วันเสาร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2569
เป็นอีกครั้งที่ประเด็น “แรงงานไทยไปลักลอบทำงานในต่างแดน” กลับมาได้รับความสนใจจากสังคมไทยอีกครั้ง เมื่อเหล่า “ผีน้อย” หรือแรงงานไทยผิดกฎหมายใน เกาหลีใต้ ส่วนหนึ่งประกาศจะเดินทางกลับบ้านเพื่อหนีการระบาดของ “โควิด-19 (COVID-19)” หรือเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ที่เริ่มระบาดจากประเทศจีนก่อนลามไปอีกหลายประเทศทั่วโลกและเกาหลีใต้ก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีการระบาดอย่างรุนแรง
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา “ทางการไทยยืนยันพร้อมรับแรงงานผีน้อยจากเกาหลีใต้กลับประเทศที่คาดว่าจะมีประมาณ 5,000 คน” โดยใช้พื้นที่ของหน่วยทหารทั้ง 3 เหล่าทัพ เป็นสถานที่กักตัว 14 วัน ซึ่งเป็นมาตรการเดียวกับที่ดำเนินการกับคนไทยที่กลับจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน อันเป็นจุดกำเนิดของโรคระบาดโควิด-19 พร้อมประสานกระทรวงสาธารณสุขในการนำผู้ติดเชื้อหรือมีอาการน่าสงสัยส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลต่อไป ขณะที่มีรายงานเช่นกันว่า ทางการเกาหลีใต้ก็มีคำสั่งระงับการจับกุมผู้ลักลอบเข้าเมือง เพื่อให้คนกลุ่มนี้ได้ไปตรวจรักษาในโรงพยาบาล
ถึงกระนั้น ข่าวการกลับบ้านของเหล่าผีน้อยจุดกระแส “วิวาทะ” ระหว่างฝ่ายที่ตั้งคำถามว่า “ทำไมรัฐบาลต้องเอาทรัพยากรไปช่วยเหลือคนทำผิดด้วย” และไม่เห็นสมควรให้เหล่าผีน้อยเดินทางกลับบ้าน หรือบางส่วนไปไกลถึงขั้น “ต้องมีกฎหมายเอาผิด” เพราะทำให้คนที่อยากไปเที่ยวต่างประเทศประสบความยากลำบากเนื่องจากหนังสือเดินทางไทยถูกเพ่งเล็งในแง่ลบ กับฝ่ายที่มองว่า “แรงงานไทยจะผิดหรือถูกกฎหมายก็เป็นคนไทยเหมือนกัน”อีกทั้งแรงงานกลุ่มนี้ยัง “นำเงินตราจากต่างแดนส่งกลับมาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจในแผ่นดินเกิด” รัฐจึงสมควรช่วยเหลือ

ดนย์ ทาเจริญศักดิ์ ผู้เคยทำงานวิจัยเรื่อง “แรงงานผีน้อยไทยในเกาหลี (A Study of Thai Illegal worker in South Korea)” ในสมัยที่ยังศึกษาอยู่ในประเทศเกาหลีใต้ ตั้งข้อสังเกตว่า ท่าทีที่ไม่ชัดเจนของรัฐบาลไทยในมาตรการรับมือโควิด-19 ทำให้เกิดความสับสนในหมู่ประชาชน เช่น มาตรการตรวจคัดกรองและควบคุมบุคคลที่เดินทางกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง อนึ่ง ที่พอจะดูก้าวหน้าอยู่บ้างคือฝ่ายของ กระทรวงแรงงาน โดยเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ในเกาหลีใต้ แปลมาตรการป้องกันและรับมือจากภาษาเกาหลีเป็นภาษาไทยเผยแพร่ให้แรงงานได้รับทราบ
“รัฐบาลของเราไม่ชัดเจน สมมุติคุณจะไม่กัก คนที่กลับบ้านได้ถ้าต้องกักในบ้านต้องทำอย่างไรบ้าง ถ้าอาการเกิดขึ้นต้องติดต่อใคร นึกออกไหม คือมันต้องชัดเจนทุกเรื่อง โดนกักก็ต้องกักแบบไหน ใครเป็นคนมาดูแล อะไรอย่างนี้ประเมินอย่างไรว่า 14 วันผ่านแล้วไม่มีปัญหาแล้ว มันต้องชัดเจนทุกอย่าง ถ้ามองปัญหาจริงๆ ปัญหาคือรัฐบาลมากกว่า” ดนย์ ระบุ
ดนย์ กล่าวต่อไปว่า แต่สิ่งที่เป็นห่วงมากกว่า คือ “การปล่อยให้เกิดการทะเลาะกันบนโลกออนไลน์เพราะนำไปสู่กระแสตีตราและเลือกปฏิบัติ” ทั้งนี้ตนได้พูดคุยกับคนไทยในเกาหลีใต้ก็มีบางคนบอกว่าถ้าจะกลับประเทศไทยคงกลับแบบเงียบๆ ไม่เปิดเผยตัวหรืออีกทางหนึ่งอาจมีบางส่วนแสดงออกในเชิงประชดประชันกระแสตีตราดังกล่าว ซึ่งไม่ว่าทางไหนก็ส่งผลให้การควบคุมการระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ทำได้ลำบากยิ่งขึ้น
ดังนั้นแล้วรัฐบาลต้องประกาศมาตรการให้ชัดเช่น สำหรับผู้เดินทางมาจากเกาหลีใต้ต้องทำอะไรอย่างไรบ้าง อย่างไรก็ตาม “ไม่อยากให้สังคมไทยเพ่งเล็งไปที่แรงงานผีน้อยเพียงกลุ่มเดียว แต่ต้องใช้มาตรการเดียวกันกับทุกคนที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงด้วย” เรื่องนี้รัฐบาลก็ต้องดำเนินการในขั้นตอนเดียวกันเพราะ “โรคติดต่อติดได้ทุกคน” ไม่ใช่ติดได้เฉพาะกับแรงงานเท่านั้น
“มันจะมีผลลัพธ์ออกมา 2 แบบ อย่างแรกคือมีคนที่ปิดตัว อย่างที่ 2 คือ มีคนที่เหมือนอารยะขัดขืน ต่อต้านขึ้นมาเลย เหมือนกับคนที่กลับมาแล้วไปกินหมูกระทะโพสต์เฟซบุ๊ค อะไรอย่างนี้ ทั้ง 2 รูปแบบทำให้คนเลือกที่เหมือนกับว่าทำอะไรต่อต้านสิ่งที่มันควรจะเป็น ที่รัฐบาลหรือคนทั่วไปอยากให้ทำ ก็เหมือนกับต่างคนต่างเหยียด แต่จังหวะของโรคระบาดมันเป็นโรคที่เป็นผลกระทบในภาพรวม ฉะนั้นจังหวะนี้การทะเลาะกันมันต้องทำให้เกิดความร่วมมือในภาพรวม ตอนนี้มันต้องหยุดตรงนี้เหมือนกัน หยุดการทะเลาะในภาพรวม ต้องเบาๆ ทั้งคู่” ดนย์ กล่าว
ขณะที่ ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ นักวิชาการด้านแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า การเดินทางไปทำงานอย่างผิดกฎหมายในเกาหลีใต้โดยใช้วิธีไปกับกรุ๊ปทัวร์ มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการเดินทางไปทำงานตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ประกอบกับเมื่อมีคนไปแล้วอยู่อาศัยและทำงานได้ ก็มีการชักชวนญาติสนิทมิตรสหายที่รู้จักกันให้เดินทางไปบ้าง และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะลดจำนวนแรงงานผีน้อยเหล่านี้ เพราะผู้ประกอบการในเกาหลีใต้เองก็มีความต้องการแรงงานสูงเช่นกัน
“มันก็มีทุกแห่ง ที่ไหนมี SME (ธุรกิจขนาดกลาง-ขนาดย่อม) ที่ไหนมีการเกษตร เพราะคนเกษตรเขาก็เหลือน้อยมากแล้ว เขาก็ต้องการพวกเราไปทำงานพวกนี้ไปปลูกผักบ้าง ทำงานตัดเย็บเสื้อผ้าบ้าง ก่อสร้างบ้าง สังเกตว่าเราจะอยู่ตามเกาะตามพื้นที่ที่ไกลจากเมืองหลวง บางทีเขาก็หรี่ตานิดหน่อยเพราะเขาขาดแคลนคน ทีนี้เราจะลดได้อย่างไรในเมื่องานในบ้านเรามันไม่มีที่จ่ายขนาดนั้น
อันนี้ก็เป็นความหวังของคนยากคนจนเขา เขามีหนี้มีสินในครอบครัว บางทีเขาก็ไม่อยากไปไกลบ้านไกลช่อง แต่ไปอย่างนั้นมันทำให้โอกาสชีวิตเขาดีขึ้นเร็วขึ้น เขาประหยัดจริงๆ มีเงินออมกลับมา 2-3 ปี ก็ใช้หนี้เก่าได้แล้ว งานมันก็ยังเป็นแหล่งจูงใจ เขาเรียกว่ามันมีทั้งปัจจัยดึง-ปัจจัยผลัก ความยากจนผลักไป โอกาสได้งานทำที่เงินเดือนเป็นปัจจัยหนึ่ง มันก็สมประโยชน์ มันก็เป็นเรื่องยากไม่ใช่เรื่องปกติ คนผิดกฎหมายไม่ได้มีเฉพาะเกาหลี มันมีทุกประเทศ” นักวิชาการด้านแรงงาน TDRI ให้ความเห็น
สอดคล้องกับเรื่องเล่าจาก สมาน เหล่าดำรงชัย นักวิจัยอาวุโส ศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะนักวิชาการอีกรายที่เคยไปทำงานวิจัยแรงงานผีน้อยในเกาหลีใต้ ระบุว่า กิจการที่ขาดแคลนแรงงานอย่างมากในเกาหลีใต้เพราะชาวเกาหลีไม่นิยมทำ คืองานกรรมกรในโรงงานอุตสาหกรรม งานแรงงานในภาคเกษตร งานลูกจ้างในครัวตามร้านอาหารงานแม่บ้านทำความสะอาดในโรงแรม
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ “เมื่อคนในท้องถิ่นมีการศึกษาสูงขึ้นมักเลือกไม่ทำงานบางประเภทเพราะมองว่าเป็นงานหนักแต่ได้ค่าตอบแทนน้อย” อยากจะไปทำงานอื่นที่รายได้สูงกว่าและสภาพการทำงานสบายกว่า เช่น งานในสำนักงาน (Office) ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นทั่วไปในประเทศกลุ่มเอเชียตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน หรือแม้แต่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างประเทศไทยเองที่คนไทยก็ไม่นิยมทำงานบางประเภท จึงต้องนำเข้าแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เมียนมา (พม่า) ลาว และกัมพูชา เข้ามาทดแทน
นอกจากอาชีพข้างต้นแล้ว “พนักงานนวด” ก็เป็นแรงงานอีกส่วนที่มีความต้องการอย่างมากในเกาหลีใต้ “แม้ในทางกฎหมายของเกาหลีใต้ ระบุว่า งานนวดเป็นอาชีพสงวนสำหรับผู้พิการทางสายตา แต่ในความเป็นจริงแทบไม่มีคนเกาหลีทำอาชีพนี้” เพราะการนวดแก้อาการปวดเมื่อยร่างกายเป็นทักษะที่ต้องได้รับการฝึกฝน แต่คนเกาหลีเองก็ไม่มีความชำนาญในด้านนี้มากเท่าคนไทย สามารถจับเส้นลงน้ำหนักเป็น จึงมีความต้องการนำเข้าพนักงานนวดจากประเทศไทยสูงมากในตลาดแรงงานของเกาหลีใต้
“เขาจะมีการแชร์กันทางเฟซบุ๊คว่าเกาหลีใต้ตอนนี้มีงานนวดนะ จะมาไหม เขาต้องการ 10 คน เขาก็แชร์ไปให้เพื่อนเขา ค่าจ้าง 3 หมื่น (บาท) อย่างต่ำ มีทิปแขกด้วย แต่ถ้าใจกล้าไปขายตัว (ขายบริการทางเพศ) จะได้เป็นแสน ถามว่าเกาหลีเขามีสถานบริการอย่างนั้นไหม มีเหมือนกัน แต่ทีนี้เวลานวดร่างกายมันสัมผัส บางทีมันก็ไปตามน้ำ อีกอย่างการพูดจาของคนไทยคนเกาหลีชอบ
ทำไมคนไปทำงานกันเยอะ ค่าจ้างเป็นอันดับ 1 จูงใจให้คนอยากไปทำงานมาก ก็อย่างที่เห็นในสื่อออนไลน์ (Social Media) ว่าผีน้อยมาเยาะเย้ย ฉันทำงานวันละ 2,000 เธอยังวันละ 300 แต่ผมกำลังเขียนบทความว่าค่าจ้าง (ในเกาหลีใต้) มันสูงก็จริง แต่มันมีหลายอย่างที่ส่งผลต่อจิตใจของคนที่ไปทำงานที่นั่น ไม่ได้อยู่กับครอบครัว เสี่ยงต่อการถูกบังคับใช้แรงงานจากนายจ้าง บางทีก็ถูกหักค่าจ้าง จ่ายค่าจ้างไม่ตรงก็มี
เคยไปเก็บข้อมูล มีคนไทยไปร้องขอความช่วยเหลือจากสถานทูตไทย เป็นผู้หญิงไทยที่ถูกบังคับค้าประเวณี” สมาน ระบุ
เมื่อถามต่อไปว่า “เหตุใดคนไทยนิยมไปทำงานอย่างผิดกฎหมายในเกาหลีใต้ทั้งที่ช่องทางถูกกฎหมายก็มีอยู่” นักวิชาการผู้นี้ ให้เหตุผลว่า “ปัญหาอยู่ที่กระบวนการส่งตัวแรงงานไปทำงานล่าช้า” โดยจากการสอบถามแรงงานไทยที่ไปทำงานอย่างถูกกฎหมายในเกาหลีใต้ พบว่าแม้จะผ่านขั้นตอนต่างๆ ที่กำหนด เช่น การทดสอบภาษาเกาหลีเบื้องต้นแล้วยังต้องรออีก 6 เดือนกว่าจะได้เดินทางไปทำงานจริงบางรายรอนานถึง 2 ปีก็มี ในขณะที่ “การเดินทางผ่านนายหน้าแม้จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าแต่ไปได้รวดเร็วกว่ามาก” บางครั้ง 5 วันก็ได้เดินทางแล้ว
ดังนั้นจากที่ผ่านมากว่า 10 ปี จึงได้เสนอมาตลอดว่า ต้องยกเลิกกฎหมายที่ห้ามกระทรวงแรงงานส่งแรงงานไปทำงานในต่างประเทศแข่งกับบริษัทจัดหางานของเอกชน แล้วจัดตั้งหน่วยงานอิสระขึ้นมาดูแลการส่งออกแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศให้คล่องตัวขึ้น เชื่อว่ารัฐบาลไทยสามารถเจรจากับประเทศปลายทางที่ก็ขาดแคลนแรงงานอยู่แล้วให้ยอมรับแรงงานจากไทยในจำนวนที่เพิ่มขึ้นได้ เพราะเท่าที่สอบถามหน่วยงานภาครัฐในเกาหลีใต้ ก็ได้ข้อมูลว่าการตามจับแรงงานเถื่อนก็ทำได้ยากลำบากเช่นกัน
“กระทรวงแรงงานควรร่วมมือกับรัฐบาลเกาหลีในการเพิ่มตลาดแรงงานในอาชีพใหม่ เช่น นวดแผนไทย เกาหลีเขาล็อกไว้สำหรับคนพิการสายตา ถ้าเกาหลีใต้สามารถแก้กฎหมายให้คนต่างชาติเข้าไปทำกิจการนี้ได้ รับรองคนที่ผิดกฎหมายผุดขึ้นมาทำถูกกฎหมายแน่นอน เพราะถ้าถูกกฎหมายก็จะได้สถานะที่ดีขึ้น ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเกาหลีด้วย ประเด็นนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลไทยด้วยว่าจะกล้าเผชิญการเจรจานี้หรือไม่” สมาน ยกตัวอย่าง
กลับมาที่ประเด็นทัศนคติของสังคมไทยต่อแรงงานเพื่อนร่วมชาติที่อพยพไปทำงานต่างแดนอย่างผิดกฎหมาย ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ให้ข้อคิดดังนี้ 1.แรงงานข้ามชาติคือ
ผู้เติมเต็มในส่วนที่ขาด ในประเทศที่คนท้องถิ่นไม่นิยมทำงานประเภท “3D” ประกอบด้วย Dirty (สกปรก) Difficult (ยากลำบาก) Dangerous (อันตราย) ดังนั้นประเทศนั้นๆ ก็มักจะอะลุ้มอล่วยกับแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาอย่างผิดกฎหมาย
อาทิ ในประเทศไทยที่มีแรงงานเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายจำนวนมากเช่นกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะทางการก็มักจะออกประกาศให้นายจ้างนำแรงงานไปขึ้นทะเบียนซึ่งนำไปสู่การทำแรงงานกลุ่มนี้ให้ถูกกฎหมาย 2.รัฐบาลไทยไม่สามารถละเมิดสิทธิการเดินทางโดยไม่มีเหตุอันสมควรได้ เรื่องนี้มีการรับรองไว้ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการปฏิเสธไม่ให้ผีน้อยชาวไทยกลับประเทศย่อมทำไม่ได้
เช่นเดียวกัน “การที่คนไทยบางส่วนเสนอว่าควรออกกฎหมายห้ามคนมีประวัติลักลอบไปทำงานในต่างแดนเดินทางออกนอกประเทศก็เป็นการเสนอแบบไม่สมเหตุสมผล” เพราะการเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายไม่ใช่อาชญากรรมร้ายแรง 3.ในบางประเทศถือว่าคนที่ไปทำงานต่างแดนคือผู้หารายได้เข้าประเทศเสียด้วยซ้ำไป เช่นที่ ฟิลิปปินส์มีหน่วยงานพิเศษดูแลประชาชนที่ไปทำงานในต่างประเทศอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
“คนที่มีทัศนคติแบบนี้จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นมันสะท้อนให้เห็นถึงอคติ ซึ่งมันก็คือการเหยียดชาติพันธุ์ด้วยรูปแบบหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นไม่ว่าจะมีการระบาดของโควิด-19 หรือไม่มีก็ตาม สังคมไทยเป็นสังคมที่ต้องก้าวข้ามพ้นการเหยียดเชื้อชาติให้ได้ ประเทศที่มีอารยะเขาก้าวข้ามพ้นเรื่องพวกนี้ การเหยียดชนชั้นก็คือการเหยียดชาติพันธุ์อีกรูปแบบหนึ่ง ชาติพันธุ์มันรวมถึงการเหยียดผิว ชนชั้น ชาติพันธุ์ อันนี้เป็น Racism หมด หรือเอาเงื่อนไขความ
แตกต่างด้านเชื้อชาติ ศาสนา ฐานะ” อาจารย์ไชยณรงค์ กล่าวในท้ายที่สุด
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี