ดัชนีเชื่อมั่นรบ.ของปชช.14 จว.ใต้‘ลดลง’ ทีมเศรษฐกิจ‘ล้มเหลว-ทุกโครงการมีช่องโหว่’

ดัชนีเชื่อมั่นรบ.ของปชช.14 จว.ใต้‘ลดลง’ ทีมเศรษฐกิจ‘ล้มเหลว-ทุกโครงการมีช่องโหว่’

วันศุกร์ ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564, 17.36 น.

ดัชนีความเชื่อมั่นรัฐบาลของประชาชน 14 จังหวัดภาคใต้ “ลด”  ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล”ประยุทธ์”ล้มเหลว  ทำงานเชิงรับ “ทุกโครงการมีช่องโหว่” เปิดให้ภาคเอกชน”โกง” ภาครัฐขาดขบวนการคิด 

1 มกราคม 2564  ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง  ผู้จัดการศูนย์นวัตกรรมธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่เปิดเผยว่าดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชน 14 จังหวัดภาคใต้เดือน ธ.ค.ลดลงจากการบริหารงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ฯ ไม่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเท่าที่ควร  ทำงานเป็นแบบเชิงรับมากกว่าเชิงรุกและแทบทุกโครงการมีช่องโหว่มาก 


ผศ.ดร.วิวัฒน์เปิดเผยว่าโครงการที่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและได้รับการกล่าว 2 โครงการ  โครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” เป็นโครงการที่ดีและสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี หากภาครัฐมีการบริหารจัดการที่ดีและมีประสิทธิภาพ  แต่จากการดำเนินโครงการที่ผ่านมาพบช่องโหว่มากมาย ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจ  โดยเฉพาะโรงแรม ร้านค้า และร้านอาหารกว่า 500 แห่ง  มีการดำเนินงานแบบไม่โปร่งใส    

“มีการเช็กอินแต่ไม่ได้เข้าพักจริง  ราคาห้องพักของโรงแรมไม่แน่นอน  หากใช้สิทธิ์เราเที่ยวด้วยกันจองผ่านโรงแรมหรือผ่านบริษัทตัวแทน ราคาห้องพักจะสูงกว่าการจองโดยไม่ใช้สิทธิ์   มีการขายห้องพักโดยไม่มีที่พัก  การคิดราคาค่าอาหารสูงกว่าปกติ ในกรณีผู้ใช้สิทธิ์เราเที่ยวด้วยกัน  การร่วมกันฉ้อโกงระหว่างไกด์กรุ๊ปทัวร์กับโรงแรมและมีกลโกงอีกมากมาย” 

ผศ.ดร.วิวัฒน์เปิดเผยว่าผู้กระทำผิดก็เป็นเพียงส่วนน้อยไม่ควรยุติโครงการ แต่ภาครัฐควรออกมาตรการทางกฎหมาย และบทลงโทษที่รุนแรง ทั้งทางอาญา และทางเพ่ง โดยไม่ให้ธุรกิจเหล่านี้เข้าร่วมโครงการของภาครัฐอีกและการจ่ายค่าปรับที่สูง   

ผศ.ดร.วิวัฒน์เปิดเผยว่าประชาชนเป็นผู้ช่วยในการตรวจสอบธุรกิจ  หากประชาชนมีหลักฐานการดำเนินงานของธุรกิจที่มีพฤติกรรมการฉ้อโกง ให้นำหลักฐานมาแจ้งกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากตรวจสอบแล้วเป็นความจริง ภาครัฐจะแบ่งเงินค่าปรับจำนวนหนึ่งให้กับผู้ที่มาแจ้งเบาะแส 

ผศ.ดร.วิวัฒน์เปิดเผยว่าแอปพลิเคชันเป๋าตังมีปัญหา คือ ระบบใช้งานไม่เสถียร การใช้งานค่อนข้างยาก และเกิดการผิดพลาดในการจอง  ทำให้บางครั้งผู้จองที่พักโดยใช้สิทธิ์เราเที่ยวด้วยกันในแอปพลิเคชันเป๋าตังผ่านบริษัทตัวแทน แต่เมื่อจองเสร็จผลการจองกลับเป็นการจองโดยไม่ใช้สิทธิ์ ส่งผลให้ผู้เข้าพักไม่ได้ส่วนลดค่าห้องพัก และไม่ได้ E-คูปอง 

“การจองผ่านบริษัทตัวแทนทำให้ห้องพักมีราคาสูงกว่าปกติ เนื่องจากโรงแรมจะบวกราคาเพื่อจ่ายให้กับบริษัทตัวแทน และบริษัทตัวแทนก็ยังมีตัวแทนนายหน้าอีกหลายต่อ โดยผลประโยชน์จำนวนมากจึงตกอยู่กับบริษัทตัวแทน   ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติ  ในความเป็นจริงผลประโยชน์ของโครงการฯควรตกอยู่กับผู้ประกอบการธุรกิจ และประชาชนคนไทย 100%  หากหน่วยงานภาครัฐไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับบริษัทตัวแทน”

ผศ.ดร.วิวัฒน์เปิดเผยว่าประชาชนเสนอให้ภาครัฐควรยกเลิกระบบตัวแทน และให้ประชาชนจองตรงกับโรงแรม โดยราคาห้องพักในการใช้สิทธิ์โครงการเราเที่ยวด้วย หรือไม่ใช้สิทธิ์จะต้องเป็นราคาเดียวกัน โดยผู้เข้าพักจ่ายให้กับโรงแรม 60% ของราคาห้องพัก และควรให้สามารถจองก่อนล่วงหน้าได้เพียง 1 วัน เพื่อความสะดวกของผู้ใช้สิทธิ์  

ผศ.ดร.วิวัฒน์เปิดเผยว่าโครงการ “คนละครึ่ง” เป็นโครงการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีที่สุดในรอบ 6 ปี ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ โดยเฉพาะในภาคใต้มีการจับจ่ายใช้สอยกับโครงการฯเป็นอย่างมาก  แต่มีจุดอ่อนและช่องโหว่มาก   ระบบการใช้งานที่ไม่เสถียร การใช้งานค่อนข้างยาก การไม่รองรับสมาร์ทโฟนรุ่นเก่า 

ผศ.ดร.วิวัฒน์เปิดเผยว่าประชาชนเสนอให้ภาครัฐควรจ้างบริษัทที่เป็นมืออาชีพมาพัฒนาระบบให้มีคุณภาพที่ดี และควรมีคอลเซ็นเตอร์คอยให้บริการตอบคำถาม ประชาชนมองว่า ธนาคารกรุงไทยดำเนินงานได้ไม่ดี ทั้งการบริหารจัดการระบบแอปพลิเคชันเป๋าตัง และระบบการให้บริการสนับสนุนอื่น ๆ  

“ภาครัฐควรคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของโครงการ “คนละครึ่ง” เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยให้ประชาชนเกิดการใช้สอยที่เพิ่มมากขึ้น  เฟสหนึ่ง ประมาณ 10 ล้านคน รัฐสนับสนุนวงเงินคนละ 3,000 บาท  ประชาชนกลุ่มที่ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจำนวนมากได้ใช้สิทธิ์คนละครึ่งไปหมดแล้ว"

ผศ.ดร.วิวัฒน์เปิดเผยว่าแม้ในวันที่ 1 มกราคม 2564 ภาครัฐสนับสนุนเพิ่มเติมคนละ 500 บาท ก็คงจะไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก  ในขณะที่ภาครัฐได้เปิดให้ผู้ลงทะเบียนใหม่คนละครึ่งเฟสสอง ประมาณ 5 ล้านคน รัฐสนับสนุนคนละ 3,500 บาท  อาจจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้าง แต่ไม่มากเหมือนช่วงเฟสหนึ่ง  

ผศ.ดร.วิวัฒน์เปิดเผยว่าประชาชนส่วนหนึ่งเสนอว่าในไตรมาสที่ 2 ของปี 2564 ภาครัฐควรจัดรูปแบบการให้สิทธิ์ที่แตกต่างกัน โดยให้ประชาชนเลือก 1 รูปแบบ จาก 3 รูปแบบ เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น และเหมาะสมกับการใช้จ่ายของแต่ละคน ซึ่งจะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยในแต่ละรูปแบบมีรายละเอียด ดังนี้  

“โครงการฯของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หลายโครงการเป็นโครงการที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนฐานราก ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ภาครัฐขาดกระบวนการคิดที่รอบด้าน และไม่มีระบบแผนงานที่รัดกุม  ขาดแผนสำรองเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น” 

ผศ.ดร.วิวัฒน์เปิดเผยว่าหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบในโครงการฯ ขาดความรู้ ความเข้าใจ ในระบบและกลไกของธุรกิจเอกชน ทำให้การกำหนดกฎเกณฑ์ เงื่อนไขเปิดช่องโหว่ให้ผู้ประกอบการที่ไม่ซื่อสัตย์ ฉกฉวยโอกาสเพื่อหาผลประโยชน์โดยมิชอบจาก  ทำให้เสียงบประมาณของประเทศโดยสูญเปล่า และประชาชนไม่ได้รับสิทธิ์เท่าที่ควรจะได้รับ ทั้งที่เงินทุกบาทเป็นเงินจากภาษีประชาชน  ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศจึงควรได้รับประโยชน์สูงสุดจากทุกโครงการของภาครัฐ 

“ปัจจัยที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่ามีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันมากที่สุด คือ ค่าครองชีพร้อยละ 25.40 รองลงมา คือ ราคาสินค้าสูง ร้อยละ 20.80 และการเมือง และ 13.60 ปัญหาเร่งด่วนรัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือเป็นอันดับแรก คือ ค่าครองชีพ รองลงมา คือ ราคาสินค้าสูง” 

 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top