วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569
“ข่าวปลอม-ข่าวลือ (Fake News-Rumour)” แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะพบมาตั้งแต่การสื่อสารแบบดั้งเดิม เช่น จดหมายลูกโซ่ เรื่องเล่าปากต่อปาก ฯลฯ แต่ที่กลายเป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบันเพราะการแพร่กระจายข่าวสารทำได้ง่าย เร็วและกว้างขวางผ่านเทคโนโลยีออนไลน์ จนมีข้อเสนอให้เร่งสร้างความรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) กับผู้คนยุคนี้ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาทับซ้อนเข้ามาด้วยคือ “ความจริงทางเลือก (Alternative Truth)” ที่ผู้คนจะเลือกเชื่อชุดข้อมูลที่สอดคล้องกับความชอบที่มีอยู่เดิม โดยไม่รับฟังชุดข้อมูลอื่นจากแหล่งที่ตนเองไม่ชอบ
ในงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “ฮาวทูรับมือข้อมูลสับสน/ข่าวสารลวงหลอกให้ถูกทาง” โดยภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) เมื่อเร็วๆ นี้ เทพชัย หย่อง สื่อมวลชนอาวุโส ที่ปรึกษาสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส กล่าวว่า ข่าวปลอมเรื่องสุขภาพ (เช่น ยา) แม้จะเกี่ยวกับความเป็น-ความตาย แต่ยังแก้ไขได้หากมีผู้เชี่ยวชาญมาอธิบายข้อเท็จจริง แต่ที่น่าเป็นห่วงคือข่าวปลอมที่เป็นประเด็นทางการเมือง เพราะมีผลในระยะยาวและไม่สามารถหักล้างด้วยข้อเท็จจริงได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาในหลายประเทศ รวมถึงประเทศที่เชื่อกันว่าก้าวหน้าในการรับรู้ข่าวสารอย่าง สหรัฐอเมริกา
“ถ้าคนเลือกที่จะไม่เชื่อมันก็คือไม่เชื่อ ข้อเท็จจริงมีมากแค่ไหนมันก็ไม่มีความหมาย เพราะตอนนี้มันเป็นอย่างที่เรามีศัพท์ที่เราเห็นกัน คำว่าดูมสโครลลิง (Doomscrolling) แปลว่าการที่ใครเข้าไปในออนไลน์เพื่อจะไปหาข้อมูลที่ตอกย้ำหรือยืนยันความเชื่อของตัวเองที่มีอยู่แล้ว แล้วก็ปิดกั้นทุกอย่างที่จะไม่ไปรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่มาจากแหล่งอื่นที่ตัวเองไม่ชอบหรือไม่เชื่อว่ามันจะสอดคล้องกับความเชื่อของตัวเอง”เทพชัย กล่าว
เทพชัย กล่าวต่อไปถึงคำว่า “ทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory)” ซึ่งน่าเป็นห่วงเพราะระยะยาวจะนำไปสู่การสร้างความขัดแย้งและเกลียดชัง “แต่หากจะให้รัฐบาลมีบทบาทมากขึ้น คำถามคือรัฐบาลควรมีบทบาทเพียงใด เพราะหากรัฐบาลเองไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ ยิ่งมีบทบาทมากคนก็ยิ่งไม่เชื่อ” เช่น มีตัวอย่างใน ฟิลิปปินส์ หรือประเทศที่ไกลออกไปจากอาเซียนอย่าง อินเดีย ข้อมูลที่รัฐบาลแถลงได้รับความเชื่อถือจากประชาชนน้อยกว่าข่าวลือ
พ.ต.ท.(หญิง) เพรียบพร้อม เมฆิยานนท์ รองผู้กำกับ กลุ่มงานต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเตอร์เนต บก.ตอท.บช.สอท. บอกเล่า ประสบการณ์ที่เคยไปทำงานในประเทศเฮติ เมื่อปี 2553 ซึ่งเพิ่งเผชิญภัยพิบัติแผ่นดินไหวมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และยังมีเคราะห์ซ้ำด้วยการระบาดของอหิวาตกโรค โดยเฮติเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนเป็นอันดับต้นๆ ของโลกประชากรราวร้อยละ 80 ไม่รู้หนังสือ
ด้วยความที่เป็นโรคใหม่สำหรับชาวเฮติ ทำให้เกิดข่าวลือว่าโรคนี้มาจากประเทศเนปาล เพราะเป็นเชื้อแบบเดียวกับที่พบที่นั่น โดยระบาดมาผ่านทางทหารชาวเนปาลที่อยู่ในกองกำลังรักษาสันติภาพขององค์การสหประชาชาติ (UN) ที่มาปฏิบัติภารกิจในเฮติ ส่งผลให้ไม่ว่ารัฐบาลและ UN จะพูดอะไรชาวเฮติก็ไม่เชื่อ โดยมีทฤษฎีสมคบคิดว่า มีการปล่อยให้เกิดโรคระบาดขึ้นเพื่อเปิดทางให้นำกองกำลังรักษาสันติภาพเข้ามาในประเทศ และทหารก็จะมีรายได้
“ตอนนั้นต้องยอมรับว่า บทบาทของ NGO (องค์กรพัฒนาเอกชน) และภาคประชาสังคมค่อนข้างจะเข้มแข็ง ความเป็นกลางของเขามันทำให้สิ่งที่เขาสื่อสารไปประชาชนรับฟัง แล้วอีกอย่างคือผู้นำทางศาสนาก็มีบทบาทสำคัญในประเทศยากจน เพราะการเข้าถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไม่มีแน่นอน โดยเฉพาะในปี 2010 (2553) มันเข้าถึงสื่อยากแล้วก็ไม่มีสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ถ้ามีมากสุดคือเหมือนโนเกีย 3310 ส่ง Message (ข้อความ) อะไรกันไป อย่างที่บอกประชากรอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ มันก็จะเป็นปัญหา” พ.ต.ท.(หญิง) เพรียบพร้อมระบุ
พ.ต.ท.(หญิง) เพรียบพร้อม เล่าต่อไปว่า ในเวลานั้นการสื่อสารกับชาวเฮติจะใช้วิธีประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงตามพื้นที่ต่างๆ เช่น ตลาด รถโดยสารสาธารณะ ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆ แต่เข้าถึง จากเดิมที่ชาวเฮติมักขับถ่ายปัสสาวะ-อุจจาระตรงไหนก็ได้แม้แต่ข้างถนนทำให้สุขอนามัยไม่ดีเป็นสาเหตุการระบาดของอหิวาตกโรคก็นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อนึ่ง ความไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลก็ยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในด้านอื่นๆ เช่น หญิงตั้งครรภ์ไม่นิยมไปคลอดบุตรที่โรงพยาบาลแต่ตลอดเองที่บ้าน ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตของแม่และทารกค่อนข้างสูง
ขณะที่ ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต รณะนันท์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงท่าทีของผู้มีอำนาจ เช่น โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ มักโจมตีสื่อที่ตนเองไม่ชอบว่าเป็นผู้เผยแพร่ข่าวปลอม หรือบทบาทหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่แก้ไข (Debunk) เมื่อเกิดข่าวปลอม ข่าวที่ถูกแก้ออกมาอาจไม่ถูกมองว่าจริงหรือเท็จ แต่เป็นข้อมูลอีกชุด (Version of Information) ที่ทำให้ผู้มีอำนาจได้ประโยชน์
“Disinformation (การบิดเบือน) คาบเกี่ยวอยู่บนความจริงและไม่จริง-เท็จและไม่เท็จ มันก็ขึ้นอยู่กับ Version of Truth (ชุดของความจริง) หรือ Version of Information (ชุดของข้อมูล) ถูกนำมาสนับสนุน Claim (อ้าง) ว่าอะไรจริง-ไม่จริง มันมาจากใคร มันอาจจะไม่ได้อยู่ที่ตัวความจริง มันอยู่ที่ว่าใครพูด ใครเสียงใหญ่หรือใครทำให้คนเชื่อถือได้มากกว่ากัน” ศ.ดร.พิรงรอง กล่าว พร้อมกับยกตัวอย่างภาพ “rabbit–duck illusion” ขึ้นมาประกอบ โดยเป็นภาพที่ศิลปินวาดให้มองเห็นได้ทั้งภาพเป็ดและภาพกระต่าย
อีกด้านหนึ่ง พิชญ์วดี กิตติปัญญางาม ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหาร Arkki ประเทศไทย กล่าวถึงการประเมินความรู้เท่าทันสื่อ ซึ่งวัดจาก 3 ปัจจัยคือ 1.เสรีภาพสื่อ (Media Freedom) เช่น หากประเทศมีเสรีภาพสื่อสูงแล้วผู้คนไม่หลงเชื่อข่าวปลอมแสดงว่ามีความรู้เท่าทันสื่อสูง 2.คุณภาพการศึกษา (Education Quality) เช่น การสอบที่เป็นสากลอย่าง PISA จะมีวิชาการอ่านเพื่อทดสอบทักษะการคิดวิเคราะห์ ซึ่งพบว่า คนที่สามารถอ่านอะไรยาวๆ ได้ จะมีภูมิต้านทานต่อข่าวปลอมสูงกว่าคนที่อ่านเพียงไม่กี่บรรทัดแล้วสรุป
และ 3.ความไว้วางใจกันของผู้คน (Trust in People) ซึ่งแต่ละสังคมจะแตกต่างกัน เช่น ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย อาทิ สวีเดน ฟินแลนด์ ประชาชนค่อนข้างเชื่อมั่นในศูนย์ข่าวของรัฐ แต่ก็ต้องเข้าใจว่าประเทศเหล่านี้สร้างขึ้นมาบนความไว้วางใจซึ่งกันและกันแม้กระทั่งครูยังไม่มีระบบประเมินผลการสอน หรือการทุจริต (Corruption) ก็เป็นตัวแปรที่ส่งผลต่อความไว้วางใจ โดยประเทศที่มีปัญหาการทุจริตต่ำคะแนนความรู้เท่าทันสื่อก็จะสูง หรือสังคมที่ไม่เชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ ไม่เชื่อมั่นในสื่อมวลชน คะแนนความรู้เท่าทันสื่อก็จะน้อย
“ความสัมพันธ์ระหว่าง Corruption (การทุจริต) กับ Media Literacy (ความรู้เท่าทันสื่อ) สัมพันธ์กันอย่างนี้เลย ประเทศที่ Corruption น้อยที่สุด คือ Clean (สะอาด) มากๆ ฟินแลนด์อยู่อันดับต้นๆเลยมี Trust (ความไว้วางใจ) เยอะ ทำให้ Media Literacy เขาออกมาสูงด้วยเช่นกัน” พิชญ์วดียกตัวอย่าง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี