‘นพ.พลเดช ปิ่นประทีป’  การเมืองดีเริ่มที่ชุมชนฐานราก

‘นพ.พลเดช ปิ่นประทีป’ การเมืองดีเริ่มที่ชุมชนฐานราก

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.
Tag :

 

“ประชาธิปไตย” แม้จะเป็นระบอบการปกครองที่ให้สิทธิประชาชนได้เลือกผู้ปกครองจากความต้องการของตนเองผ่านการเลือกตั้ง รวมถึงเป็นการรับประกันสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกมากกว่าระบอบการปกครองอื่นๆ แต่ก็ยังมีผลข้างเคียง อาทิ “การซื้อสิทธิ์ขายเสียง” ปัญหาที่ถูกพูดถึงมาช้านานแต่ยังพบเห็นในยุคปัจจุบัน รวมถึง “ความแตกแยกในสังคม” อันเป็นความท้าทายในยุคดิจิทัล เมื่อแต่ละคนสามารถสื่อสารนำเสนออะไรก็ได้บนโลกออนไลน์ ทำให้เกิดกลุ่มก้อนที่ต่างก็ยึดมั่นถือมั่นแต่แนวคิดของตนอย่างสุดซอยและรับฟังมุมมองของฝ่ายอื่นๆ น้อยลง


จากปัญหาข้างต้น คำถามที่ตามมาคือ “แล้วเราจะสร้างสังคมที่เป็นประชาธิปไตยแบบมีคุณภาพได้อย่างไร” ประเด็นนี้ “ทีมงาน นสพ.แนวหน้า” มีโอกาสได้รับฟังมุมมองจาก นพ.พลเดช ปิ่นประทีป สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ซึ่งก่อนหน้าที่จะมาเป็น สว. ท่านก็ทำงานกับภาคประชาชนมานาน อาทิ เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา และเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ จึงเห็นถึงความสำคัญของ “ชุมชนเข้มแข็ง” อย่างมากว่านี่คือ “รากฐาน” ของประชาธิปไตย

“องค์กรชุมชนในระดับหมู่บ้านมีมากมาย แต่ส่วนใหญ่จะไม่มายุ่งการเมืองข้างบนเพราะการเมืองข้างบนมีแต่การต่อสู้แก่งแย่ง ช่วงชิง เป็นเรื่องอำนาจผลประโยชน์ มันไกลตัวจากพวกเขาจึงต้องมีการจัดการตัวเอง แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่การเมืองข้างบนลงไปถึงเขาก็จะแตกหมด แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย ดังนั้น พิษภัยการเมืองระดับชาติต้องไม่ให้ลงมาในระดับฐานราก” นพ.พลเดช กล่าว

นพ.พลเดชกล่าวต่อไปว่า การเมืองในระบอบประชาธิปไตยควรเป็นองค์รวม มีองค์ประกอบเปรียบเสมือนพีระมิด โดยเฉพาะ “ส่วนฐานคือประชาธิปไตยฐานรากหรือประชาธิปไตยชุมชน ที่มีความสำคัญแต่ที่ผ่านมามักไม่ค่อยถูกพูดถึงในการปฏิรูปการเมือง” ประชาธิปไตยดังกล่าวนั้นว่าด้วยเรื่องการแก้ปัญหาแบบพึ่งพาตนเอง คือชุมชนเข้มแข็งในระดับหมู่บ้านที่มีกว่า 8 หมื่นหมู่บ้านถือว่าเยอะมากและยังย่อยเป็นองค์กรชุมชนที่หลากหลาย เช่น กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มท่องเที่ยวชุมชน เป็นต้น ก่อให้เกิดสังคมเครือข่ายแต่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียว

ทั้งนี้ “การปฏิรูปการเมืองไม่อาจทำจากข้างบน แต่ต้องทำให้ฐานรากแข็งแรง แล้วให้ข้างล่างลุกขึ้นไปสร้างความเปลี่ยนแปลง” ซึ่งเป็นภารกิจที่ทำอยู่ตลอด 1 ปีครึ่งที่ผ่านมาในฐานะ สว. คือการขับเคลื่อน “การเมืองแบบมีส่วนร่วม”จากฐานรากสู่ตรงกลาง หมายถึงประชาชนมีส่วนเสนอนโยบายการพัฒนาในระดับท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารจังหวัด (อบจ.) หรือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นต้น

จากนั้นจึงพัฒนาไปสู่ระดับยอดพีระมิดคือการเมืองในระดับประเทศ อันหมายถึงระบอบประชาธิปไตยตัวแทนผ่านสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และวุฒิสภา ซึ่งประชาชนจะสนใจการเมืองระดับนี้มากที่สุด โดยหากจะปฏิรูปการเมืองต้องทำทั้งระบบ นำทั้งสามองค์ประกอบมาบูรณาการเข้าด้วยกัน ไม่แยกส่วนกัน และในวันนี้จะชวนการเมืองในระดับฐานรากมาร่วมแก้ปัญหา

“ที่ผ่านมา การปฏิรูปการเมืองแค่รัฐธรรมนูญไม่พอ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกระดาษเมื่อยกร่างเสร็จแล้วและคิดว่าจบแล้วไม่ต้องทำอะไรอีกแล้วมันไม่ใช่ มันต้องมีการกระบวนการพัฒนาต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นคราวนี้มีรัฐธรรมนูญแล้ว ต้องมีมากกว่านั้นคือให้ประชาชนปฏิบัติการทางการเมือง สามารถเป็นพลเมืองได้นี่คือการเมืองวิถีใหม่ที่ผมกำลังผลักดัน”โฆษก กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ระบุ

นพ.พลเดช ยังเปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังผลักดัน (ร่าง) พ.ร.บ.เสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เข้าสู่สภา เพราะต้องสร้าง “ความเป็นพลเมือง” ให้เกิดขึ้นให้ได้ สิ่งที่ดำเนินการสร้างประชาธิปไตยวิถีใหม่ก็คือ “วัฒนธรรมทางการเมืองแบบใหม่” โดยจะเชิญชวนภาคประชาชน และนักการเมืองที่มีแนวคิดวิถีใหม่ ไม่ใช่แนวคิดแบบเก่าเข้ามาร่วม

และต้องดำเนินการภาคปฏิบัติการ ในรูปแบบ“การเมืองแบบจิตอาสา” คือ มีอาชีพอื่นอยู่แล้วแต่มีกำลังและจิตใจที่พร้อมจะมาทำงาน ไม่ใช่มาเล่นการเมืองและไม่ใช่มาเขียนกฎหมายหรือท่องหนังสือกันอยู่ โดยได้ร่วมกับ สว. อีกท่านหนึ่งคือ นพ.พิทักษ์ ไชยเจริญ ตั้งคณะทำงานประชาธิปไตยวิถีใหม่ภาคประชาชน เพื่อเชิญชวนผู้นำชุมชน ภาคประชาสังคม และนักการเมืองท้องถิ่น ผ่านเวที4 ภาคขึ้นมา 2 เวที เวทีแรกจัดไปแล้วที่ จ.พิษณุโลก และจ.ตรัง ส่วนเวทีที่ 3 จะจัดขึ้นวันที่ 29-30 มี.ค. 2564 ที่ จ.นนทบุรี และเวทีที่ 4 วันที่ 10-11 เม.ย. 2564 ที่ จ.ขอนแก่น

“วันนี้ทุกคนเห็นหมดแล้วว่า การเมืองมันดิ่งจนกระแทกก้นเหวแล้ว แต่อะไรก็ตามที่กระแทกก้นเหวแล้วมันจะสะท้อนขึ้นมา ในช่วงที่สะท้อนขึ้นมาต้องทำให้ดีอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ ที่ผ่านมามีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงกันมากมายในการเลือกตั้งประชาชนก็ไม่มีทางเลือกมากนัก ตอนนี้เราเตรียมเครือข่ายชุมชนท้องถิ่น ชุมชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจพอเพียงมีอยู่เต็มแผ่นดินซึ่งผมทำมากกว่า 40 ปี แต่ที่ผ่านมาเราไม่ได้ยุ่งเกี่ยวการเมือง ไม่พึ่งใคร เราพึ่งกันเอง

แต่วันนี้ผมจะชวนเครือข่ายสภาประชาสังคมไทยที่มีอยู่ทั้ง 77 จังหวัด อีก 2 ปีข้างหน้าที่จะมีการเลือกตั้งใหญ่ เข้ามาปฏิบัติการรวมถึงเวที 4 ภาคที่จะขับเคลื่อนการเมืองวิถีใหม่ก็จะเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งใหญ่อีก 2 ปี ข้างหน้าเช่นกัน ส่วนการเมืองระดับกลางของพีระมิดคือท้องถิ่นได้จัดตั้งเครือข่ายท้องถิ่นท้องที่วิถีใหม่ หลังการเลือกตั้งท้องถิ่นเสร็จสิ้นทั้งหมดก็จะปฏิบัติการ ดังนั้นทั้ง 3 ส่วนของพีระมิดจะดำเนินการไปพร้อมกันหลังจากที่ผมเสร็จสิ้นการเป็นสว.แล้วก็จะออกไปทำหน้าที่ขับเคลื่อนในนามอิสระ” นพ.พลเดช กล่าวในท้ายที่สุด

อัญชลี บุญชนะ/ธาม บัวรุ่ง

SCOOP@NAEWNA.COM

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top