วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569
ไม่ง่ายนะครับ “รัฐบาล” ที่นอกจากต้องบริหารการสาธารณสุข ที่วิกฤติด้วยโควิด-19 ยังต้องดูแลเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนคนไทยในสถานการณ์ Pandemic ที่ไม่เอื้อต่อการทำมาหากิน ไม่ว่าจาก “มาตรการของรัฐ” เอง (ที่ห่วงใยการแพร่ระบาด จึงต้องจำกัด “กิจกรรม” นานา) และ “กำลังซื้อ” ที่ร่อยหรอของคนทำมาหากินที่ประสบ “ปัญหา” และ “อารมณ์” ของ “ผู้บริโภค”ที่ “ไม่เอื้อ” ต่อการจับจ่ายใช้สอย
มี “ข่าวดี” มาจากกระทรวงพาณิชย์ครับ
ตัวเลขการส่งออกเดือนเมษายนปีนี้ ขยายตัวสูงถึง 13.09% คิดเป็นมูลค่า 21,400 กว่าล้านดอลลาร์
เป็นการขยายตัวที่สูงสุดในรอบ 3 ปี
ที่น่ายินดีคือขยายตัวต่อเนื่องจากเดือนมีนาคมที่บวกเพิ่ม 8.47%
ยอดส่งออก 4 เดือนแรกของปีนี้ เป็นมูลค่ากว่า 85,577 ล้านดอลลาร์
คนที่รู้เรื่อง “ส่งออกไทย” ดี ไม่ได้ยินดีตีปีกกระโดดโลดเต้น โดยเฉพาะ คนไทยที่ “รักชาติ”และ “รู้ทัน” กับเหลี่ยมกระทรวงพาณิชย์ที่ชอบอ้างเอาเครดิต
เพราะสินค้าส่งออกที่ส่งออกไปก็มาจากบริษัทฝรั่ง ญี่ปุ่น จีน เกาหลี ต่างชาติที่แค่มาอาศัย “แรงงาน” ฝีมือไทย “น้ำๆ” ส่วน “เนื้อๆ” บริษัทต่างชาติเจ้าของ Brand รับไปเต็มๆ
ที่ “ขายดี” ก็อยู่ที่เขาทำการตลาด
สินค้าไทยที่ส่งออกไม่ใช่สินค้าท้องถิ่นพื้นเพที่เราเคยร่ำเรียนตั้งแต่สมัยเด็กๆ (60 ปีที่แล้ว) ข้าว ไม้สัก ยางพารา
10 อันดับสินค้าไทยยุคใหม่ ส่งออก (ปี 2563) มี
1.รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (มี Brand ไทยไหม)
2.เครื่อง Computer อุปกรณ์และส่วนประกอบ(ทำนองเดียวกัน)
3.อัญมณีและเครื่องประดับ
4.ผลิตภัณฑ์ยาง
5.เม็ดพลาสติก
6.แผงวงจรไฟฟ้า
7.เคมีภัณฑ์
8.เครื่องจักรกล ส่วนประกอบ
9.น้ำมันสำเร็จรูป
10.เครื่องปรับอากาศ ส่วนประกอบ
ที่พอจะเป็น “ข่าวดี” คือ การส่งออกดีขึ้นแสดงว่า “เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว” (ประเทศที่เร่งรีบฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 อย่างมีประสิทธิภาพ เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็ว ขณะที่บางประเทศยังงมหอยอยู่)
กระทรวงพาณิชย์จะคุยอย่างไรก็ได้ เพราะ “คนรู้จริง” ในไทยยังมีน้อย อย่างส่งออกตกในประเทศใหญ่ หรือ ความสัมพันธ์กับบางตลาดมีปัญหา จะออกข่าวกำชับให้ “ทูตพาณิชย์ไทย”
ในต่างประเทศหาตลาดใหม่ (คงคิดว่าเป็นงาน “ปอกกล้วย”) ฯลฯ
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ กรมส่งเสริมการส่งออก หรือ กรมพาณิชย์สัมพันธ์ แทบไม่มีบทบาทในการทำการตลาดให้ “สินค้าไทย” เพราะส่วนใหญ่เป็นสินค้าภายใต้ Brand สากลที่เจ้าของ Brand เขาต้องทำอยู่แล้ว
กรมที่ควรมีบทบาทมากคือ “กรมเจรจาการค้า” เพราะมาตรการกีดกันหรือหมั่นไส้ที่แต่ละประเทศในยุโรปในอเมริกาออกมาส่งผลต่ออุตสาหกรรมไทยในวงกว้าง “การเจรจา” หรือ “การล่วงรู้ก่อน” จึงเป็นสิ่งสำคัญ
“ข่าวร้าย” วันนี้ของสินค้าส่งออกไทย (เดิม) ที่เคยสร้างชื่อสร้างเงินตราเข้าประเทศคือ “ข้าวไทย” ที่ส่งออกพลาดเป้าเสียแชมป์ให้กับ อินเดีย เวียดนาม
นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยชูเกียรติ โอภาสวงศ์ (ทายาทคุณสมาน โอภาสวงศ์ผู้ล่วงลับไปแล้ว ตำนานพ่อค้าส่งออกข้าวไทย) ให้สัมภาษณ์ (ของจริง) ว่า ปีนี้ “ข้าวไทยส่งออก” เจอวิกฤติแน่
“ข้าวขาว” ก็เสียส่วนแบ่งตลาดให้กับอินเดียเกือบหมด
“ข้าวหอมมะลิ” ก็เสียตลาดให้กับเวียดนาม
“ข้าวไทย” ไม่สามารถแข่งขันกับ “คู่แข่ง”ได้เลย ประเทศไทยขาดการ “พัฒนาคุณภาพ” ข้าวและ “การเพิ่มผลผลิตต่อไร่” ขณะที่ “ต้นทุน”ที่สูงขึ้นส่งผลต่อ “ราคา” ขายแต่ “คุณภาพ” เหมือนเดิม (ที่เริ่มแพ้ “คู่แข่ง”)
จากที่เคยเป็นที่ 1 ของโลก ส่งออกปีละ 9-10 ล้านตัน ปัจจุบันอย่างเก่ง 5-6 ล้านต้น
ใครที่ “เสก” เก่ง น่าจะช่วยเสก “ข้าวไทย”
เป็น “ทองคำ” ให้ “หงษ์ทอง” “ตราฉัตร” กลับมาครองตลาดได้ “ราคา”
กฤษณ์ ศิรประภาศิริ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี