546.jpg
เหมือง-สารหนู-เด็กLD

เหมือง-สารหนู-เด็กLD

วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ภาวะความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities-LD) หมายถึงอาการที่เด็กมีระดับสติปัญญา (IQ) ปกติ แต่มีปัญหาพัฒนาการด้านการอ่าน การเขียน และการคิดคำนวณ ต่ำกว่ามาตรฐานของเด็กวัยเดียวกัน ซึ่งมีสาเหตุได้จากหลายปัจจัยทั้งความผิดปกติของสมอง พันธุกรรมกรณีที่มีบรรพบุรุษมีภาวะ LD รวมถึงการได้รับสารพิษประเภทโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ปรอท สารหนู ในปริมาณที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

บ่ายวันที่ 24 ก.ย. 2563 ที่ผ่านมา ที่สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล (ศาลายา) มีการจัดงานแถลงข่าว “ผลของการฟื้นฟูสมองด้านทักษะการเรียนรู้ของเด็กในพื้นที่เสี่ยงสารโลหะหนัก : 3 ปี หลังหยุดประกอบการเหมืองทอง” ซึ่งเป็นผลมาจากกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาใช้อำนาจพิเศษในช่วงที่เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลทหารคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามมาตรา 44 ออกคำสั่ง คสช. ที่7/2559 สั่งเหมืองทองคำหยุดประกอบกิจการ และกลายเป็นประเด็นการเมืองมาจนถึงปัจจุบัน


แต่สำหรับมุมมองคนทำงานด้านสุขภาพแล้ว รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผอ.สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ทำถูกต้องแล้วที่สั่งปิดเหมืองไว้ก่อน “การสั่งปิดเหมืองก็เพียงปิดไว้ชั่วคราว เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงในประเด็นผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนที่อยู่อาศัยใกล้กับเหมือง รวมถึงหามาตรการป้องกันผลกระทบหากเหมืองจะกลับมาเปิดใหม่อีกครั้ง” เพื่อหาจุดสมดุลใหม่ระหว่างการประกอบกิจการและสุขภาพของประชาชนให้ชัดเจน

“สารหนู (Arsenic)” เป็นโลหะหนักที่พบได้ในธรรมชาติ เช่น ในดินชั้นลึกซึ่งจะผุดขึ้นมาเมื่อมีการประกอบกิจกรรมที่ต้องขุดดินขึ้นมา สารหนูมี 2 แบบ คือ สารหนูอินทรีย์ ที่สามารถพบในอาหารทะเล กับ สารหนูอนินทรีย์ โดยในปี 2559 ศูนย์วิจัยเพื่อความปลอดภัยในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้เข้าไปตรวจสอบสารหนูอนินทรีย์โดยเฉพาะ กับเด็กนักเรียนชั้น ป.4-ป.6 ที่โรงเรียน 6 แห่ง ในชุมชนใกล้เหมือง จำนวน 200 คน พบว่า ร้อยละ 36.1 ของกลุ่มตัวอย่าง มีสารหนูอนินทรีย์เกินกว่า 35 ไมโครกรัม/เดซิลิตร ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานปกติ

แต่ในปี 2562 เมื่อไปตรวจซ้ำที่โรงเรียนเดิมและระดับชั้นเดิม แม้ว่าจะไม่ใช่นักเรียนคนเดิมกับที่ตรวจเมื่อ 3 ปีก่อน แต่ก็เป็นเด็กในพื้นที่ใกล้เหมืองเช่นกัน พบสารหนูอนินทรีย์ในเด็กเพียงร้อยละ 4.5 เช่นเดียวกับผลการตรวจสอบภาวะความบกพร่องทางการเรียนรู้หรือ LD ในปี 2559 พบภาวะ LD ในเด็ก ณ พื้นที่ดังกล่าวอยู่ที่ร้อยละ 38.9 ต่อมาในปี 2562 ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 22.2

ดังนั้นผลสรุปในเบื้องต้นคือในรอบ 3 ปีหลังปิดเหมือง 1.สารหนูที่พบในเด็กลดลงเกือบ 12 เท่า กับ 2.เด็กที่ระดับสติปัญญาปกติแต่มีปัญหาภาวะความบกพร่องทางการเรียนรู้ลดลงเกือบ 2 เท่า อย่างไรก็ตาม สารหนูดังกล่าวมาจากไหน การเพิ่มขึ้นและลดลงจะเกี่ยวข้องกับการเปิดและปิดเหมืองหรือไม่ เป็นประเด็นที่หน่วยงานที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมต้องติดตามตรวจสอบต่อไป

ในงานแถลงข่าวครั้งนี้ ยังมีการเผยแพร่รายงาน “สถานการณ์และผลการฟื้นฟูสมองด้านทักษะการเรียนรู้เด็กปี 2562” ที่ทำกับนักเรียนในโรงเรียนซึ่งอยู่ในชุมชนใกล้เหมืองชั้น ป.4-ป.6 จาก 6 โรงเรียน รวม 212 คน ประเมินทักษะ 4 ด้านทั้งการอ่าน การสะกดคำ ความเข้าใจประโยค และการคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์ พบว่า “ร้อยละ 81.6 ของกลุ่มตัวอย่างมีปัญหาทักษะข้างต้นมากกว่า 1 ด้าน” และพบทั้ง 4 ด้านร้อยละ 18.87 ส่วนอีกร้อยละ 18.4 ไม่พบปัญหาดังกล่าว โดยเด็กกลุ่มตัวอย่างมี IQ ตามเกณฑ์ปกติ ร้อยละ 59.4 และต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ
ร้อยละ 40.6

เมื่อเปรียบเทียบเฉพาะเด็กกลุ่มตัวอย่างที่มี IQ ปกติ ทั้งหมด 126 คน พบภาวะ LD อยู่ 28 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 22.22 ในจำนวนนี้ครึ่งหนึ่งมีปัญหาทักษะทั้ง 4 ด้าน “ปัจจัยที่อาจส่งผลซ้ำเติมต่อภาวะความบกพร่องทางการเรียนรู้ หรือ LD คือครอบครัว” ไม่ว่าจะเป็น “ด้านลบ” โดยการสำรวจในพื้นที่ที่เด็กกลุ่มตัวอย่างอาศัยอยู่ พบครอบครัวแหว่งกลางที่เด็กอยู่กับปู่ย่าตายายส่วนพ่อแม่ต้องไปทำงานนอกหมู่บ้าน ผู้ปกครองมีรายได้น้อย(ไม่เกิน 1 หมื่นบาท/เดือน) การศึกษาไม่สูง (ไม่เกิน ป.6) การเลี้ยงดูยังเน้นออกคำสั่งบังคับมากกว่าใช้เหตุผลให้เด็กรู้จักคิดเอง

อนึ่ง “พ่อแม่ของเด็กกลุ่มตัวอย่างจำนวนมากไม่รู้ว่าลูกมีปัญหาด้านการเรียน ซึ่งเมื่อไม่รู้ก็จะไม่นำไปสู่กระบวนการฟื้นฟู” นอกจากนี้ “พ่อแม่หลายคนคิดว่าบริเวณบ้านหรือชุมชนของตนไม่มีสารเคมี (ซึ่งอาจมาจากความไม่รู้) ทำให้ไม่ระมัดระวัง” ขณะที่ “ด้านบวก” ก็มีเช่นกัน กรณีพ่อแม่เข้าไปมีส่วนร่วมกับครูในการแก้ไขปัญหาพัฒนาการการเรียนรู้ของลูก รวมถึงเมื่อลูกทำผิดพ่อแม่ใช้วิธีการแนะนำให้แก้ไข

ผลการศึกษายังพบว่า “พ่อแม่และครูมีบทบาทสำคัญมากในการฟื้นฟูเด็ก LD” โดยคณะทำงานได้มอบผลการประเมินรายบุคคลให้ครูได้รู้ว่านักเรียนคนใดมีปัญหาด้านใด พร้อมกับให้ความรู้การดูแลเด็ก LD กับครู ตั้งแต่ความเข้าใจเด็ก LD ที่การสอนอาจต้องใจเย็นกว่าเด็กทั่วไป การทำสื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสมซึ่งรวมถึงความรู้ด้านสารพิษที่อาจพบในชุมชนด้วย ผลที่ได้คือเด็กนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมหลายคนบอกจะนำความรู้ที่ได้รับไปบอกต่อกับเพื่อน รุ่นน้อง และชุมชน ด้านการดูแลตนเองและสิ่งแวดล้อม

เมื่อผ่านไป 1 ภาคการศึกษา พบว่า ในภาพรวมค่าระดับสติปัญญา (IQ) เพิ่มขึ้น ก่อนการฟื้นฟูอยู่ที่ 85.43 และหลังฟื้นฟูเพิ่มเป็น 90.11 หรือจากต่ำกว่าปกติเป็นระดับปกติ ส่วนเด็กที่ IQ ต่ำกว่าปกติ ก่อนการฟื้นฟูอยู่ที่ 81.93 หลังฟื้นฟูเพิ่มเป็น 88.22 แม้ไม่ถึงระดับปกติแต่ก็ยังถือว่าดีขึ้น และเมื่อวัดผลเป็นรายด้าน ทั้งเด็ก
ที่มี IQ ต่ำกว่าปกติ และ IQ ปกติแต่มีภาวะ LD พบว่า 3 ใน 4 ด้าน(การอ่าน การสะกดคำ และความเข้าใจประโยค) เพิ่มขึ้นจากต่ำกว่า 90 คะแนน มาเป็น 90 คะแนนหรือสูงกว่า เว้นแต่การคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์ ที่แม้จะเพิ่มแต่ก็ยังไม่ถึงเกณฑ์ปกติ

บทสรุปของงานวิจัยในพื้นที่ตัวอย่างนี้ ทำให้ได้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการเผยแพร่ส่งต่อสู่สาธารณะ และหน่วยงานที่เป็นผู้กำหนดนโยบาย เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ สามารถนำไปขยายผลได้ในการฟื้นฟูเด็ก LD ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม ก่อนจะจบด้วยเรื่องเล่าความประทับใจของคณะทำงาน ที่ว่า“มีคุณครูอยู่ท่านหนึ่ง เขารู้ว่าเด็กกลุ่มนี้ก็คงจะไปไม่ไกลมาก อาจจะเรียนไม่สูง แต่ว่าอย่างน้อยเขาอ่านออกเขียนได้ เขาก็สามารถไปประกอบอาชีพ ดูแลตัวเองได้ไม่เป็นภาระของผู้อื่นแล้วก็ไม่เป็นปัญหาของสังคม”!!!

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top