สกู๊ปแนวหน้า : ‘คนจนเมือง-แรงงานข้ามชาติ’  จุดเปราะบางคุมโควิด‘มหานคร’

สกู๊ปแนวหน้า : ‘คนจนเมือง-แรงงานข้ามชาติ’ จุดเปราะบางคุมโควิด‘มหานคร’

วันเสาร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“เมือง” สถานที่ที่คนมาอยู่อาศัยรวมกัน เมืองมีความสำคัญในฐานะ “พื้นที่เศรษฐกิจ” จากแหล่งงานอาชีพที่หลากหลาย แต่ในยามเกิดภัยพิบัติ เมืองก็อาจกลายเป็น “จุดเปราะบาง” เสียหายได้ง่าย ดังปัจจุบันที่โลกเผชิญสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 เมืองใหญ่หลายแห่งรวมถึง กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งด้านสุขภาพจากปัจจัยที่เอื้อต่อการระบาด เช่น การมีผู้คนอยู่อย่างแออัดหนาแน่น และทั้งด้านเศรษฐกิจที่กิจการต่างๆ ต้องถูกปิดเพื่อสกัดไม่ให้โรคระบาด นำไปสู่ปัญหาการว่างงาน

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการเสวนาเรื่อง “มหานครโควิด-19 ชะตากรรมคนจนเมือง” หยิบยกสถานการณ์โควิด-19 ในชุมชนแออัดและผลกระทบกับประชากรทั้งที่เป็นคนไทยและแรงงานข้ามชาติ (หรือต่างด้าว) ที่ทำมาหากินอยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ มาพูดคุย อาทิ นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท ผู้อำนวยการสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากที่เคยทำงานกับชุมชนได้ข้อมูลว่าแรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะที่ผิดกฎหมายเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคระบาด และเมื่อสอบถามไปยังฝ่ายนโยบายก็ได้รับคำชี้แจงว่ามีงบประมาณควบคุมโรคในกลุ่มนี้


แต่มีความท้าทายสำคัญคือ 1.งบประมาณจะไปถึงคนกลุ่มดังกล่าวได้อย่างไร กับ 2.ทำอย่างไรจะทำให้สังคมเข้าใจถึงความจำเป็นในการใช้งบประมาณไปดูแลคนกลุ่มนี้ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องออกแบบระบบสาธารณสุขในเขตเมืองกันใหม่ เป็นระบบที่ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน ต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง แลกเปลี่ยนแบ่งปันข้อมูลซึ่งกันและกันเพื่อการสอบสวนโรคอย่างครอบคลุมและควบคุมโรคอย่างทั่วถึง

เช่นเดียวกับ นภนาท อนุพงศ์พัฒน์ ผู้อำนวยงานมูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา เปิดเผยว่า คนในชุมชนก็มีเสียงสะท้อนเรื่องนี้เช่นกัน เพราะแรงงานต่างด้าวเช่าที่พักอาศัยในชุมชนโดยเฉพาะชุมชนแออัด ดังนั้นจึงมีคำถามว่า ควรมีวิธีคิดอย่างไรในการดำรงอยู่ของคนกลุ่มนี้ ซึ่งอยู่ในชุมชนในกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก จะนับคนกลุ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอย่างไร เช่น ระบบทะเบียน ระบบสวัสดิการ

ด้าน วรรณา แก้วชาติ ผู้ประสานงานโครงการมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย กล่าวเสริมว่า นอกจากแรงงานต่างด้าวแล้วยังมีคนไทยอีกประมาณ 4-5 แสนคน ซึ่งมีปัญหาสถานะทางทะเบียน ตลอดจนผู้ต้องขังที่พ้นโทษแล้วไม่มีที่ไปและไม่ได้ทำบัตรประชาชน คนกลุ่มนี้ไม่ค่อยถูกพูดถึงมากนัก อาทิ ในกรุงเทพฯ มีคนติดทะเบียนบ้านกลางราว 2 หมื่นคน ส่วนคำถามที่ว่าเหตุใดต้องนำเงินภาษีไปดูแลคนทุกคนไม่เว้นแม้แต่ประชากรกลุ่มเหล่านี้ด้วย ก็ต้องบอกว่าคนเหล่านี้เขาก็ทำงานและจับจ่ายใช้สอยเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ต่างจากคนอื่นๆ ในสังคม

ขณะที่ สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) ให้ความเห็นว่า หากรัฐมีงบประมาณเพียงพอ ควรฉีดวัคซีนให้กับทุกคนในชุมชนที่ฉีดได้ ไม่ต้องกำหนดไว้เพียงร้อยละ 70 ของชุมชน เพราะแม้วัคซีนจะไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อได้ 100% แต่อย่างน้อยก็สามารถลดอาการป่วยรุนแรงหากติดเชื้อได้ ขณะที่การสอบสวนโรค ที่ผ่านมาทำงานได้ไม่เต็มที่ ไม่สามารถติดตามกลุ่มเสี่ยงได้ครบถ้วนอย่างรวดเร็ว ทำให้มีข่าวการระบาดเป็นกลุ่มก้อน หรือคลัสเตอร์ (Cluster) ใหม่ๆ เกิดขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้ ในกรุงเทพฯ ควรมีทีมสอบสวนโรคอย่างน้อย 200 ทีม และต้องเข้าถึงอย่างรวดเร็วในพื้นที่ความเสี่ยงสูง เช่น ชุมชนแออัดย่านคลองเตย ไม่ควรปล่อยให้ผู้ติดเชื้ออยู่ในชุมชนเป็นเวลานานแพราะเสี่ยงต่อการทำให้เชื้อแพร่กระจาย ขณะเดียวกัน รัฐอาจใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนควบคู่ไปกับการควบคุมโรคด้วยก็ได้ เช่น ให้คนที่ตกงานมาทำงานส่งอาหารและน้ำกับคนที่ต้องกักตัว เป็นต้น โดยให้คนในชุมชนร่วมกันคิดว่าในชุมชนของตนจะทำโครงการอะไรเพื่อดูแลคนในชุมชนด้วยกันเองก่อนนำเสนอให้รัฐอำนวยการสนับสนุน

ส่วนประเด็นแรงงานต่างด้าวทั้งถูกและผิดกฎหมาย สมชัย กล่าวว่า ไม่ว่าในแง่มนุษยธรรมหรือการควบคุมโรค ย่อมไม่อาจเว้นคนกลุ่มนี้ได้ แต่รัฐบาลอาจกังวลกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนที่มองว่าเหตุใดต้องนำเงินภาษีของคนไทยไปซื้อวัคซีนฉีดให้แรงงานเหล่านั้นด้วย นำมาสู่นโยบายแบบหลับตาข้างหนึ่ง คือไม่โฆษณาประชาสัมพันธ์ว่าจะฉีดให้แรงงานต่างด้าว แต่เมื่อมาขอก็จะฉีดให้ จึงมองว่านโยบายไปไม่สุดทาง

“ผมคิดว่ามันต้องการการประกาศนโยบายอย่างชัดเจนกว้างขวาง ว่านี่คือกลุ่มที่เราจะดูแลด้วย และดีไม่ดีอาจจะต้องดูแลก่อนด้วยซ้ำ เพราะถ้าเกิดเขามีพฤติกรรมซึ่งนำไปสู่การระบาดมากกว่า อันนี้ยิ่งจะต้องได้ Priority (ความสำคัญ) ด้วยซ้ำ อันนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่ารัฐบาลต้องเอาให้ชัดว่ามีนโยบายอย่างไรกันแน่ ประกาศให้ชัดเจนแล้วก็ทำตามนั้นด้วย” ผอ.วิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง TDRI กล่าว

รศ.ดร.ชะนวนทอง ธนสุกาญจน์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าถึงโครงการทดลองที่ทำร่วมกับชุมชน ซึ่งพบว่า คนในชุมชนมีบทบาทมากในการจัดทำข้อมูลในเชิงป้องกันโรค เช่น วิถีชีวิตเสี่ยงของคนในชุมชนไม่ว่าคนไทยหรือต่างชาติ ที่พักอาศัยที่โครงสร้างทางกายภาพเสี่ยงต่อการระบาดของโรค อาทิ การระบายอากาศทำได้ไม่ดี ถึงขั้นที่เคยชวนคณะทำงานจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมออกแบบและทำความเข้าใจกับเจ้าของอาคารให้เช่าที่เป็นจุดเสี่ยง

อนึ่ง พัฒนาการของระบบสาธารณสุขเริ่มมาจากชนบท แต่ปัญหาในปัจจุบันเกิดขึ้นในมหานครที่มีความซับซ้อนมาก คนทำงานด้านนี้จึงต้องเก่งขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากใน 1 ชุมชนมีหลายชุมชนย่อยแต่ไม่มีข้อมูล ที่สำคัญคือระบบสาธารณสุขต้องให้คนมีส่วนร่วม ซึ่งน่าชื่นชมสำหรับหลายชุมชน แต่ที่ต้องเพิ่มเติมคือความเข้าใจตั้งแต่ลักษณะของเชื้อโรค การรักษาไปจนถึงการฉีดวัคซีน เพื่อแก้ปัญหาข่าวลวง ข่าวลือและข่าวชวนงง

“ข้อมูลที่ส่งมาคนในพื้นที่ไม่เข้าใจ เช่น มาตรการบอกว่าต้องเข้าไปอยู่โรงพยาบาล รักษาตัว 14 วัน ถึงจะกลับมาได้ แต่มาตรการนี้ในทางการแพทย์เขาก็จะบอกว่าให้นับตั้งแต่วันไหนถึงวันไหน แต่คนในชุมชนไม่มีข้อมูลตรงนั้น ก็เกิดการโวยวายขึ้นมาว่าแล้วทำไมปล่อยมาก่อน ระบบไม่ดีนะ ตอนนี้คณะสาธารณสุขเราเข้าไป นอกจากจะเก็บข้อมูลมองเห็นสถานการณ์จริงแล้ว เรายังเป็นตัวเชื่อมในการอธิบายข้อมูลทางการแพทย์ ทางการสาธารณสุขให้ไปสู่การปฏิบัติที่เป็นไปได้” รศ.ดร.ชะนวนทอง ระบุ

ปิดท้ายด้วย ผศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่กล่าวว่า สิ่งที่ต้องตั้งต้นก่อนคือเรื่องของ “สิทธิที่จะอยู่ในเมือง” ในสถานการณ์โรคระบาดทุกคนมีสิทธิที่จะอยู่ในเมือง ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีหรือไม่มีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านในเมืองนั้น เพราะทุกคนมีส่วนร่วม
พัฒนาเมือง หากตั้งต้นจากจุดนี้ก็จะนำไปสู่การดูแลประชากรกลุ่มต่างๆ ทั้งนี้ การแก้ปัญหาชุมชนไม่อาจทำได้เพียงการนำสิ่งของไปแจกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำความเข้าใจ

เช่น คนในชุมชนมีแหล่งงานอยู่ที่ใด รายได้มาจากไหนมีส่วนร่วมพัฒนาพื้นที่บริเวณนั้นอย่างไร ซึ่งคนในชุมชนเป็นแรงงานบริการให้กับคนอีกจำนวนมากในสังคม อาทิ ชุมชนคลองเตยกับย่านสุขุมวิท ความเกี่ยวโยงนี้นำไปสู่การพูดเรื่องเมืองแบ่งปัน (Sharing City) และฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ที่จะไม่ได้เห็นเฉพาะข้อมูลผู้ป่วย แต่เป็นข้อมูลซับซ้อน ทั้งการสร้างประโยชน์ให้กับเมือง ผลกระทบ ความเปราะบาง สถานะของแต่ละคนในพื้นที่นั้นฯลฯ หากไม่มีข้อมูลเหล่านี้ย่อมไม่สามารถวางแผนการพัฒนาทั้งสุขภาพ เมืองและเศรษฐกิจได้

“เรื่องบ้านเช่าเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเราไม่ทำเรื่องนี้เราจะสร้าง Balance (สมดุล) เรื่องบ้านกับงานไม่ได้ ตอนนี้เห่อกันเรื่องสร้าง TOD (Transit Oriented Development-การพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน) การสร้างชุมชนตามสาธารณะ แต่ปัญหาใหญ่ตอนนี้คือคุณพูดแต่เรื่องรถไฟฟ้ากับที่พักอาศัย แต่คุณไม่พูดว่าคนจำนวนมากเขาจะอยู่อย่างไร แล้วเรื่องนี้มันสำคัญเพราะเราไม่มีข้อมูล ไม่มีนโยบาย

แล้วบ้านเช่ามันมีหลายระดับ แล้วมันเป็นจุดเปราะบางทุกเรื่อง ตั้งแต่แรงงานต่างด้าว คนรวย-คนจนถ้าเขาถูกกระทบจากเศรษฐกิจ เขาก็ต้องลดระดับมาตรฐานบ้านเช่าเขาลงเรื่อยๆ จากเช่าบ้านแพงมาสู่บ้านถูก แล้วสุดท้ายก็ออกไปเป็นคนไร้บ้านได้ด้วย” ผศ.ดร.พิชญ์ ยกตัวอย่างหนึ่งในข้อมูลของเมืองที่ภาครัฐจำเป็นต้องมี แต่ในความเป็นจริงนั้นขาดหายไป

ผศ.ดร.พิชญ์ ยังกล่าวถึงประเด็นบ้านเช่าไว้อีกว่าในต่างประเทศการไล่ผู้เช่าออกจากที่พักอาศัยไม่สามารถทำได้โดยง่าย และการขึ้นค่าเช่าก็มีขั้นตอน ซึ่งในประเทศไทยก็ต้องหาแนวทางที่ยืดหยุ่น โดยท้องถิ่นต้องเข้ามาดูเรื่องนี้อย่างจริงจัง เช่น เมื่อมีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ต้องพิจารณาด้วยว่าแล้วคนจนจะอยู่อย่างไร จะชดเชยอย่างไร มากกว่าเพียงการไล่รื้อ เพราะดีกว่าที่จะให้คนหลุดออกไปเป็นคนไร้บ้าน หรือเข้าไปสู่แวดวงอาชญากรรม

อันเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้น!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top