วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569
เป็นหนึ่งในเรื่องที่ถกเถียงกันตลอดมาในสังคมไทยกับกรณี “ยกเลิกความผิดฐานค้าประเวณี” หรือการขายบริการทางเพศ (กรณีสมัครใจและอายุ 18 ปีขึ้นไป) ซึ่งปัจจุบัน มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ (Empower Foundation) องค์กรภาคประชาสังคม (NGO) ที่รณรงค์เรื่องสิทธิของผู้ขายบริการทางเพศและพนักงานในสถานบันเทิง กำลังรวบรวมรายชื่อประชาชนให้ครบ 1 หมื่นชื่อ ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 กำหนด เพื่อให้รัฐสภานำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณา
เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดเสวนาเรื่อง “แม่หญิง ชะนี และอีตัว : หลากมิติความเป็นหญิงในสังคมไทย” โดยภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งหนึ่งในวิทยากรผู้ร่วมเสวนาคือ กฤษณ์พชร โสมณวัตร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า หากย้อนมองประวัติศาสตร์ไทยกรณีรัฐเข้ามาควบคุมการขายบริการทางเพศ อาจเริ่มตั้งแต่ พ.ร.บ.ป้องกันสัญจรโรค ร.ศ.127(เทียบรัตนโกสินทร์ศก-ร.ศ. กับพุทธศักราช-พ.ศ. ปี ร.ศ.127 จะเท่ากับปี พ.ศ.2451) ที่กฎหมายของรัฐไทย (สยาม) ยังยอมรับการขายบริการทางเพศ
โดยเวลานั้นเรียกสถานบริการที่มีการค้าประเวณีว่า “โรงหญิงนครโสเภณี” ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ต้องขออนุญาตประกอบกิจการ และรัฐจะกำหนดข้อปฏิบัติ เช่น ต้องรักษาความสะอาด สถานที่ต้องปิดมิดชิด มีสัญลักษณ์เป็นโคมไฟติดไว้หน้าสถานบริการ (ส่วนใหญ่นิยมใช้โคมสีเขียว) หญิงขายบริการต้องได้รับการตรวจโรค เป็นต้น นอกจากนี้ ยังกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้าง (เจ้าของสถานบริการ) และลูกจ้าง (หญิงขายบริการทางเพศ) ไว้ด้วย เช่น เสื้อผ้าเครื่องประดับ สถานบริการต้องลงทุนจัดหาและห้ามเก็บเงินย้อนหลังกับหญิงบริการ
“ถึงจะถูกกฎหมายแต่ก็มีการ Stigmatization หรือตีตราบาปที่รุนแรงพอสมควร แล้วมีปัญหาตามมาค่อนข้างมาก เช่น ไม่มีใครอยากจะไปจดทะเบียน เพราะจดไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร แอบทำดีกว่า คนที่เป็นเจ้าของโรงโสเภณีก็ไม่ไปจดทะเบียนเช่นกัน เพราะเขารู้สึกว่าไปจดทะเบียนคือเปิดเผยข้อมูลต่อรัฐ เป็นการประณามตัวเอง คือความเป็นจริงของประเทศไทย สังคมไทย ก็บีบคั้นให้เขาทำไมต้องเปิดเผยกับเจ้าหน้าที่รัฐว่าเขาเป็น แล้วมันนำมาสู่การเลือกปฏิบัติบางอย่าง ฉะนั้นกฎหมายนี้จึงไม่ค่อย Function (ใช้ไม่ได้จริง)”อาจารย์กฤษณ์พชร กล่าว
โสเภณีกลายเป็นอาชีพผิดกฎหมายอย่างเป็นทางการ เมื่อมีการออก พ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 การขายบริการทางเพศเป็นสิ่งต้องห้ามและผู้ฝ่าฝืนจะมีโทษทางอาญาอย่างรุนแรง และต่อมาได้เปลี่ยนเป็น พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ซึ่ง อาจารย์กฤษณ์พชร อธิบายความแตกต่างระหว่างกฎหมาย 2 ฉบับ ว่า ในขณะที่กฎหมายปี 2503 มองผู้ขายบริการทางเพศเป็นอาชญากร กฎหมายปี 2539 นั้นมองผู้ขายบริการทางเพศเป็นเหยื่อ เป็นผู้ป่วย เป็นผู้อ่อนแอที่ต้องได้รับการรักษา
ทำให้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มีการเพิ่มกลไก คณะกรรมการคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ อนึ่ง มีข้อสังเกตว่า “สถานภาพของผู้ขายบริการทางเพศเกี่ยวข้องกับบริบททางการเมืองและสังคมของแต่ละยุคสมัย” เช่น ในยุคที่โสเภณียังไม่ผิดกฎหมาย ไทยหรือสยามกำลังอยู่ในช่วงปฏิรูปประเทศให้มีความสมัยใหม่ตามโลกตะวันตกกฎหมายอย่าง พ.ร.บ.ป้องกันสัญจรโรค ร.ศ.127 จึงออกมาโดยมีเจตนารมณ์เพียงควบคุมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และปรับภูมิทัศน์ของเมืองให้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยเท่านั้น
ต่อมาในปี 2503 ที่การขายบริการทางเพศถูกตีตราเป็นอาชีพผิดกฎหมาย จาก พ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 การเมืองไทยในเวลานั้นเป็นยุคเผด็จการทหารเต็มรูปแบบโดยมี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเชื่อว่าปัญหาทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ด้วยการสั่งการและควบคุม (Command& Control) กระทั่งในปี 2539 ที่เกิด พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ขึ้นมา การเมืองไทยกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ประชาธิปไตยเต็มใบ เพราะในอีก 1 ปีต่อมา รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ที่เรียกกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ได้ถูกประกาศใช้
“ถึงจะเสร็จปี 2540 แต่กระบวนการร่างมันเริ่มตั้งแต่หลัง พ.ศ.2535 สิทธิของคนกลุ่มต่างๆ ก็ถูกหยิบขึ้นมา แล้วก็คิดกับมันมากขึ้น แล้วก็ทำให้เกิด พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี ที่ถึงแม้มันจะไม่สมบูรณ์ แต่มันเปลี่ยนวิธีคิดจากการเป็นอาชญากรเต็มตัวไปสู่ทั้งความเป็นเหยื่อและความเป็นอาชญากร สถานภาพของหญิงโสเภณีสัมพันธ์กับการเมืองภาพใหญ่ค่อนข้างมาก เห็นได้ชัดเจนมากๆ ว่ามันมีความสัมพันธ์ตั้งแต่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รัฐเผด็จการยุคพัฒนา และช่วงรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540” อาจารย์กฤษณ์พชร ระบุ
นักวิชาการด้านกฎหมายผู้นี้ กล่าวต่อไปว่า พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 นอกจากอัตราโทษที่เบาลงกว่า พ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 แล้ว ยังมองว่า “ผู้ขายบริการทางเพศส่วนมากเป็นผู้ด้อยสติปัญญาและการศึกษา” จึงสมควรเปิดโอกาสให้มีการพัฒนาอาชีพ ขณะที่บรรดางานวิจัยทางวิชาการในเวลานั้น มักอธิบายว่า “ผู้ขายบริการทางเพศเป็นผู้ดูแลครอบครัวและได้รับการสนับสนุนจากบิดา-มารดา” ทำให้กฎหมายปี 2539 “กำหนดโทษบิดา-มารดา หรือผู้ปกครองที่รู้เห็นเป็นใจ” ให้เด็ก-เยาวชนในความดูแลไปขายบริการทางเพศด้วย
แต่อีกด้านหนึ่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ก็มี “ช่องโหว่” เช่น เมื่อตำรวจได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีการขายบริการทางเพศในสถานบริการแห่งหนึ่ง จึงทำการสืบสวนด้วยวิธี “ล่อซื้อ” จนนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดได้ เจ้าของหรือผู้จัดการสถานบริการมักอ้างว่า “หญิงขายบริการกับลูกค้าพูดคุยตกลงกันเอง ทางร้านไม่รู้ไม่เห็นอะไรด้วย” ทำให้แม้เจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าวต้องการเอาผิดบุคคลที่สนับสนุนการค้าประเวณีเพราะมองว่าแสวงหาผลประโยชน์จากผู้หญิง แต่ในทางปฏิบัตินั้นยากที่จะเอาผิดคนเหล่านี้ได้จริง
หรือแม้จะพยายามดำเนินคดีโดยอ้าง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 286 ว่าด้วยความผิดฐาน “ดำรงชีพโดยมีรายได้จากผู้ค้าประเวณี” ก็เคยมีคำตัดสินให้เจ้าของสถานบริการหลุดรอดจากความผิดนี้มาแล้ว ด้วยคำอธิบายว่า “แม้สถานบริการของจำเลยจะมีการค้าประเวณีและได้ส่วนแบ่งจากผู้ขายบริการทางเพศอยู่บ้าง แต่จำเลยก็มีรายได้ทางอื่นด้วยเช่นกัน” เนื่องจากจำเลยประกอบกิจการร้านอาหารที่มีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
นอกจากนี้ ยังเคยมีคำพิพากษาที่สะท้อนมุมมอง“ผู้ขายบริการทางเพศผิดทั้งศีลธรรมอันดี และเป็นบ่อเกิดของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เป็นอันตรายต่อสังคม” ทำให้แม้จำเลยจะอ้างภาระครอบครัวแต่สุดท้ายก็ไม่ได้รับการลดโทษ ที่น่าสนใจคือ “ในต่างประเทศมีการตั้งคำถามว่า การสร้างทัศนคติในแง่ลบต่อการขายบริการทางเพศนำมาซึ่งความรุนแรงในสังคมหรือไม่ เพราะมีกรณีคนร้ายก่อเหตุฆาตกรรมผู้ขายบริการทางเพศ ด้วยความเชื่อว่าต้องกำจัดอาชีพที่ผิดศีลธรรม” และที่ตัดสินใจลงมือก่อเหตุเป็นเพราะตำรวจไม่ดำเนินการใดๆ
ในทางกลับกัน “การยุติความผิดฐานค้าประเวณี” ทำให้ผู้ขายบริการป้องกันหรือต่อรอง ไม่ให้ผู้ซื้อกระทำความรุนแรงต่อร่างกายหรือมีเพศสัมพันธ์ในลักษณะสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาด..เป็นทางออกที่ดีกว่าหรือเปล่า?
SCOOP@NAEWNA.COM
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี