546.jpg
‘เราไม่ทิ้งกัน’บทเรียนของภาครัฐ  ‘เยียวยาประชาชน’วิธีคิดต้องเปลี่ยน

‘เราไม่ทิ้งกัน’บทเรียนของภาครัฐ ‘เยียวยาประชาชน’วิธีคิดต้องเปลี่ยน

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปิดรับลงทะเบียนไปแล้วสำหรับมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐบาล กรณีการสั่ง “ล็อกดาวน์(Lockdown)” ปิดสถานที่ต่างๆ เพื่อตัดกิจกรรมการรวมตัวของผู้คน อันเป็นช่องทางแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 (COVID-19) โดยข้อมูลจาก กระทรวงการคลัง ระบุว่า ยอดการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ “www.เราไม่ทิ้งกัน.com” ณ วันที่
22 เม.ย. 2563 อันเป็นวันสุดท้ายที่เปิดให้ใช้สิทธิ์ พบว่า มีผู้ลงทะเบียนสะสมรวม 28.8 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลารวม 26 วัน ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 28 มี.ค. 2563 จนถึงเวลา 23.59 น. ของวันที่ 22 เม.ย. 2563 ที่รัฐบาลเปิดให้ลงทะเบียนโครงการเราไม่ทิ้งกันนั้น มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย โดยเฉพาะความ
ไม่พอใจของประชาชนที่ถูกระบบตัดสิทธิ์ด้วยเหตุผลแปลกๆ เช่น ไม่เคยทำนาทำไร่แต่ถูกชี้ว่าเป็นเกษตรกร หรือเรียนไปทำงานก็ถูกตัดสิทธิ์เพราะมีสถานะเป็นนักศึกษานำไปสู่การชุมนุมประท้วงที่กระทรวงการคลังช่วงกลางเดือนเม.ย. 2563 ที่ผ่านมา ทั้งที่วิกฤติครั้งนี้มีผู้เดือดร้อนจำนวนมาก


ผศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวถึงผลสำรวจเรื่อง “คนจนเมืองในภาวะวิกฤติโควิด-19” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการวิจัยคนจนเมืองที่เปลี่ยนไปในสังคมเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง” ว่า มีกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม 507 คน เป็นหญิงร้อยละ 58.78 เป็นชาย ร้อยละ 38.86 อื่นๆ ร้อยละ 2.37 อายุเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างอยู่ที่ 50 ปี กระจายใน 18 จังหวัด แต่ร้อยละ 44.77 หรือเกือบครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งสอดคล้องกับความเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดของไทย

โครงการวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ส่วนผลสำรวจข้างต้น ทำการสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างระหว่างวันที่ 9-12 เม.ย. 2563 พบว่า 1.อาชีพของคนจนเมือง 4 อันดับแรกได้แก่ อันดับ 1 ร้อยละ 29 รับจ้างรายเดือนแต่เป็นแรงงานนอกระบบไม่ได้อยู่ในสวัสดิการประกันสังคม อันดับ 2 ร้อยละ 24 รับจ้างรายวัน และอันดับ 3 ร้อยละ 22 ค้าขาย เช่น หาบเร่แผงลอยหรือร้านขายของชำ และอันดับ 4 ร้อยละ 13 อาชีพอิสระ เช่น ช่างแขนงต่างๆ

2.แม้จะเป็นคนจนแต่ก็ใส่ใจป้องกันตนเองจากโรคระบาด กลุ่มตัวอย่างถึงร้อยละ 89.90 ระบุว่า สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าทุกครั้งที่ออกจากบ้าน นอกจากนี้ ร้อยละ 44.27 ระบุว่า พกเจลแอลกอฮอล์ล้างมือทุกครั้งที่ออกจากบ้าน ซึ่งสาเหตุที่มีจำนวนน้อยกว่าหากเทียบกับการสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า อาจเป็นเพราะเจลแอลกอฮอล์มีราคาแพงกว่าหน้ากาก

3.คนจนมีข้อจำกัดในการกักตนเองในบ้านหากเป็นผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อ โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 43.79 ระบุว่า
ในบ้านไม่มีพื้นที่ให้กักตัว ที่เหลือแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือร้อยละ 29.78 บอกว่าที่บ้านมีความพร้อม กับร้อยละ 26.43 ระบุว่า โดยสภาพบ้านแล้วไม่พร้อมแต่ยังสามารถดัดแปลงได้ ดังนั้น “ภาครัฐต้องจัดสถานที่กักตัวรองรับคนกลุ่มนี้” เพื่อไม่ให้แพร่เชื้อไปสู่คนอื่นๆ ในครัวเรือน

4.คนจนได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ อย่างมากจากมาตรการล็อกดาวน์ เนื่องจากรัฐบาลออกประกาศสั่งปิดสถานที่ต่างๆ โดยไม่ได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือไว้ซึ่งผลการสำรวจระบุผลกระทบดังนี้ อันดับ 1 ร้อยละ 18.87 คนเป็นลูกจ้างถูกนายจ้างสั่งให้หยุดงาน อันดับ 2 ร้อยละ 18.44 ผู้ประกอบอาชีพอิสระ เช่น ขับแท็กซี่ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง มีผู้ใช้บริการน้อยลง

อันดับ 3 ร้อยละ 18.22 ผู้ประกอบอาชีพค้าขายมีรายได้ลดลงเพราะมีลูกค้าน้อยลง รวมถึงถูกจำกัดพื้นที่ค้าขาย และอันดับ 4 ร้อยละ 18 ยังมีงานทำ แต่เวลาทำงานลดลง นอกจากนี้ “กลุ่มตัวอย่างเกือบ 2 ใน 3 หรือร้อยละ 60.24 รายได้ลดลงเกือบทั้งหมด” รองลงมา ร้อยละ 31.21 รายได้ลดลงครึ่งหนึ่ง มีเพียงร้อยละ8.55 ที่ระบุว่ารายได้ยังเท่าเดิม ทั้งนี้ รายได้เฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างก่อนเกิดวิกฤติไวรัสโควิด-19 อยู่ที่ 13,397 บาทต่อเดือน

“50 กว่าเปอร์เซ็นต์ มีปัญหาเรื่องหนี้สิน ไม่มีเงินจ่ายหนี้สิน เรารู้ว่าคนจนที่ประกอบอาชีพเป็นแรงงานนอกระบบ บางทีรายได้ไม่พอก็จะหมุนเงิน ทั้งหนี้นอกระบบ หนี้รถจักรยานยนต์ (มอเตอร์ไซค์) รวมถึงรถปิกอัพ (รถกระบะ) ถึง 54% แล้วก็ต่อมาเนื่องจากเราไปถามในช่วงที่วิกฤติมันเกิดมาจำนวนหนึ่งแล้ว มีคนจำนวนหนึ่งก็บอกว่าเงินแทบจะไม่เหลือแล้ว เกือบๆ 30 เปอร์เซ็นต์ ผมก็สงสัยว่าคนพวกนี้เขาอยู่ได้อย่างไร ก็พบว่าเป็นภาคประชาชนที่ช่วยเหลือกัน บริษัท เอกชน ห้างร้านก็เอาข้าวไปส่งตามชุมชนบ้างวัดจัดอาหารให้บ้าง” อาจารย์บุญเลิศ ระบุ

5.คนจนไม่สามารถ “อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ” ได้ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 79 ระบุว่า “อาชีพที่ตนเองทำนั้นไม่สามารถปรับตัวมาทำงานที่บ้าน (Work from Home) ได้”ข้อเท็จจริงนี้จึงเป็นการตอกย้ำว่า คนจนเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากมาตรการของรัฐที่จำกัดการออกไปทำงานนอกบ้านคนจนต่างจากชนชั้นกลางหรือผู้ประกอบอาชีพอื่นที่สามารถปรับตัวจากการทำงานในสำนักงานโดยเครื่องมือสารสนเทศทำงานที่บ้านได้

6.คนจนมีความยากลำบากในการเข้าถึงมาตรการเยียวยาของรัฐ เช่น การขอรับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาทเป็นเวลา 3 เดือนกรณีเป็นแรงงานนอกระบบ โดยลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.เราไม่ทิ้งกัน.com แบ่งเป็น 2 กลุ่มที่พยายามลงทะเบียน ประกอบด้วย ร้อยละ 51.87 ลงทะเบียนสำเร็จ กับร้อยละ 14.60 ลงทะเบียนแต่ไม่สำเร็จ กับอีก 2 กลุ่มที่ไม่ลงทะเบียน คือร้อยละ 28.99 ให้เหตุผลว่าไม่เข้าเกณฑ์ในโครงการนี้เพราะว่างงานมาก่อนแล้วบ้าง ยังทำงานประจำโดยมีสิทธิประกันสังคมบ้าง กับร้อยละ 4.54 ให้เหตุผลว่า ไม่ทราบวิธีการและช่องทาง

แต่เมื่อไปดูผล พบว่าหากคิดเฉพาะคนจำนวนที่ลงทะเบียนสำเร็จมีเพียงร้อยละ 21.29 ได้รับการอนุมัติว่าผ่านเกณฑ์ได้รับความช่วยเหลือ ส่วนอีกร้อยละ 12.93 ไม่ผ่านการพิจารณา โดยที่ “ร้อยละ 65.78 ของผู้ที่ลงทะเบียนขอรับสิทธิสำเร็จที่ตอบแบบสอบถามยังอยู่ระหว่างรอผลการสำรวจ” สะท้อนให้เห็นว่า มาตรการเยียวยาของรัฐออกมาล่าช้า ไม่ทันการณ์กับความเดือดร้อนของคนจน

ไม่ต่างจากมาตรการ “พักชำระหนี้สิน” พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 44.40 ระบุว่า ได้รับประโยชน์ ส่วนร้อยละ 25.49ระบุว่า ไม่มีหนี้ อย่างไรก็ตาม “มีกลุ่มตัวอย่างเกือบ 1 ใน 3 หรือร้อยละ 30.11 ระบุว่า ไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการพักหนี้เนื่องจากเป็นหนี้นอกระบบ” ดังนั้นมาตรการบรรเทาหนี้สินให้กับประชาชนที่ดำเนินมาและที่ภาครัฐกำลังจะดำเนินการในอนาคต ต้องคำนึงถึงคนจนที่ไม่มีหลักประกันและไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบได้ การจัดสรรเงินทุนให้องค์กรชุมชนเป็นผู้ดำเนินการจะทำให้คนจนเมืองเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ง่ายกว่า

“ผมอยากจะเล่าสักกรณีหนึ่งถึงมาตรการที่ออกมาไม่ทันการณ์ ผมไปสัมภาษณ์เอง ชุมชนแออัดแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากหัวลำโพง คุณป้า 2 คน อายุ 63 และ 67 ปี เป็นผู้เช่าห้องเล็กๆ อยู่ในชุมชนแห่งนั้น ประกอบอาชีพรถเข็นขายน้ำ ตั้งอยู่ที่ชานชาลาในสถานีรถไฟหัวลำโพง แต่ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2563 รถไฟหยุดให้บริการสายยาวๆ ดังนั้นหัวลำโพงก็ปิดโดยปริยาย ป้าไม่ได้ขายของจึงไม่มีรายได้ คนหนึ่งเป็นผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหลานดูแล อีกคนหนักกว่าเพราะไม่เพียงไม่มีลูกหลานดูแล หากแต่ยังต้องดูแลลูกสาวซึ่งพิการ

นี่เป็นชีวิตที่ยากลำบากจริงๆ ผมไปชุมชนมา ป้าทั้ง 2 กำลังถูกเจ้าของบ้านออกปากว่าถ้ายังไม่มีเงินมาอีกก็จะต้องไล่ออกจากห้องเช่า ป้าบอกกับผมว่าแต่ก่อนป้าไม่ลงทะเบียนชิม-ช็อป-ใช้ แต่เที่ยวนี้โทรศัพท์ที่เรียกว่าสมาร์ทโฟนป้าก็ไม่มี
ป้าก็บอกขอให้คนอื่นช่วยลงให้เถอะ เพราะลำบากจริงๆ คนกลุ่มนี้เป็นคนที่เดือดร้อนมากๆ ชีวิตมีรายได้วันต่อวัน แต่ว่ากลับได้รับความช่วยเหลือที่ล่าช้ามาก ดังนั้นเงิน5,000 บาท ที่รัฐบาลประกาศจะให้เขามันจำเป็นมากๆ แต่ไปถึงเขาแทบจะไม่ทันการณ์”อาจารย์บุญเลิศ กล่าว

ขณะที่ รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ให้ความเห็นว่า “มาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลควรเป็นการคัดคนออกไม่ใช่คัดคนเข้า” เห็นได้จากโครงการเราไม่ทิ้งกันมีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์จำนวนมากทั้งที่คนส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบอย่างมาก “หากใช้ระบบคัดคนออก จะมีคนที่ไม่ผ่านเกณฑ์เพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น และเป็นคนที่ได้รับผลกระทบน้อยหรือไม่ได้รับผลกระทบ” เช่น ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ประจำของรัฐ รวมถึงพนักงานบริษัทเอกชนที่ยังไม่ถูกลดรายได้ลง เป็นต้น

ทั้งนี้ ข้อมูลจากรายงาน การสำรวจแรงงานนอกระบบ พ.ศ.2562 ซึ่งจัดทำโดย สำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า คนไทยที่มีงานทำมีอยู่ประมาณ 37 ล้านคน แบ่งเป็นแรงงานในระบบ (กลุ่มที่มีสวัสดิการแรงงาน เช่น สวัสดิการข้าราชการหรือประกันสังคม) ประมาณ 17 ล้านคน กับแรงงานนอกระบบ (ผู้มีงานทำแต่ไม่มีสวัสดิการแรงงานไม่ว่าประเภทใดๆ) ประมาณ 20 ล้านคน “การกระจายเงินช่วยเหลือออกไปให้กว้างที่สุดแม้จะมีคนที่ไม่สมควรได้หลุดรอดเข้ามาบ้างก็คงเป็นส่วนน้อย” ดีกว่าใช้ระบบคัดเข้าที่ทำให้ผู้เดือดร้อนจริงๆ จำนวนมากถูกตัดสิทธิ์

“อันหนึ่งที่คิดว่าเป็นปัญหาคือการใช้เอไอ (AI-ปัญญาประดิษฐ์) มาช่วยคัดกรองข้อมูล ซึ่งก็ไม่รู้ว่าตั้งเกณฑ์ไว้อย่างไรบ้าง จากการลงเก็บข้อมูล พบข้อมูลบางอย่างซึ่งเป็นเรื่องที่ฟังแล้วก็ประหลาดใจเช่น คุณสมบุญ คงคา ประธานเครือข่ายสลัม 4 ภาค ต้องการเพิ่มพูนความรู้เลยไปเรียน กศน. (การศึกษานอกโรงเรียน) เอไอก็ไปจัดกลุ่มว่าเป็นนักเรียน-นักศึกษา จึงไม่เข้าเกณฑ์ได้รับเงิน 5,000 บาท

คือดูเหมือนรัฐบาลจะเชื่อในระบบคัดกรองของปัญญาประดิษฐ์มาก ปัญหาคือถ้าเรายังไม่มีฐานข้อมูลที่กว้างขวางและละเอียดอ่อนเพียงพอ สิ่งที่เรียกว่าเอไอมันจะคัดคนจำนวนมากออกไป อันนี้เป็นกรณีที่มีตัวอย่างเกิดขึ้นให้เห็นอยู่หลายกรณี ที่ผมพูดถึงเป็นกรณีตัวอย่างหนึ่งในท่ามกลางหลายๆ ตัวอย่างที่เกิดขึ้น” หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มช. กล่าว

รศ.สมชาย ยังกล่าวถึงการที่ “รัฐบาลตั้งงบประมาณ 4 แสนล้านบาท สำหรับฟื้นฟูเศรษฐกิจ” หลังวิกฤติไวรัสโควิด-19 เริ่มคลี่คลายลง ว่า “รัฐต้องให้กลไกระดับชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วม” ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) องค์กรชุมชน ตลอดจนคณะกรรมการกองทุนชุมชนและหมู่บ้าน เพราะบทเรียนในอดีตพบว่าหากใช้แต่หน่วยงานภาครัฐฝ่ายเดียว งบประมาณมักเข้าไม่ถึงชาวบ้านที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ

การใช้สิ่งที่เรียกว่า “สถาบันทางสังคม” น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การกระจายทรัพยากรไปสู่คนที่ได้รับผลกระทบมันมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น!!!

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top