วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
1.การระบาดระลอกสองของโควิด-19 ส่งผลให้นักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 รวม 9 ชั้นปี ต้องขาดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพถึง 2 ปีติดต่อกันเริ่มตั้งแต่ต้นปี 2563 เนื่องด้วยการระบาดของเชื้อไวรัส ทำให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ออกมาตรการป้องกันโรคระบาดในโรงเรียนด้วยการให้นักเรียนหยุดอยู่กับบ้าน แล้วให้ครูทำการสอนออนไลน์แทนการสอนในชั้นเรียน นำมาซึ่งปัญหามากมายทั้งเรื่องของอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับนักเรียน ความพร้อมของครูในเรื่องการสอน รวมไปถึงสัญญาณอินเตอร์เนตในหลายพื้นที่ที่ไม่เสถียร และแรงไม่พอ จึงทำให้ประสิทธิภาพในการเรียนการสอนด้อยลงมา แม้ทาง ศธ. จะพยายามหาทางแก้ปัญหา แต่เรื่องของความเหลื่อมล้ำ และความยากจนก็ไม่ใช่ “งานง่าย” สำหรับ “ระดับนโยบาย” ที่ยังไม่มีความเข้าใจและประสบการณ์ในด้านการบริหารการศึกษามากพอ รวมไปถึงเงื่อนไขของเวลาที่กระชั้นชิด จนทำให้ ศธ. ขาดความพร้อมในการเผชิญสถานการณ์วิกฤติโควิดอย่างที่ควรจะเป็น
แต่แล้วเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสในประเทศไทยเริ่มผ่อนคลาย มีการตั้งคำถามออกมาเป็นระยะถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนการสอนในภาวะวิกฤติไวรัสอีกครั้ง และคำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ที่มีคุณภาพ จากนักการศึกษาหลายท่าน(ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น) รวมไปถึงการสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นในการเรียนออนไลน์จากกลุ่มนักเรียน และครูที่ได้สัมผัสมาด้วยตนเองก่อนหน้านี้ ต่อทาง ศธ. ดังนั้น การระบาดที่เกิดขึ้นตอนนี้ ในปี 2564 ความพร้อมของทาง ศธ. สำหรับการเรียนการสอนออนไลน์ ควรต้องอยู่ในระดับที่น่าพอใจกว่าเดิม หรืออย่างน้อยๆ ปัญหาเดิมๆ ควรได้รับการแก้ไข ซึ่งก็อย่างที่ทราบกันดีครับ สังคมผิดหวังกับแนวทางของ ศธ. อีกครั้ง จนอาจตั้งคำถามได้ว่า ศธ. กำลังอยู่ในสภาวะ “แกล้งตาย” ใช่หรือไม่และระดับนโยบายทำไมถึงปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น
2.ผมไม่เชื่อว่า ศธ. จะวางใจในเรื่องของการระบาดระลอกใหม่ เพราะแนวโน้มทั่วโลกโอกาสเกิดขึ้นนั้นสูงมาก แต่ที่ความพร้อมในการจัดเตรียมการเรียนการสอนในภาวะวิกฤติไวรัสของ ศธ. ยังคงอยู่ที่เดิม นั่นเพราะการทำงานแบบ “ขอไปที” มีอะไรค่อยแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งเป็นปัญหาที่ผมพยายามสื่อสารกับระดับนโยบายของกระทรวงแห่งนี้มาโดยตลอด เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้ของนักเรียนให้ได้มากที่สุด
ลองคิดตามฉากทัศน์ที่ผมนำเสนอดูนะครับ ถ้านักเรียนตั้งแต่ชั้น ป.1 ถึง ม.3 ทั้งประเทศ ได้รับการเรียนการสอนแบบไม่ได้มาตรฐานในช่วงเวลา 2 ปี นั่นหมายถึงคนไทยที่อายุ 6 ถึง 15 ปี (สำหรับช่วงเวลา 10 ปี) จำนวนประมาณ 1 ล้านคนจะไม่ได้รับการเรียนรู้อย่างเต็มที่ และหลังจากนี้ 5 ปี ถ้าทาง ศธ. ไม่สามารถปรับคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนที่หายไป 2 ปี ในช่วงวิกฤติไวรัสได้ พวกเขาจะได้รับผลกระทบต่อการเรียนรู้ขั้นสูง โดยเฉพาะในระบบของมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน และนี่เองที่จะกดให้ทักษะทางวิชาชีพ และคุณภาพทางความรู้ของคนไทยในช่วงปี 2570-2580 ตกต่ำลง เมื่อกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่สมบูรณ์ หรือมีความบกพร่อง ศักยภาพทางการแข่งขันในด้านต่างๆ ในเวทีเศรษฐกิจของโลกก็จะลดลง ผลิตภาพ (Productivity) ที่เคยมีก็จะหดหาย กระทบไปถึงรายได้ของประเทศ สวัสดิการความเป็นอยู่ของพลเมือง และการพัฒนาจากทางภาครัฐ ซึ่งสำหรับประเทศไทยในช่วงเวลานั้น ที่อาจต้องเผชิญกับปัญหาสังคมสูงวัย และอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อบวกประเด็นนี้เข้าไปอีก จึงทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจเมื่อทราบว่า ศธ. กำลังทำงานกันแบบนี้
3.แน่นอนว่า ผมยังคงมีข้อเสนอแนะต่อทาง ศธ. และคำตอบของผมอยู่ที่ “วิธีการสอนของครู” ที่ต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ดังนี้
1. ให้ครูบันทึกคลิปการสอนของตนเองเป็นรายชั่วโมงตามหัวข้อที่ต้องสอน สำหรับการบรรยายต้องให้ความสำคัญต่อเรื่องที่ต้องการให้นักเรียนรู้เป็นหลัก ด้วยการพูดช้า และชัดเจน พร้อมกับมีภาพประกอบ (Infographic) ที่แสดงถึงประเด็นความคิดให้ชัดเจน รวมไปถึงการเปิดทางเชื่อมโยงไปสู่ประเด็นความคิดอื่นๆ ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไรอย่างละเอียดโดยที่ครูต้องทบทวนคลิปให้สมบูรณ์ก่อนว่า องค์ประกอบที่จัดทำสามารถช่วยให้นักเรียนคิดตามและเข้าใจได้ง่ายขึ้นหรือไม่ถ้าไม่ก็ควรที่จะปรับปรุงเพื่อทำให้คลิปสมบูรณ์ต่อการเรียนรู้ของนักเรียนที่สุด
2. ให้นักเรียนดูคลิปการบรรยายตามสะดวกที่บ้านในวันที่กำหนด (นักเรียนจะได้ไม่ต้องแย่ง เครื่องคอมพิวเตอร์กับพี่หรือน้องในกรณีที่มีคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียว ซึ่งต้องใช้ร่วมกัน) ในวันถัดไปให้ครูอัดคลิปอีกตอนหนึ่ง เรื่องโจทย์ปัญหาและการแก้โจทย์ปัญหาจากคลิปที่แล้ว นักเรียนก็จะสามารถทำโจทย์ปัญหากับครูในเรื่องที่ฟังคลิปไปแล้วได้ ถ้าโรงเรียนใดสามารถจัดให้นักเรียนไปโรงเรียนได้ครึ่งหนึ่ง (50% ของนักเรียน) ก็ให้นักเรียนสลับกันไปทำโจทย์ปัญหากับครูในชั้นเรียนจริง (กรณีนี้ครูจะต้องสอนการทำโจทย์ปัญหา 2 ครั้ง)ทำให้นักเรียนทุกคนได้เรียนรู้การแก้โจทย์ปัญหา โดยสามารถรักษาระยะห่าง (Social Distancing) เพื่อป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้ เพราะจำนวนนักเรียนในชั้นเรียนมีเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
4.นี่คือข้อเสนอของผม สำหรับการแก้ไขปัญหาการเรียนการสอนภายใต้การระบาดระลอกสองของไวรัสโควิด-19 ที่เห็นว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ และความพร้อมของ ศธ. ในตอนนี้มากที่สุด อันที่จริงยังมีแนวทางอื่นๆ ที่จะยกระดับการเรียนการสอนออนไลน์ให้เต็มไปด้วยประสิทธิภาพยิ่งๆ ขึ้นไปกว่านี้ได้รวมไปถึงข้อเสนอในการปรับหลักสูตรการสอนของครูให้ทันต่ออนาคต และความต้องการของนักเรียนในยุคสมัยนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งได้ดำเนินการเอาไว้ในฐานะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎรไปแล้วในปีที่ผ่านมา และสื่อสารผ่านบทความและการอภิปรายมาอย่างต่อเนื่อง
แต่ถึงที่สุดแล้วประโยชน์จะตกอยู่กับนักเรียนได้ ระดับนโยบายต้องใส่ใจที่จะฟัง ทั้งคำติชม และแนะนำ ท้ายที่สุดคือ “การลงมือทำ” ที่หวังว่าจะพยายามให้มากขึ้นในปีนี้ และปีต่อๆ ไป อย่าปล่อยให้นักเรียนไทยต้องเป็นเหยื่อของการ “เอาหูไปนา เอาตาไปไร่” อีกต่อไปเลย
กนก วงษ์ตระหง่าน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี