาทิ คนทั่วไปอาจยังไม่รู้จักเทคโนโลยี “บล็อกเชน” (Blockchain)แต่แวดวงพนันออนไลน์นำมาใช้แล้วอย่างแพร่หลายเพื่อปกปิดการทำธุรกรรมทางการเงินให้เป็นความลับ

เมื่อมาดูความนิยมในการเล่นพนันออนไลน์ประเภทต่างๆ พบว่า “ตลาดฝั่งเอเชียนิยมการพนันทายผลการแข่งขันกีฬาเป็นพิเศษ” ซึ่งสามารถเล่นได้ตลอดทั้งปี เช่น การแข่งขันฟุตบอลลีก(League) ของประเทศต่างๆ ที่แข่งกันยาวนานเป็นฤดูกาลโดยมีช่วงปิดฤดูกาลเพียงไม่กี่เดือน และจะพบการเล่นพนันฟุตบอลมากขึ้นเมื่อถึงมหกรรมสำคัญอย่างฟุตบอลโลก (FIFA World Cup) ทั้งนี้ยังไม่นับ “กีฬาหน้าจอ” (E-Sports)หรือการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ที่ถูกยกระดับให้เป็นกีฬาและกำลังได้รับความนิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ อาจถูกนำไปใช้เพื่อการพนันได้เช่นกัน

 

 

 

“มีข้อมูลว่าบริษัทที่ผลิตเกม เขาตั้งบริษัทคู่กันมาเพื่อดูเรื่องธุรกิจการพนัน โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน รวมถึงเงินตราอิเล็กทรอนิกส์ (E-Coin) ทำให้เด็กเข้าถึงได้ง่าย เด็กๆ ไม่ได้ติดเกมแต่ติดการแข่งขัน เด็กๆ ที่ดูเกมเขาจะดูรุ่นพี่ที่เป็นนักเล่นมืออาชีพและมีการวางเงินเดิมพัน และการเล่นเกมของเด็กๆ เองบางครั้งก็วางเงินเดิมพันเกมอาจจะมีส่วนดี เช่นได้รู้จักเพื่อนต่างประเทศ แต่ก็จะเจอกับดักเป็นโฆษณาที่แฝงอยู่และล่อลวงเด็กให้เข้าถึงการพนันโดยไม่รู้ตัว” พญ.มธุรดา ระบุ

พญ.มธุรดา อธิบายว่า “เหตุที่การพนันออนไลน์ส่งผลกระทบอย่างมากกับเด็กและเยาวชนที่อายุยังไม่ถึง18 ปี เพราะสมองยังเติบโตไม่สมบูรณ์”ความสามารถในการใช้เหตุผลและควบคุมอารมณ์ยังไม่พัฒนาอย่างเต็มที่ เห็นได้จากคำว่า “หัวร้อน” ที่หมายถึงอาการใจร้อนวู่วาม ซึ่งมักจะพบได้มากในกลุ่มวัยรุ่น ถ้าไม่มีมาตรการป้องกันประชากรวัยเยาว์ให้ห่างไกลจากการพนันออนไลน์ สุดท้ายก็ต้องมาเสียเวลากับการเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา

ทั้งนี้เคยมีการสำรวจพบว่า“เด็กไทยที่เริ่มเล่นพนันมีอายุน้อยสุดเพียง 7 ขวบ ซึ่งดูผิวเผินอาจไม่ต่างจากผู้ใหญ่รุ่นก่อนหน้าที่ริลองเล่นการพนันในช่วงอายุดังกล่าวโดยดูแบบอย่างจากคนในครอบครัว แต่สิ่งที่น่าห่วงคือเด็กยุคใหม่ใช้บัตรเครดิตเป็น” เมื่อประกอบกับพ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนบันทึกรหัสผ่าน (Password) การทำธุรกรรมการเงินออนไลน์ไว้ในโทรศัพท์มือถือ หากวันหนึ่งยอดเงินหายไปอาจหมายถึงบุตรหลานแอบนำไปใช้เล่นพนันก็ได้

“เราเจอเด็กและเยาวชนที่ไปอยู่บ้านเยาวชนที่ทำผิดกฎหมาย สาเหตุพบว่าเด็กๆ เองมีปัญหาเรื่องการพนัน มีหนี้สินแล้วก็ไปปล้นไปชิงทรัพย์ ขณะเดียวกันถามว่าตำรวจเอาจริงเอาจังกับการจับเด็กหรือเปล่า? เปอร์เซ็นต์ที่ออกมาก็ไม่เยอะ การจับกุมจะไปจับที่ผู้ใหญ่อาจเป็นเพราะตำรวจใจอ่อนหรือเปล่า?หรืออาจเป็นกฎหมายที่เอื้ออำนวยให้เด็กไม่เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และเด็กๆ ที่เล่นการพนันก็ไม่ได้กลัวว่าผู้ใหญ่อย่างเราจะจับได้หรือเปล่า? เขาไม่กลัวกฎหมายด้วย” ผอ.สถาบันราชานุกูล ฝากทิ้งท้าย

ตลอดเกือบ 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลทหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามผลักดันยุทธศาสตร์ “ไทยแลนด์ 4.0” (Thailand 4.0) มุ่งให้ทุกภาคส่วนในสังคมไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้เทคโนโลยีสร้างมูลค่าให้กับงานของตนเอง ซึ่งแม้วันนี้การเมืองได้เปลี่ยนผ่านกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตยมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้วก็ตาม ขั้วการเมืองไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสนับสนุนหรือไม่สนับสนุน คสช. ก็คงจะนำพาประเทศไทยไปในทิศทางดังกล่าวต่อไปเพื่อให้สอดคล้องกับกระแสโลก

คำถามคือ..เมื่อเทคโนโลยีเป็นดาบสองคม แต่การเก็บเทคโนโลยีให้พ้นจากมือผู้เยาว์ที่ยังมีวุฒิภาวะไม่เพียงพอก็ไม่สามารถทำได้ จะหามาตรการป้องกันและลดความเสี่ยงได้อย่างไร?

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top