“อาหาร” สำหรับมนุษย์แล้วมีความสำคัญทั้งในฐานะปัจจัย 4 จำเป็นต้องบริโภคเพื่อความอยู่รอด และในฐานะรสนิยมหรือสุนทรียภาพในการใช้ชีวิต ซึ่งในส่วนนี้เอง ระยะหลังๆ ผู้คนจำนวนไม่น้อยคาดหวังว่าอาหารในจานที่ตนเองกำลังรับประทานไม่ได้มาจากการเบียดเบียนจนเกินไป เช่น เอารัดเอาเปรียบแรงงานหรือใช้กระบวนการผลิตที่ทำลายธรรมชาติ ดังที่เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดงาน “มหาส้มมุทร” ณ สวนครูองุ่น ทองหล่อซอย 3 กรุงเทพฯ
งานนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “กินอย่างไรให้ยั่งยืนและปลอดภัย ที่ดีทั้งต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม” โดยเป็นความร่วมมือกันของเครือข่ายกินเปลี่ยนโลก มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคองค์การอ็อกแฟม ประเทศไทย (OXFAM) สมาคมรักษ์ทะเลไทย สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ร้านคนจับปลา (Fisherfolk) และผู้บริโภคที่รัก (Dear Consumers) โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ภายใต้โครงการ CSO-LA และ SWITCH Asia II Programme รวมถึงสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสวีเดน (Sida)
เสาวลักษณ์ ประทุมทอง ผู้จัดการร้านคนจับปลา Fisher folk กล่าวว่า ปีนี้เป็นการจัดงานต่อเนื่องมาถึงปีที่ 7 แล้ว เพื่อให้ชาวประมงได้พบกับผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตได้คิดถึงผู้บริโภคตอนผลิตอาหาร และผู้บริโภคได้รู้ว่ากว่าจะเป็นปลาหนึ่งตัวผ่านเรื่องราวอะไรมาบ้าง ชาวประมงดูแลทะเลอย่างไร และผู้บริโภคในเมืองจะได้มีส่วนร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรทะเลด้วย เพราะเมื่อผู้บริโภคเลือกบริโภคสัตว์น้ำจากประมงพื้นบ้านที่จับด้วยเครื่องมือที่ปลอดภัย จะทำให้ชาวประมงเกิดความตระหนักและไม่กลับไปใช้เครื่องมือที่ทำลายทรัพยากรอีก
“หลังจัดงานมาหลายปีเราเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ในช่วงแรกชาวประมงยังไม่มั่นใจในการผลิตอาหารปลอดภัย การผลิตโดยไม่ใส่สารเคมี การใช้เครื่องมือที่ถูกต้อง เพราะยังไม่เห็นตลาด และการจับแบบนี้ได้ผลผลิตน้อย ต้องเลือกจับเป็นชนิด ไม่เหมือนการกวาดจับทั้งหมด ปีแรกๆ เราจึงต้องช่วยทำตลาด ให้ผู้บริโภคในเมืองเห็นทางเลือก เราสร้างช่องทางสื่อสารทางเฟซบุ๊คสร้างแบรนด์ร้านคนจับปลา ผู้บริโภคในเมืองที่ซื้อสินค้าของเราเขาสนใจเรื่องราว ไม่ได้ใส่ใจเฉพาะเรื่องสุขภาพแต่รวมถึงเรื่องหสิ่งแวดล้อมด้วย
และเมื่อชาวประมงเห็นตลาด รู้ว่าการจับอย่างรับผิดชอบดูแลสิ่งแวดล้อม แปรรูปถูกสุขอนามัยแล้วมีคนกินแน่นอนชาวบ้านก็เริ่มปรับเปลี่ยนและตระหนักเรื่องการทำงานอนุรักษ์มากขึ้น ผลผลิตที่เราขายในงานปีนี้ก็ราคาถูกลงเพราะมีปริมาณมากขึ้น จากการที่ชาวบ้านทำงานอนุรักษ์ มีธนาคารปูเกือบทุกชุมชน เราจึงเชื่อว่าถ้าทำงานต่อไปจะพบความยั่งยืนในเส้นทางอาหารทะเลอย่างแน่นอน” เสาวลักษณ์ กล่าว
ส่วนที่มาของชื่องานมหาส้มมุทร เสาวลักษณ์อธิบายว่า นอกจากทำงานกับชาวประมงแล้ว ยังได้พูดคุยกับเกษตรกรที่ปลูกส้มแบบออร์แกนิก ซึ่งเกษตรกรกลุ่มนี้อยากให้ผู้บริโภคในเมืองรู้ว่ามีส้มที่ปลอดภัยอยู่ แม้ว่าส้มส่วนมากในตลาดจะใช้สารเคมีค่อนข้างมากก็ตาม ดังนั้น ส้มและปลาจึงมีเป้าหมายในการสร้างเส้นทางอาหารยั่งยืนและปลอดภัยเช่นเดียวกัน
ภายในงานยังมีวงเสวนา “มหาส้มมุทร (ยั่งยืน) รู้ที่มาของอาหารสำคัญไฉน” โดย วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย กล่าวว่า การจะทำให้คนมีโอกาสเข้าถึงอาหารดีๆ ก็จะต้องมีการผลิตมากขึ้น แต่ความรู้ของผู้บริโภคก็ต้องขยายขึ้น เป็นการกินอย่างรู้ที่มา กินอย่างปลอดภัยและรับผิดชอบ คนมักคิดว่าอาหารจากชาวบ้านต้องราคาถูกและเป็นของไม่ดี อยากเห็นประชาชนเข้าถึงอาหารที่ดีในราคาถูกได้ แต่ก็ต้องช่วยกันกินส้มที่ดีกินหมึกที่ดี จะเป็นแรงส่งช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ผลิต ให้ชาวประมงที่ทำสิ่งที่ดีก็จะได้รับผลตอบแทนที่ดี
กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา รองผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า ขณะนี้ผู้บริโภคจะเริ่มตื่นตัวเรื่องที่มาอาหาร แต่อาจไม่ทันอุตสาหกรรมอาหาร อย่างไรก็ดีกระบวนการสื่อสารก็เป็นความหวังหนึ่งที่จะทำให้ผู้บริโภคตื่นตัวในการกินอาหารที่หลากหลาย รู้จักตั้งคำถามถึงอาหารที่ตนเองกิน ช่องทางออนไลน์ก็จะทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงข่าวสารได้มากขึ้น เชฟที่ทำอาหารก็มีส่วนช่วยส่งต่อความรู้เรื่องอาหาร ให้คนกินรู้จักอาหารที่หลากหลายและช่วยกันรักษาระบบอาหารที่ยั่งยืน ซึ่งผู้บริโภคมีส่วนสำคัญที่จะส่งเสียง ฟื้นฟูความรู้ และสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนต่อไปได้
“เชฟแบล็ก” ภานุภน บุลสุวรรณ (ร้าน Blackitch Artisan Kitchen) กล่าวว่า ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ไม่แพ้ที่ใดในโลก เพราะมีน้อยประเทศที่จะมีอ่าวซึ่งเป็นแหล่งสะสมและอนุบาลสัตว์น้ำ การคืนสัตว์น้ำสู่ธรรมชาติบ้างจะช่วยสร้างความยั่งยืน ขณะนี้ธนาคารปูก็มีการทำกว้างขวางขึ้น ส่วนที่ร้านเองก็ให้ความสำคัญกับอาหารทะเลมาก จากการเก็บข้อมูลที่ร้านในไม่กี่ปีมานี้พบว่าเราใช้สัตว์น้ำกว่า 800-900 สายพันธุ์ และเปิดพื้นที่ให้คนกินรู้ข้อมูลของสัตว์น้ำเหล่านี้ ซึ่งปลาในประเทศไทยก็สามารถกินดิบแบบปลาญี่ปุ่นได้ แต่อยู่ที่การจัดการในขั้นตอนต่างๆ
“นอกจากรู้ข้อมูลแล้วเราต้องเคารพวัตถุดิบ ใช้ปลาแต่ละส่วนอย่างรู้คุณค่า เช่น เอาหัวปลาและก้างปลาไปทำน้ำปลา เปลือกกุ้งเปลือกปูเอามาป่นคลุกเกลือทำกะปิ ผมอยากให้ทุกคนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักร ไม่อย่างนั้นความยั่งยืนจะไม่เกิด แล้วทุกอย่างจะหมดไปถ้าใช้อย่างเดียวโดยไม่ดูแลรักษาเราก็จะไม่มีธรรมชาติเหลือให้บริโภค อยากให้มองถึงชีวิตของลูกหลานในอนาคตว่าเขาต้องมีของกิน ประเทศไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ อุดมสมบูรณ์ที่สุดในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ อย่าใช้มันอย่างทิ้งขว้าง ต้องช่วยกันดูแลรักษา”เชฟแบล็ก กล่าว
เช่นเดียวกับ “เชฟอุ้ม” คณพร จันทร์เจิดศักดิ์ (ร้านตรังโคอิ)ที่ให้ความเห็นว่า หากกินปลาโดยไม่มีความรู้ ก็จะกินแต่วัตถุดิบเดิมๆ ปลาอื่นที่ถูกจับมาก็จะเหลือ และเราจะพลาดในการปรุงอาหารที่เหมาะกับเนื้อปลา การขยายความรู้สู่ผู้บริโภคจึงเป็นเรื่องสำคัญ และอยากบอกผู้บริโภคว่า “อย่ารู้จักแค่เทศกาล...แต่ให้รู้จักฤดูกาลด้วย” เพราะอาหารทุกอย่างมีช่วงชีวิต
ถ้ากินตามช่วงชีวิตของอาหาร ช่วงชีวิตของเราก็จะยืนยาว!!!
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี