วันที่ 30 เมษายน 2563 เฟซบุ๊คแฟนเพจ “ลงทุนแมน” ซึ่งเป็นเพจให้ความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การวางแผนทางการเงินและการลงทุนต่างๆ เผยแพร่คลิปวีดีโอ “New Normal อาจไม่เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์” เมื่อ 28 เม.ย. 2563 เนื้อหาว่าด้วยการคาดการณ์ถึง “วิถีชีวิตปกติแบบใหม่ (New Normal)” ที่ผู้คนจะย้ายไปทำกิจกรรมต่างๆ บนโลกออนไลน์อย่างถาวรเนื่องจากหลีกเลี่ยงความเสี่ยงการระบาดของไวรัสโควิด-19 นั้นอาจไม่เป็นความจริง เพราะท้ายที่สุดแล้วมนุษย์เป็นสัตว์สังคม จึงโหยหาการพบปะพูดคุยทำกิจกรรมร่วมกันในชีวิตจริงมากกว่า ดังนี้..
คุณจะได้รับเงินรางวัล 1 ล้านบาท ถ้าไม่ออกจากบ้านเป็นเวลา 1 ปี ถ้าได้ยินข้อเสนอนี้เราอาจตกลงรับข้อเสนอ แต่ถ้าเปลี่ยนเงื่อนไขเป็นเวลา 10 ปีล่ะ? ห้ามออกจากบ้านเป็นเวลา 10 ปี เราจะรับข้อเสนอไหม? เพราะต่อให้มีสินค้า บริการต่างๆ อำนวยความสะดวกส่งถึงบ้าน หลายคนก็อาจปฏิเสธ เพราะอะไรเราถึงปฏิเสธ? คำตอบคือ ในที่สุดแล้วมนุษย์จะยังอยากออกไปทำอะไรนอกบ้านอยู่ดี
เทคโนโลยีทุกอย่างที่เราได้ใช้ในช่วงเสลากักตัวจากโควิด-19 แม้แต่คนที่กลัวเทคโนโลยี ไม่เคยใช้มาก่อนก็ต้องปรับตัวเข้าหามันเพราะความจำเป็น พอเรื่องเป็นแบบนี้จึงทำให้เกิดกระแสทางความคิดที่ว่า หลังโควิด-19 จบลง ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และเกิดเป็น “นิว นอร์มอล (New Normal)” นิว นอร์มอล หมายถึงพฤติกรรมของคนในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในแบบที่ไม่ย้อนกลับมาเป็นแบบเดิม หลายคนคิดไปไกลว่า ธุรกิจที่เกี่ยวกับออฟไลน์ เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านค้า ร้านอาหาร ตอนหลังโควิด-19 จะไม่มีวันสามารถกลับไปรุ่งเรืองเหมือนเดิมได้
แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้น ผู้คนต้องการสินค้า บริการ และประสบการณ์จากโลกจริง จะมีคนจำนวนไม่น้อยที่โหยหาชีวิตเดิม กลับมาใช้บริการและทำกิจกรรมแบบเดิมๆ ที่ทำอยู่ในช่วงก่อนหน้านี้ สิ่งที่โควิด-19 ได้ทิ้งร่องรอยทางใจไว้ให้เรา มันยิ่งไปกระตุ้นความอยากออกจากบ้านและทำกิจกรรมนอกบ้านกันมากขึ้น ไม่มีใครที่จะสามารถอยู่บ้านไปได้ตลอดเวลาโดยไม่ออกไปไหนเลย เหมือนตอนที่เราลังเลจะรับข้อเสนอให้อยู่บ้านเป็นเวลา 10 ปี แม้จะมีเงินและสิ่งอำนวยความสะดวกมอบให้ก็ตามที
กี่ครั้งกี่วันแล้ว ช่วงที่เรากักตัวอยู่ที่บ้าน จู่ๆ ก็คิดถึงวันวาน วันที่ไปทานบุฟเฟต์-ชาบูกับเพื่อนๆ วันที่พาแฟนไปดูหนังในโรง วันที่เดินตากแอร์ในห้างเรื่อยเปื่อย วันที่เดินช็อปปิ้ง สัมผัสเนื้อผ้า สิ่งของได้ตามใจชอบ วันที่ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงในค่ำคืนยามราตรี วันที่จะสามารถโบยบินท่องเที่ยวไปในต่างแดนแบบที่ใฝ่ฝัน และวันที่จะสามารถออกไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องสวมหน้ากาก จะกลับมาเมื่อไหร่ เราไม่ใช่แค่นึกถึง แต่หลายคนยังให้คำมั่นกับตัวเองว่า หลังสถานการณ์ทุกอย่างจบ จะต้องก้าวออกจากบ้านเพื่อไปทำสิ่งต่างๆ ให้ได้ และยิ่งนานวันเข้า ความอยากเหล่านี้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
ดังนั้นหลังจากโควิด-19 จบ พฤติกรรมของผู้คนอาจไม่ได้เปลี่ยนไปอย่างถาวร บางพฤติกรรมอาจเปลี่ยนชั่วคราว เพราะความจำเป็น ยอดสั่งอาหารถึงบ้านที่พุ่งพรวดช่วงนี้ อาจเป็นแค่เอาท์ไลน์เออร์ (Outlier-ค่าไม่ปกติ) ทางสถิติ ยอดส่งเสื้อผ้าถึงบ้านที่ล้นกล่องช่วงนี้ก็อาจเป็นแค่เหตุการณ์พิเศษ คนที่เตรียมสต็อกพนักงานไว้รอรับออนไลน์ เมื่อเหตุการณ์จบอาจไม่มีออเดอร์มากอย่างที่พวกเขาคิด เพราะเราหลายคนไม่ได้จะทิ้งวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ไปอย่างเด็ดขาด เพียงแต่เรากำลังเพิ่มหรือยอมรับวิถีชีวิตใหม่ๆ มากขึ้นเท่านั้น
นอกจากนี้ หลายคนก็เริ่มยอมรับว่างานบางงาน กิจกรรมบางอย่าง การได้พบปะพูดคุยและทำงานร่วมกันต่อหน้าจริงๆ จะมีประสิทธิภาพมากกว่าการนั่งทำงานคนเดียวที่บ้าน วิถีชีวิตแบบนอกบ้าน การเจอกันต่อหน้า การสัมผัสของจริงและประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน อาจกำลังเป็นสิ่งที่เราอัดอั้นและโหยหามาโดยตลอดเวลาที่กักตัวอยู่ เพราะสิ่งเหล่านี้สนองสิ่งที่เป็นพื้นฐานของมนุษย์ พื้นฐานที่ฝังรากลึกลงในดีเอ็นเอ (DNA-กรรมพันธุ์) ของเราทุกคน นั่นคือมนุษย์เป็นสัตว์สังคม และการอยู่แต่บ้าน อยู่แต่บนโลกเสมือนหรือออนไลน์ ไม่สามารถสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ได้ทั้งหมด ซึ่งสุดท้ายแล้วสิ่งที่เราต้องการจริงๆ อาจเป็นแค่ให้โลกกลับไปจุดเดิม จุดที่เราได้ใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ก็เท่านั้นเอง!!!
ชมคลิปได้ที่
https://www.facebook.com/watch/?v=3016484058390696
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี