สกู๊ปพิเศษ : ยก‘ชะอวดโมเดล’กู้เศรษฐกิจใต้  ขยายผล‘เกษตรพรีเมียม’ชาวสวนผลไม้

สกู๊ปพิเศษ : ยก‘ชะอวดโมเดล’กู้เศรษฐกิจใต้ ขยายผล‘เกษตรพรีเมียม’ชาวสวนผลไม้

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) ในประเทศไทย ระลอก 3 ซึ่งเป็นรอบที่มีผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยสูงกว่าทุกรอบที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อประชาชน และผู้ประกอบการเป็นวงกว้างหลายกิจการเลิกจ้างพนักงาน เพื่อลดต้นทุน หลายแห่งต้องปิดตัวลงเพราะแบกภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว แม้รัฐบาลจะพยายามออกมาตรการมาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบผ่านโครงการต่างๆ แต่ก็ยังไม่สามารถครอบคลุมความเดือดร้อนได้

หลายหน่วยงานของภาครัฐ จึงพยายามที่จะหาช่องทางในการช่วยเหลือและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ตัวอย่าง เช่น สำนักงานสภานโยบาย การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ที่กำลังจะขยายโครงการบูรณาการวิจัยและนวัตกรรมที่มีผลทางเศรษฐกิจสูง ซึ่งได้ดำเนินการมาเมื่อปี 2561 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผลไม้ ในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช และจะขยายผลไปยังจังหวัดอื่นๆ ในอนาคต


ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า สอวช.จะต่อยอดจากโครงการบูรณาการวิจัยและนวัตกรรมที่มีผลทางเศรษฐกิจสูง ซึ่ง สอวช. ในขณะนั้นยังเป็น สำนักงานนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ สวทน. ได้ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพเกษตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนลงพื้นที่ไปช่วยชาวสวนมังคุด อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราชปรับเปลี่ยนการปลูกพืชตามวิถี ให้ได้ผลผลิตที่มีราคา

โดยพื้นที่ อ.ชะอวด มีการปลูกมังคุดกันมาก ผลผลิตในบางปีไม่ได้คุณภาพลูกเล็ก ยางไหลในผล ผิวไม่สวยราคาตกเหลือกิโลกรัมละประมาณ 10 บาท เท่านั้น คณะอาจารย์จาก ม.เกษตรฯกำแพงแสน จึงได้ไปให้ความรู้ด้านการตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้แสงเข้าถึง ความชื้นพอเหมาะ

นอกจากนี้ยังช่วยดูเรื่องของดินและการให้ปุ๋ยตามเวลา จึงทำให้ได้ผลผลิตดี และขายได้ในราคาสูงในบางพื้นที่สามารถทำมังคุดได้นอกฤดู ผลใหญ่ ประมาณ 6 ลูกต่อกิโลกรัม สามารถขายได้ในราคากิโลละ 120-180 กว่าบาท โดยเจ้าของสวนจะจ้างคนเก็บมังคุดลูกละ 5 บาท ถือเป็นการกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชนได้เป็นอย่างดี

“ผมกำลังจะหารือกับ ทีมอาจารย์ ม.เกษตรฯ กำแพงแสนนำโดย รศ.ดร.พงศ์เทพ อัครธนกุล ว่าควรขยายผลไปในพื้นที่ อ.สิชล และ อ.ท่าศาลา ซึ่งมีเกษตรกรชาวสวนมังคุดเป็นจำนวนมาก แต่ยังเป็นการปลูกกันแบบพื้นบ้านผลผลิตออกน้อยคุณภาพไม่สูง ขายไม่ได้ราคา จึงจะมีการนำแนวคิด“ชะอวดโมเดล” มาปรับใช้เพิ่มผลผลิตให้กับชาวสวนในสองอำเภอ จะทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น” ดร.กิติพงค์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือกันถึงการเพิ่มผลผลิตของชาวสวนปาล์ม ด้วย ที่ผ่านมาราคาตกต่ำ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความต้องการในท้องตลาดลดลง แต่อีกส่วนคือ
คุณภาพของผลผลิต ด้วยการปลูกตามแบบพื้นบ้าน จึงต้องนำองค์ความรู้ลงไปช่วย ตัดแต่งทรงพุ่มปาล์มเพื่อได้รับแสงและความชื้นในอากาศอย่างพอเพียง การให้ธาตุอาหารตรงตามสภาพดิน และความต้องการของพืช การปลูกปาล์มต้องหมั่นเพิ่มอินทรียวัตถุลงในดินด้วย

“การยกระดับเกษตรกรให้เป็นเกษตรอัจฉริยะนั้น องค์ความรู้และคณะอาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ ในมหาวิทยาลัยจะช่วยได้ ที่ผ่านมาลงไปช่วยเกษตรกรน้อย เนื่องจากนักวิจัยหรืออาจารย์มหาวิทยาลัยไม่สามารถนำผลงานไปขอตำแหน่งทางวิชาการได้ แต่ปัจจุบันทาง สอวช. กำลังผลักดันให้สามารถทำได้ ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้องค์ความรู้ที่มีอยู่อย่างมากมายในมหาวิทยาลัยได้ลงไปช่วยเกษตรกรได้อย่างจริงจัง อย่างในภาคเหนือก็จะมีอาจารย์ที่รู้เรื่องลำไยมาก ภาคใต้ก็มังคุด ปาล์ม ทุเรียน เป็นต้น”ดร.กิติพงค์ กล่าว

ดร.กิติพงค์ กล่าวว่า กำลังดูการวิจัยเชิงระบบเพิ่มเติมว่าจะทำอะไรได้บ้าง กับเกษตรตำบล และเกษตรอำเภอ เพราะหากมีการจัดการดีๆ และทำเรื่องเกษตรตำบล เกษตรอำเภอ ถ้าจัดกลไกสนับสนุนดีๆ และทำเรื่องการสร้างขีดความสามารถ ก็จะช่วยได้เยอะ และจะช่วยให้เกิดความยั่งยืนด้วย

นอกจากนี้ ผู้อำนวยการ สอวช. ยังมองว่า ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะที่ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช สามารถปลูก “ส้มโอ ทับทิมสยาม” ขายได้ในราคาที่สูงมาก และรสชาติอร่อยกว่าส้มโอทั่วไป ดังนั้น จึงอาจจะมีการหารือกันถึงการขยายพื้นที่เพาะปลูกใน จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งจะต้องมีการวิเคราะห์ดิน และใช้เทคโนโลยีเข้าไปช่วยเช่นเดียวกับทุเรียน แม้ว่าเกษตรกรชาวสวนทุเรียนส่วนใหญ่เก่งอยู่แล้ว แต่เนื่องจากทุเรียนยังเป็นพืชที่ใช้สารเคมีเยอะ จึงต้องมีการปรับกระบวนการผลิตเพื่อลดสารเคมี

ขณะเดียวกัน ทุเรียนก็ยังเป็นพืชที่ตายง่าย บางต้นให้ผลผลิตแค่ครั้งเดียวก็ยืนต้นตาย ซึ่งเราจะเข้าไปช่วยกันแก้ปัญหาในจุดนี้ ซึ่งเป็นจุดสำคัญ เพราะทุเรียนเป็นพืชเศรษฐกิจที่ยังมีตลาดใหญ่ สามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกได้อีกมาก

ด้าน น.ส.วารินทร์ ชินวงศ์ เจ้าของชินวงศ์ฟาร์มและอดีตประธานหอการค้า จ.นครศรีธรรมราช ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ตัดสินใจเลือกผลผลิตที่มีอนาคตอย่าง ส้มโอทับทิมสยาม เป็นสินค้าหลัก โดยเริ่มเข้าสู่อาชีพเกษตรกรรมเมื่อ 8 ปีที่แล้ว จากเดิมที่เคยทำธุรกิจไอที และเมื่อมีสมาร์ทโฟนเข้ามาแทนที่ ธุรกิจไอทีเริ่มซบเซา ประกอบกับพ่ออยากให้ทำเกษตร เลยกลับมาเดินตามฝันของพ่อ และเลือกส้มโอทับทิมสยาม โดยมองเห็นโอกาสว่า พื้นที่ประเทศไทยปลูกส้มโอได้ดีที่สุดในโลก และส้มโอที่ดีที่สุดในโลกคือทับทิมสยาม รูปทรงสวย ผิวเนื้อดี รสชาตินุ่มลิ้น และด้วยความที่บ้านดั้งเดิมเป็นคน อ.ปากพนัง ที่ปลูกส้มโอพันธุ์นี้ได้ดีที่สุดในประเทศไทย มีจีไอรับรอง ไม่มีเหตุผลใดที่เราจะไม่ทำ

อย่างไรก็ตามในช่วงเวลา 4-5 ปี ที่จะรอให้ส้มโอทับทิมสยามออกผลนั้น น.ส.วารินทร์ บอกว่า เราเป็นคนตัวเล็ก ที่มีทุนรอนไม่สูงนัก จึงต้องทำพืชอื่นผสมผสานไปด้วย จึงเลือกปลูกผักสลัด เพื่อให้ได้เงินในระยะสั้น โดยทำฟาร์มสลัด ที่ อ.ลานสกา ทำการปรุงดินเองทั้งหมด ไม่ได้ใช้ดินเดิม จึงทำให้ผักสลัดของเรา กรอบ หวาน อร่อย ไม่ขมเก็บในตู้เย็นได้นานไม่เสียง่าย ไม่เหมือนผักไฮโดร

ส่วนส้มโอตอนนี้ออกผลแล้ว และให้ผลผลิตดี เราจึงคัดเกรดเป็นพรีเมียมสำหรับส่งออก และโมเดิร์นเทรด ตกราคาลูกละ 400-500 บาท เกรดตลาดส่งตลาดไทย รวมถึงเกรดที่ปอกขายทั่วไป ก็ส่งในราคาท้องตลาดปกติ

“การทำเกษตรสมัยใหม่ ต้องทำในแนวทางที่แตกต่างเราต้องทดลองและลงมือทำเอง โดยมีเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยมาช่วย อย่างไร่ของน้ำเอง ก็ได้ทีมอาจารย์จาก ม.เกษตรฯ กำแพงแสน ก็มาช่วยชี้แนะ ถ้าเรายังทำเหมือนที่ทำกันมา เราก็จะไม่มีความแตกต่าง นอกจากนี้ยังต้องมีจำหน่ายในหลายช่องทาง ทั้งออนไลน์และออฟไลน์เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าตัวจริง” เจ้าของฟาร์ม ชินวงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

นี่คือส่วนหนึ่งของการนำเอาเทคโนโลยีและองค์ความรู้มาใช้ในการแก้ปัญหาให้เกษตรกร และพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรให้ดียิ่งขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top