546.jpg
‘สื่อมวลชน’ผจญยุคออนไลน์  อยู่ไม่ง่าย..แต่ยังจำเป็นกับสังคม

‘สื่อมวลชน’ผจญยุคออนไลน์ อยู่ไม่ง่าย..แต่ยังจำเป็นกับสังคม

วันอังคาร ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“สื่อมวลชนยังเป็นอาชีพที่มีอนาคตอีกไหม?” เป็นคำถามที่ถูกพูดถึงมากในระยะหลังๆ สืบเนื่องจากผลกระทบของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี (Disruptive) ทำให้หลายอาชีพมีแนวโน้มว่าจะหายไป เช่น ธนาคารที่ปิดสาขาและลดจำนวนพนักงานลงเพราะการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านอินเตอร์เนตได้รับความนิยมมากขึ้น คนงานบนสายพานการผลิตถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์

ในอดีตการรับรู้ข่าวสารนั้นต้องผ่านผู้ประกอบอาชีพสื่อมวลชนไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุหรือโทรทัศน์ แต่ ณ ปัจจุบันที่อินเตอร์เนตและอุปกรณ์เชื่อมต่อราคาถูกลงแต่ประสิทธิภาพสูงขึ้น บุคคลต่างๆ สามารถบอกเล่าเรื่องราวไปยังคนอื่นๆ ได้เองและไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งในงานอภิปราย “สื่อ...การปรับตัวและมาตรฐานความเป็นสื่อมืออาชีพ” เมื่อเร็วๆ นี้ ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ก็มีการกล่าวถึงประเด็นนี้เช่นกัน


ไตรลุจน์ นวะมะรัตน นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หากย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อน เม็ดเงินโฆษณาจะอยู่ในสื่อโทรทัศน์มากที่สุด รองลงมาคือหนังสือพิมพ์ อันดับสามคือวิทยุ และถัดไปคือสื่ออื่นๆ เช่น นิตยสาร โรงภาพยนตร์ ป้ายโฆษณาตามจุดต่างๆ แต่ ณ ปัจจุบัน หนังสือพิมพ์ได้ส่วนแบ่งเม็ดเงินโฆษณาน้อยที่สุด สืบเนื่องจากกลุ่มเป้าหมายย้ายไปรับข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์มากขึ้น แม้กระทั่งสื่อโทรทัศน์ที่เคยได้ส่วนแบ่งเม็ดเงินโฆษณามากกว่าร้อยละ 60 ของสื่อทุกประเภท วันนี้เหลือเพียงไม่ถึงร้อยละ 50

“4-5 ปีที่แล้วเงินที่เข้าไปอยู่ในออนไลน์มันแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้อยู่ที่ 20% ถ้าเทียบกัน อันดับ 1 โทรทัศน์ 50% มันกลายเป็นอันดับ 2 ทันที หนังสือพิมพ์หรือนิตยสารเหลือ 4-5% ฉะนั้นมันก็สะท้อนให้เห็นว่าเราซื้อตามผู้บริโภค แล้วเขาเห็นว่าผู้บริโภคไปทางออนไลน์มากกว่า ซึ่งไม่ใช่แค่สิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ก็โดน โทรทัศน์ดูที่ทำงานหรือที่บ้าน แต่ออนไลน์ดูที่ไหนก็ได้ บนรถเมล์ ในห้องน้ำ คนที่โดนน้อยสุด
คือสื่อนอกบ้าน เขาก็ปรับตัว เช่น จากป้ายธรรมดาก็กลายเป็นแอลอีดี (LED) เรียกร้องความสนใจจากผู้ที่ผ่านไป-มา” คุณไตรลุจน์ ระบุ

เมื่อเจาะจงไปที่ประเด็นอนาคตของสื่อสิ่งพิมพ์ นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย กล่าวว่า รายได้ของสื่อสิ่งพิมพ์มาจากคนที่ซื้อไปอ่านและจากการลงโฆษณา แต่เชื่อว่าส่วนใหญ่น่าจะมาจากอย่างหลัง เห็นได้จากหลายฉบับปิดตัวฉบับกระดาษแล้วหันไปทำเนื้อหาบนสื่อออนไลน์แทน แต่เนื้อหาไม่ได้เปลี่ยนไป หรือแย่ลงจากเดิม ทั้งนี้ผู้ที่จะขยับไปสู่โลกออนไลน์ก็ต้องสู้กับสื่อโทรทัศน์ซึ่งก็มีการปรับตัวเช่นกันส่วนผู้ที่จะรักษาสื่อกระดาษไว้ก็ต้องหาวิธี เช่น นิตยสารบางฉบับมีกลุ่มเป้าหมายเฉพาะแล้วพิมพ์จำนวนไม่มาก ก็พบว่าพออยู่รอดได้

ขณะที่ ก้าวโรจน์ สุตาภักดี นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันคนไม่ได้ติดตามข่าวสารน้อยลง กลับกันคือติดตามมากขึ้นเสียด้วยซ้ำไป คนยังอ่านหรือยังดูภาพ-ดูวีดีโอ ด้วยเหตุที่อินเตอร์เนตทำให้ผู้คนรู้สึกว่าทุกอย่างดูจะไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกทั้งยังรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อเปลี่ยนผ่านจากยุคที่การใช้อินเตอร์เนตทำโดยผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์มาสู่ยุคที่ใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือ เม็ดเงินจากเดิมที่เสียให้กับการซื้อหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารก็ย้ายมาอยู่ที่การจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ หรือค่าอินเตอร์เนต

“สื่อจะปรับตัวอย่างไร? ก็ต้องเก็บข้อมูล (Data) แล้วมาวิเคราะห์ว่าพฤติกรรมผู้รับสาร (User Behavior) เป็นอย่างไร ไม่แปลกใจที่วันนี้จะมีเพจเฉพาะ เช่น เพจคนชอบรถ ชอบกีฬา ชอบเรื่องนี้เรื่องโน้น มันก็เหมือนกับนิตยสาร(Magazine) สมัยก่อน จากข้อมูลรายวันก็เป็นรายสัปดาห์ จากที่จะใช้เวลาทั้งสัปดาห์มาสรุปก็เป็นวันเดียว ใครรวบประเด็นได้ก่อน นำเสนอได้ตรงกลุ่มมากกว่าก็ชนะไปก็เป็นเรื่องปกติ” นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ กล่าว

คุณก้าวโรจน์กล่าวย้ำว่า หลักการทำสื่อยังคงเหมือนเดิมคือ “ถูกต้อง ถูกที่ถูกเวลา” หากทำได้จะไปอยู่ตรงไหนก็ยังมีคนติดตาม เห็นได้จาก “การส่งต่อ (Share) ข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์ ผู้ส่งก็ยังส่งเพราะเห็นว่าข้อมูลนั้นมีคุณค่า” เพราะรายชื่อเพื่อนบนสื่อออนไลน์ (Friend List) นั้นไม่ต่างจากกลุ่มหรือวงสนทนาของคนในยุคก่อน ซึ่งแต่ละคนก็จะต้องเลือกเรื่องราวมาเล่าต่อให้ดีเพราะคงไม่มีใครอยากถูกมองในอีกแบบหนึ่ง

วโรรส โรจนะ นายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย กล่าวว่า ปัจจุบันมีคนทำสื่อจำนวนมาก ผู้บริโภคก็มีทางเลือกมาก จึงฝากหลักคิดไว้ 3 เรื่อง 1.ตัวตน (Branding) เมื่อวันวันหนึ่งมีคนพูดเรื่องเดียวกันจำนวนมาก ทำอย่างไรจะให้สื่อที่ตนเองทำได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย 2.เข้าใจผู้บริโภค แม้จะมีสื่อเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากแต่คนยังมีเวลาเท่าเดิมคือ 24 ชั่วโมง “ไม่ใช่แค่เนื้อหาดีแต่ต้องเข้าถูกที่ถูกเวลาด้วย” เช่น บทวิเคราะห์เนื้อหาหนักๆ ยาวๆ เมื่อไปปรากฏในเวลาที่ผู้บริโภคอยู่บนรถไฟฟ้าซึ่งมีเวลาไม่กี่นาที อาจไม่ได้รับความสนใจก็ได้

3.หาเงินเก่ง ในอดีตคนทำสื่ออาจคิดว่าขอเพียงทำเนื้อหาให้ดีคนอ่านก็จะมาเองแล้วเมื่อมีคนติดตามมากๆ เม็ดเงินโฆษณาก็จะไหลตามเข้ามา แต่ปัจจุบันด้วยความที่มีสื่อหลายรูปแบบทั้งจากในและต่างประเทศ กลยุทธ์การทำตลาดจึงต้องหลากหลายมากไปกว่ารูปแบบเดิมๆ คือการแปะโฆษณา (Banner) เช่น การจัดกิจกรรมที่เชื่อมโยงโลกออนไลน์กับออฟไลน์ (Offline) เข้าด้วยกัน รวมถึงการหารายได้โดยตรงจากกลุ่มเป้าหมาย

“8 ปีก่อนเรามองว่ารายได้มาจากโฆษณา เราก็มองว่าทำอย่างไรจะกระจายความเสี่ยง เพราะโฆษณาต้องผ่านการตัดสินใจจากหลายคน ไม่ว่าลูกค้า หัวหน้า (Boss) ของลูกค้า ตัวแทน (Agency) ของลูกค้า ตัวแทนที่ทำงานให้ตัวแทนของลูกค้าอีกทีหนึ่ง ก็เริ่มมีบริการอื่นมากขึ้น เช่น ขายเนื้อหาบางอย่างที่ลูกค้ายอมจ่ายเงิน ถ้ายังไม่อยากทำแบบสมัครสมาชิกก็ต้องมีเนื้อหาพิเศษ (Premium) หรือจัดกิจกรรม (Event) ต่างๆ จัดสอน จัดทอล์กโชว์กลุ่มเป้าหมายที่เสพข้อมูลตรงนี้บ่อยๆ แล้วอยากเสพให้ลึกขึ้นก็ซื้อบัตรมาฟัง” คุณวโรรสยกตัวอย่าง

อีกด้านหนึ่ง รศ.ดร.อัศวิน เนตรโพธิ์แก้วผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาเอก คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) กล่าวว่ามี 3 ประเด็น ที่ต้องพูดถึง 1.คำว่า “ยุคดิจิทัล(Digital)” คำคำนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่อยู่กับสังคมมนุษย์มาแล้วเกือบ 30 ปี หรือในทศวรรษ 1990s (ปี 2533-2542) เพียงแต่ในขณะนั้นความเป็นอนาล็อก (Analog) ยังปกคลุมอยู่เป็นส่วนใหญ่ของสังคม กระทั่งหลังปี 2543 ความเป็นดิจิทัลก็เข้ามาอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ 5-10 ปีล่าสุดที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงมากมายของหลายธุรกิจ

2.คำว่า “สื่อมวลชน” โดยทั่วไปมนุษย์ทุกคนเป็นสื่อโดยธรรมชาติแต่มีขอบเขตจำกัด เช่น พูดคุยได้แค่ในกลุ่มเล็กๆ มีคนในกลุ่มเพียงไม่กี่คน หรืออย่างมากก็เพียงระดับหมู่บ้านที่มีประชากรไม่กี่ร้อยคน กระทั่งในยุคต่อมาเมื่อเกิดเทคโนโลยีการพิมพ์รวมถึงการเผยแพร่ภาพและเสียง ทำให้เกิดหนังสือ วิทยุและโทรทัศน์ ทำให้เรื่องราวจากที่หนึ่งสามารถถูกส่งผ่านไปให้คนจำนวนมากที่อยู่ห่างไกลออกไปได้รับรู้แม้อยู่คนละซีกโลกก็ตาม สื่อมวลชนในฐานะคนกลางเกิดขึ้นในยุคนี้ ซึ่งหากนับเฉพาะยุคที่มีสื่อโทรทัศน์แล้วจะอยู่ที่ประมาณ 50 ปี

และ 3.คำว่า “มืออาชีพ” เพราะหากเป็นสื่อดั้งเดิม (หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์) นั้นคุ้นเคยกับทั้งกฎหมายและจริยธรรมที่กำกับดูแล แต่กรณี“สื่อมวลบุคคล” ทั้งที่เป็นบุคคลทั่วไปหรือคนทำสื่อมวลชนแต่ไปใช้เทคโนโลยีสื่อสาร “มาตรฐานจะอยู่ตรงไหน” สื่อมืออาชีพนั้นมีข้อพึงปฏิบัติและพึงละเว้นระบุไว้มากมาย “สื่อมือสมัครเล่นอยากทำอะไร ทำตอนไหนก็ทำได้ ไม่ต้องมีความรับผิดชอบใดๆ” แต่ทั้งหมดนี้อยู่ในโลกเดียวกัน

“โลกที่สื่อมวลชนป้อนให้เรามาทุกวันๆ ที่เราคุ้นเคยตั้งแต่เด็กจนโตมันเริ่มเปลี่ยนไปจากเทคโนโลยีอินเตอร์เนต ฉะนั้นสื่อมวลชนในวันนี้มีคู่แข่ง ในมุมหนึ่งความเป็นสื่อบุคคลแบบเดิมมันกลับมา แต่มาพร้อมกับสิ่งที่อยู่ในมือ เป็นอาวุธใหม่ก็คือโทรศัพท์มือถือ คนก็อาจบอกต่อๆ กัน กระซิบข้างหูกัน แต่ตอนนี้ผ่านเครื่องมือ บวกกับระบบอินเตอร์เนตที่เชื่อมโลกใบนี้เข้าด้วยกัน มันจึงเกิดสื่อชนิดใหม่ที่ไม่ใช่สื่อมวลชน แต่เป็นสื่อมวลบุคคล

หมายความว่าแต่ละคนจะเป็น 1 ในเครือข่ายของแต่ละคน เช่น เป็นสมาชิกครอบครัว สมาชิกโรงเรียน สมาชิกมหาวิทยาลัย ฉะนั้นแต่ละเครือข่ายจะมีได้ตั้งแต่หลักสิบจนถึงหลักหมื่นหลักแสน ประเด็นคือวันนี้เราอยู่ในสังคมที่สื่อมวลชนต้องทำงานไปกับสื่อบุคคลแบบเดิม และสื่อมวลบุคคลที่มีโทรศัพท์มือถือ ปัญหาจึงนำมาสู่ประเด็นถัดไปคือคำว่ามืออาชีพ ตรงนี้ต้องมาหาคำนิยาม” อาจารย์อัศวิน อธิบาย

อาจารย์อัศวินกล่าวอีกว่า หน้าที่ของสื่อมวลชนคือ แจ้งข่าวสาร ให้ความรู้และให้ความบันเทิง ซึ่งสื่อมวลชนไทยก็ทำหน้าที่ดังกล่าวไม่ต่างจากหน้าที่อื่นๆ แต่วันนี้สื่อออนไลน์ก็ทำหน้าที่นั้นได้ จึงฝากทิ้งท้ายถึงสิ่งที่สื่อดั้งเดิมควรทำ 1.บูรณาการ สื่อออนไลน์แม้จะมีคำว่าสังคม (Social Media หรือSocial Network) แต่เป็นสังคมแตกเป็นเสี่ยงๆ อยู่ใครอยู่มัน แต่สื่อมวลชนสามารถเป็นสื่อของส่วนรวมได้

เช่น เพจ คนดังบนโลกออนไลน์ หรือองค์กรต่างๆ อาจจะมีวาระ (Agenda) เป็นส่วนตัวในเรื่องต่างๆ แต่ความเป็นสังคมนั้นใหญ่กว่าเพียงผู้ติดตามกลุ่มหนึ่งหรือใหญ่กว่าภาคธุรกิจหนึ่ง “สื่อมวลชนสามารถทำให้เห็นว่าสังคมต้องการร่วมมือกันทำอะไรในช่วงนี้” ซึ่งไม่อาจปล่อยให้ใครบางคนทำได้เพียงลำพัง 2.บันทึกและพิสูจน์ แม้ยุคดิจิทัลจะมีข้อมูลข่าวสารเกิดมากมาย แต่ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เรียกว่า “ข้อมูลขยะ” สื่อมวลชนมีหน้าที่พิสูจน์ความถูกต้องของข้อมูล

เพื่อคัดกรองข้อมูลที่สมควรถูกบันทึกไว้สำหรับส่งผ่านสู่คนรุ่นหลัง!!!

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top