533.jpg
'สมาธิ'ที่ทำมามีค่ายิ่งตอนใกล้ตาย...เป็นสมบัติติดตัวไปตลอด : โอวาทธรรม 'หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร'

'สมาธิ'ที่ทำมามีค่ายิ่งตอนใกล้ตาย...เป็นสมบัติติดตัวไปตลอด : โอวาทธรรม 'หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร'

วันเสาร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 19.24 น.

บุคคลทุกคนได้มีใจด้วยกันทั้งนั้น เพราะการมีใจนั่นเองคือ เป็นผู้ที่มีของประเสริฐอยู่ที่ตัวของเราแล้วทุกคนเมื่อเราได้มาปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยวิธีการทำสมาธิจึงเป็นการถูกต้องแล้วที่เราได้ปฏิบัติสิ่งประเสริฐ ให้มีผลประโยชน์แก่ตัวของเราถ้าแม้นว่า เราไม่ได้มาบำเพ็ญทางใจ เราก็จะเสียทีเสียหายในการที่เราเกิดมาเป็นคนพบพระพุทธศาสนา

เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาแล้วเราไม่ได้ปฏิบัติในทางใจ ก็ถือว่า เราได้เสียของสำคัญหรือไม่ได้รับผลประโยชน์จากสิ่งสำคัญแต่เมื่อเราได้พากันมาปฏิบัติในทางใจ ถือว่าเราได้สิ่งที่มีความสำคัญความสำคัญนั้น ไม่ใช่สำคัญเพื่อสิ่งอื่นใด สำคัญเพื่ออนาคตของเราต่อไป


อนาคตนั้น คือนับตั้งแต่วันหน้า จนกระทั่งถึงชาติหน้าสมาธินี้จะได้มีโอกาสช่วยเหลือคุ้มครองตัวของเราไปด้วยเพราะอะไร? เพราะว่าสมาธิ เมื่อได้รับการฝึกฝนแล้วนั้นจะส่งพลังให้เกิดขึ้น สร้างพลังจิตนี้ให้สูงยิ่งขึ้น

(สมาธิป้องกันตนจากสิ่งไม่ดีทั้งหลาย)

ผู้ที่ไม่ได้ทำสมาธินั้น ก็ไม่มีการสร้างพลังมีแต่ใช้ความนึกความคิด พร้อมไปด้วยอาสวกิเลสคือ อวิชชา ตัณหา อุปปาทาน เป็นต้น ได้เข้ามาอยู่ในจิตนั้นแล้วก็ทำให้จิตนั้นต้องคิดไปโดยการที่ไม่ได้รับการควบคุมที่ถูกต้องเมื่อจิตนั้นไม่ได้รับการควบคุมที่ถูกต้องก็เลอะเทอะเป็นอะไรก็เลอะเทอะ เป็นพระเป็นเณรก็เลอะเทอะเป็นฆราวาสก็เลอะเทอะ

คำว่าเลอะเทอะก็คือเปรอะเปื้อน หมายถึงว่า เป็นผู้ไม่มีอะไรเป็นเครื่องควบคุมเมื่อไม่มีสิ่งควบคุมแล้วก็เป็นโอกาสของพวกกิเลส คือ อวิชชา ตัณหา อุปปาทานกิเลสต่างๆ เหล่านี้ เมื่อกิเลสมีโอกาสมากขึ้นก็ทำให้เรา คือ ตัวของคนนั้น ต้องประสบกับบาป หรือประสบกับสิ่งที่ไม่ดี

การที่บุคคลประสบสิ่งบาปหรือสิ่งไม่ดีนั้นบุคคลผู้นั้นไม่ใคร่จะรู้จักตัวเองเพราะว่ากิเลสนั้น ได้ปลอมตัวเข้าไปเป็นตัวของเราซะแล้วเมื่อมันปลอมตัวเข้าไปเป็นตัวของเรา ก็เลยทำให้ความเข้าใจผิดคือ ตัวของตนนั้น เป็นผู้เข้าใจผิด เมื่อเข้าใจผิดก็คิดว่าเรานี้เป็นตัวเป็นตนเป็นบุคคล เป็นเราเป็นเขา แสดงถึงบทบาทต่างๆ

เมื่อแสดงบทบาทต่างๆ ก็นึกว่าบทบาทนั้น มันดีกับเราจริงๆเรานี้เป็นผู้ที่มีความสามารถซึ่งใครๆ สู้เราไม่ได้อันนี้เค้าเรียกว่าพวกกิเลสกิเลสเหล่านี้จะมีอยู่ในจิตใจของผู้ที่ไม่ได้รับการควบคุมนอกเหนือจากนั้น จิตใจของผู้ที่ไม่ได้รับการควบคุมนั้นเลยเข้าใจผิดต่อไปอีก เช่น บุคคลผู้ที่เป็นพระ จะเป็นภิกษุสามเณร หรือเรียกว่านักบวช ก็นึกว่าตัวเราเป็นฆราวาสกระทำสิ่งที่ผิดจากมารยาทของภิกษุ มารยาทของนักบวชที่จะพึงมี

เพราะอะไร เพราะว่าผู้นั้นไม่มีสมาธิเป็นเครื่องควบคุมแม้จะมีผ้ากาสาวพัตร คือ มีผ้าเหลืองเป็นเครื่องคลุมตัวอยู่ก็เหมือนกันกับคลุมตอไม้ ไม่แตกต่างอะไรกับเอาผ้าเหลืองไปคลุมสัตว์ซึ่งมันก็จะเต้นแร้งเต้นกาของมันไป ตามประสาแต่มันก็ไม่รู้หรอกว่า ผ้าเหลืองนั้นคืออะไร

ผู้ที่ไม่มีสมาธิเป็นเครื่องควบคุมก็เช่นเดียวกันแม้เขาจะเป็นนักบวช แต่เค้าก็จะต้องทำสิ่งต่างๆที่เค้าต้องการจะทำด้วยอำนาจของกิเลสด้วยอำนาจของการยกยอปอปั้นจากบุคคลเข้าใจว่าเรานั้น เก่งบ้าง ใหญ่บ้าง โตบ้าง ก็เป็นไปตามเรื่องอันนั้น คือความที่ไม่มีสมาธิเป็นเครื่องควบคุม

เมื่อผู้ที่มีสมาธิเป็นเครื่องควบคุมแล้ว เค้าจะต้องระมัดระวังเช่น อย่างเป็นนักบวช เป็นพระภิกษุ เป็นสามเณรก็มีการสำรวม มีการระวัง มีการเข้าใจว่าเราเป็นนักบวชและพิจารณาถึงความจริงของสัจจธรรมอยู่ตลอดก็ทำให้ผู้นั้น เป็นที่น่าเคารพ น่ากราบ น่าไหว้ เป็นปูชณียบุคคลได้

ด้วยเหตุอย่างนี้ การทำสมาธิจึงมีคุณสมบัติ มีความดีเหลือที่จะพรรณนาได้เมื่อเขาได้เป็นผู้ที่สร้างสมาธิ สร้างความมั่นคงภายในจิตใจแล้วเค้าจะกลายเป็นปูชณียบุคคล คือบุคคลที่สมควรแก่การกราบไหว้สมควรแก่การที่จะทำบุญให้ทานด้วย เป็นอย่างนั้น

นอกเหนือจากที่ว่าจะเป็นปูชณียบุคคลแล้วคุณธรรมความดี หรือเรียกว่าคุณธรรมที่เกิดขึ้นจากสมาธินั้นย่อมจะเป็นเครื่องกำจัดกิเลสที่มีอยู่ภายในจิตใจไปในตัวด้วยคือได้ผลหลายอย่างหลายประการ

แม้ว่าการบำเพ็ญสมาธินั้นจะลำบาก มีความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามีความอึดอัดใจ หรือมีความขัดขืนในจิตใจนั้น ก็เป็นสิ่งที่เราสมควรจะแก้ไขแก้ไขไม่ให้มันอึดอัดใจ แก้ไขไม่ให้มันเจ็บมันปวดแก้ไขให้เรามีการบำเพ็ญให้มากยิ่งขึ้น จากวันละ ๕ นาที เป็นวันละ ๑๐ นาทีจาก ๑๐ นาที เป็นครึ่งชั่วโมง จากครึ่งชั่วโมงเป็นชั่วโมงเต็มๆคือพยายามที่จะสร้างความเพียรให้แก่ตัวของเราให้มากยิ่งขึ้น

(ฝึกสมาธิให้แต่ผลอันคุ้มค่าแก่ชีวิต)

เพราะการสร้างความเพียรให้แก่ตัวเราให้มากนั้นเป็นการลบล้างความอึดอัด หรือเป็นการลบล้างความฟุ้งซ่านในจิตใจของเราและลบล้างพวกกิเลสที่มันคอยมาสิงอยู่ในจิตใจของเรานั้นเพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าเราจะลำบากในการบำเพ็ญสมาธิก็ได้ผลคุ้มค่า เรียกว่าคุ้มค่าเหลือที่จะคุ้มค่า

เพราะคนเรานั้น ถ้าหากว่าจากชาตินี้ คือตายแล้วเราไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานทันทีนี่ มันจะเกิดอะไรขึ้นก็เกิดความเสียหายในชาติ ในชาติของเรานี่ที่เกิดต่อไปมันกลายเป็นเช่นนั้นไปมันเกิดความเสียหายอย่างมหาศาล เรียกว่าแก้ไม่ได้

เมื่อเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ต้องอยู่เป็นสัตว์เดรัจฉานเป็นชาติมันก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นแก่พวกเราชาวพุทธที่ได้พบพระพุทธศาสนาเพราะฉะนั้นเมื่อเราพากันมาทำสมาธิโอกาสที่จะไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานหรือนรกนั้น เรียกว่าน้อยมากหรือเรียกว่าปิดนรกได้เลย หรือเรียกว่าปิดอบายภูมิได้เลย

เพราะอะไร เพราะว่าเมื่อเวลาที่เราจะตายนั้นก็จิตนี้เองที่จะออกจากร่าง ร่างกายอันนี้ในเมื่อจิตนี้เตรียมที่จะออกจากร่างทุกอย่างที่มีอยู่ จิตก็ต้องพร้อม เรียกว่าเตรียมพร้อมชั่วระยะวินาทีเท่านั้นเองจิตจะพร้อมหมดทุกอย่างสมาธิที่เราทำมาแล้ว จะเป็นสิบครั้ง ร้อยครั้ง หรือจะเป็นกี่ครั้งก็ตามทำไว้ที่ไหน ก็ทำไว้ที่ใจของเรานี่เอง

เพราะฉะนั้น เวลาใจจะออกจากร่างไปนี้สมาธิทั้งหมดก็เก็บเอาไปหมด ไม่มีอะไรเหลือก็เรียกว่าเก็บเพียบพร้อม เมื่อพร้อมแล้วในชั่ววินาทีนั่นสมาธิย่อมจะต้องเกิดขึ้นกับเรา เมื่อสมาธิเกิดขึ้นกับเราเราก็ไม่ต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเราก็ไม่ต้องไปเกิดในอบาย เรียกว่าปิดได้แน่นอน

(สมาธิเป็นสมบัติติดตัวไปตลอด)

เพราะอะไร เพราะว่าเมื่อเราได้ทำจิตนั้นเราก็ได้ทำและเราก็จำได้ ไม่มีการหลงลืมเรานั่งสมาธิกี่ครั้ง เราก็ไม่ได้ลืมเรายังทรงจำอยู่ภายในจิตนั้น ไม่มีเวลาที่จะลืมใครจะมาทำให้ลืมก็ไม่ได้ อะไรจะมาทำให้ลืมก็ไม่ได้อะไรจะมาพรากสมาธิจากจิตนี้ไปก็ไม่ได้

เพราะอะไร เพราะว่ามันอยู่กับจิตอยู่แล้วเราทำแล้วมันก็อยู่ในใจของเราอยู่แล้วมันจึงเรียกว่า ไม่มีอะไรมาพรากได้จึงเรียกว่า...สามารถที่จะปิดอบายภูมิได้เพราะฉะนั้นจึงเป็นการคุ้มค่าจริงๆ ที่บุคคลทั้งหลายได้พากันมีการเสียสละมาปฏิบัติความดีเหล่านี้ให้เกิดขึ้น

เมื่อปฏิบัติความดีเหล่านี้ให้เกิดขึ้นแล้วเรานั้นสมควรอย่างยิ่งที่จะพัฒนาจิตของเรานี้ให้ยิ่งขึ้นไม่ควรที่จะคิดว่าเท่านี้พอแล้ว ฉันทำเท่านี้ก็พอแล้วฉันทำเท่านี้ก็มากแล้ว เราไม่ควรคิดอย่างนั้นเราควรที่จะคิดว่าที่เราทำอยู่นี้ยังน้อยไป พยายามอยู่เรื่อยไป

เมื่อเราใช้ความพยายามจิตอันนี้จะได้รับการขัดเกลา ให้เกิดความผ่องใสหรือให้จิตนี้สูงขึ้นตามลำดับเมื่อจิตนี้สูงขึ้นตามลำดับ ก็ถือว่าเรายิ่งได้ประสบผลสำเร็จยิ่งได้รับผลประโยชน์เพิ่มขึ้น ถ้าเรามาคิดถึงว่า เราเกิดมาเพื่อโลกเราเกิดมาเพื่อทรัพย์สินสมบัติ เราเกิดมาเพื่อความครองเรือนเราเกิดมาเพื่อมีลูกมีเต้า ก็คิดผิด เราไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนั้น

แต่ถ้าหากว่าเรามีการมีงาน เราทำเป็นเจ้าของมีทรัพย์สินสมบัติทุกประการ สมบัติเหล่านั้นให้ความสุขเราก็จริง จริงเพียงว่าให้ความสุขในปัจจุบัน คือปัจจุบันชาตินี้ แต่ว่าทรัพย์สินสมบัติเหล่านั้น ไม่มีประโยชน์เมื่อเราตายไปแล้ว ไม่มีประโยชน์

เพราะเราจะกลับคืนมาปกครองสมบัติเหล่านั้นอีกก็ไม่ได้ และเราจะเอาตามไปด้วยก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะเอาไปได้ก็คือสมาธิที่เราพากันทำอยู่นี่เอง แม้จะเท่าผีกริ้น คือนิดหนึ่ง หรือแม้เท่าสักไก่ปรบปีก นิดหนึ่งเท่านั้นก็ยังเป็นเชื้อที่มีความดีมากเหลือหลาย

อย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่าผู้ที่บำเพ็ญสมาธินั้น ผู้มีสมาธิในจิตนั้น เทหัง เทวกายัง มนุสสัง เทหัง เทวกายัง มนุสสัง เทหัง ก็หมายความว่า เมื่อละจากกายเป็นมนุษย์

เทวกายัง ก็ได้กายเทพ หรือเรียกว่ากายเทวดา นี่คือผลของสมาธิ ท่านว่า มนุสสัง เทหัง เทวกายัง เมื่อละจากกายอันเป็นมนุษย์ก็ไปได้กายเป็นเทวดา ซึ่งเป็นสิ่งที่พัฒนา คือหมายความว่า เพิ่มความดีของเราให้สูงยิ่งขึ้น

.................................

คัดบางตอนมาจาก "ประโยชน์ของสมาธิ" หนังสือ "หลวงพ่อวิริยังค์สอนกรรมฐานไ ชุด "กรรมฐานที่บ้านก็นิพพานได้" ขออนุโมทนาและขอขอบคุณข้อมูลจาก "ลานธรรมจักร"
 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top