‘อัษฎางค์’เล่า‘5 เรื่องราวของรัชกาลที่ 5’-ที่มา‘พระเกี้ยว’สัญลักษณ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

‘อัษฎางค์’เล่า‘5 เรื่องราวของรัชกาลที่ 5’-ที่มา‘พระเกี้ยว’สัญลักษณ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันจันทร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 08.55 น.

‘อัษฎางค์’เล่า‘5 เรื่องราวของรัชกาลที่ 5’-ที่มา‘พระเกี้ยว’สัญลักษณ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

25 ตุลาคม 2564 นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก “เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค” อธิบายและเล่าความเป็นมาของ “พระเกี้ยว” มีเนื้อหาดังนี้...


พระเกี้ยว (ตอนที่ 1)

“5 เรื่องราวของรัชกาลที่ 5”

ผู้เปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในประเทศที่ทันสมัยที่สุดในเอเชียเทียบเคียงยุโรป

•1 พระเกี้ยว คือสัญลักษณ์แทนพระองค์ของรัชกาลที่ 5

•2 รัชกาลที่ 5 คือสัญลักษณ์แห่ง”ความทันสมัย”

•3 รัชกาลที่ 5 คือสัญลักษณ์แห่ง”วิวัฒนาการสู่ความประชาธิปไตย”

•4 รัชกาลที่ 5 คือสัญลักษณ์แห่ง”การพัฒนา”

•5 รัชกาลที่ 5 คือสัญลักษณ์แห่ง”ความเท่าเทียมกัน”

…………………………………….……………………………….

•1 พระเกี้ยว คือสัญลักษณ์แทนพระองค์ของรัชกาลที่ 5

“พระเกี้ยว” เป็นศิราภรณ์ประดับพระเกศาหรือพระเศียรของพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระมหากษัตริย์

คำว่า เกี้ยว ถ้าเป็นคำนามแปลว่าเครื่องประดับศีรษะหรือเครื่องสวมจุก ถ้าเป็นคำกริยาแปลว่าผูกรัดหรือพัน

“จุฬาลงกรณ์” แปลว่า เครื่องประดับศีรษะหรือจุลมงกุฎ

“จุลมงกุฎ” หมายถึง พระราชโอรสของสมเด็จฯเจ้าฟ้ามงกุฎฯ หรือ พระจอมเกล้าน้อย อันเกี่ยวโยงถึงพระปรมาภิไธยในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระนามาภิไธยเดิม คือสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามงกุฎฯ

ดังนั้น “พระเกี้ยว” คือตัวแทนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้พระราชทานพระนามของรัชกาลที่ 5 เป็นชื่อของมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ให้สำนึกใตพระคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้พระราชทานกำเนิดมหาวิทยาลัยนี้

รัชกาลที่ 5 เป็นผู้ให้กำเนิดโรงเรียนมหาดเล็ก จึงได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้พระเกี้ยวเป็นเครื่องหมายของโรงเรียน

ต่อมา โรงเรียนมหาดเล็กพัฒนามาเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในที่สุด พระเกี้ยว จึงกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยด้วย

 

*****************

พระเกี้ยว (ตอนที่ 2)

“5 เรื่องของรัชกาลที่ 5 ผู้เปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในประเทศที่ทันสมัยที่สุดในเอเชียเทียบเคียงยุโรป”

•1 พระเกี้ยว คือสัญลักษณ์แทนพระองค์ของรัชกาลที่ 5

อ่านรายละเอียดที่นี่: https://www.facebook.com/100566188950275/posts/165712192435674/?d=n

•2 รัชกาลที่ 5 คือสัญลักษณ์แห่ง”ความทันสมัย”

•3 รัชกาลที่ 5 คือสัญลักษณ์แห่ง”วิวัฒนาการสู่ความประชาธิปไตย”

•4 รัชกาลที่ 5 คือสัญลักษณ์แห่ง”การพัฒนา”

•5 รัชกาลที่ 5 คือสัญลักษณ์แห่ง”ความเท่าเทียมกัน”

…………………………………….……………………………….

•2 รัชกาลที่ 5 คือสัญลักษณ์แห่ง”ความทันสมัย”

ช่วงร้อยกว่าปีที่ผ่านมาในสมัยรัชกาลที่ 4- รัชกาลที่ 5 หลังจากประเทศมหาอำนาจตะวันตกผ่านการปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้ประเทศก้าวล้ำนำโลก แล้วได้ขยายอิทธิพลทางการเมืองการทหารมาสู่เอเชีย

ข้ออ้างสำคัญของชาติตะวันตกที่ใช้อ้างความชอบธรรมในการเข้ามาแทรกแซงกิจการภายใน เพื่อจะเข้ามาปกครองประเทศในเอเชียรวมทั้งไทย คือประเทศในเอเชียและไทย ล้าสมัย

รัชกาลที่ 5 ทรงทราบถึงภัยพิบัตินี้ จึงได้ยกเครื่องปฏิรูปการปกครอง ปฏิรูปสังคม(เช่น การเลิกไพร่ เลิกทาส) พัฒนาระบบคมนาคม สาธารณสุขและการศึกษา ครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ ให้ทันสมัยตามอย่างชาติตะวันตก

รัชกาลที่ 5 เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกๆ ในเอเชียที่ ฟังพูดอ่านเขียน ภาษาอังกฤษ ได้ ทำให้ทรงรับรู้ข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหวของการเมืองโลก และสามารถสื่อสารกับชาติมหาอำนาจได้

รัชกาลที่ 5 เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกในเอเชีย ที่เสด็จไปถึงยุโรป เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีและใช้การทูตในการรับมือกับการขยายอำนาจของชาติตะวันตก จนทำให้ไทยเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตก

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยเป็นชาติแรกๆ ในเอเชียที่มีรถไฟ ไฟฟ้า มหาวิทยาลัย เลิกทาส ประชาชนมีสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคและเริ่มต้นประชาธิปไตย

…………………………………….……………………………….

•3 รัชกาลที่ 5 คือสัญลักษณ์แห่ง”วิวัฒนาการสู่ความประชาธิปไตย”

หลังจากมีข้าราชการรวมตัวกันเสนอให้เปลี่ยนแปลงการปกครองให้ทันสมัยตามอย่างชาติตะวันตก

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสนอว่าก่อนจะทำการสิ่งใดอันเป็นการปรับปรุงบ้านเมืองไปสู่การมี “คอนสติติวชัน” (Constitution-รัฐธรรมนูญ) นั้น จำเป็นจะต้องทำ “คอเวอนเมนต์รีฟอม” (Government reform-ปฏิรูประบบราชการ) เสียก่อน

“ถ้าการเรื่องนี้ยังไม่เป็นการเรียบร้อยได้แล้ว การอื่น ๆ ยากนักที่จะตลอดไปได้”

และนั่นคือที่มาของการปฏิรูปการปกครองบ้านเมืองขนานใหญ่ดังที่ในเวลาต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเรียกว่า “Revolution”

เส้นทางพัฒนาสู่ความเป็นประชาธิปไตยในเมืองไทย เริ่มต้นจากจุดเริ่มต้น คือทรงปฏิรูปการปกครองแบบเทศาภิบาล ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ประชาชนมีสิทธิที่จะเลือก “ผู้ใหญ่บ้าน” และผู้ใหญ่บ้าน 10 หมู่มีสิทธิเลือกตั้ง “กำนันของตำบล”

…………………………………….……………………………….

•4 รัชกาลที่ 5 คือสัญลักษณ์แห่ง”การพัฒนา”

ทรงปฏิรูปการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดินชนิดที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่ายกเครื่องใหม่ทั้งหมด

กล่าวคือ ยกเลิกระบบจตุสดมภ์ ที่ประกอบด้วย 4 กรม ซึ่งใช้กันมาตั้งแต่ต้นกรุงศรีอยุธยา แล้วเปลี่ยนเป็น กระทรวง 12 กระทรวง ตามแบบชาติตะวันตกเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2435

ปรับปรุงการปกครองส่วนภูมิภาค โดยแบ่งเป็น หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ เมืองและมณฑล

 

******************

พระเกี้ยว (ตอนที่ 3)

“5 เรื่องราวของรัชกาลที่ 5”

ผู้เปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในประเทศที่ทันสมัยที่สุดในเอเชียเทียบเคียงยุโรป”

•1 พระเกี้ยว คือสัญลักษณ์แทนพระองค์ของรัชกาลที่ 5

อ่านรายละเอียดที่นี่: https://www.facebook.com/100566188950275/posts/165712192435674/?d=n

•2 รัชกาลที่ 5 คือสัญลักษณ์แห่ง”ความทันสมัย”

•3 รัชกาลที่ 5 คือสัญลักษณ์แห่ง”วิวัฒนาการสู่ความประชาธิปไตย”

•4 รัชกาลที่ 5 คือสัญลักษณ์แห่ง”การพัฒนา”

อ่านรายละเอียดที่นี่: https://www.facebook.com/100566188950275/posts/165720072434886/?d=n

…………………………………….……………………………….

•5 รัชกาลที่ 5 คือสัญลักษณ์แห่ง”ความเท่าเทียมกัน”

การเลิกไพร่และเลิกทาสเป็นพระราชกรณียกิจอันสำคัญยิ่งของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในเรื่อง”สิทธิมนุษยชน ที่ทำให้ประชาชนได้รับความเสมอภาคและความเท่าเทียมกัน”

ในสมัยโบราณ ประชาชนทุกคนถ้าไม่เป็นทาส ก็ต้องเป็นไพร่ที่มีสังกัดเจ้านายไปตลอดชีวิต และไพร่รับราชการโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน

ส่วนทาสนั้นยิ่งหนักหนากว่าไพร่ เพราะทาสสามารถซื้อขายกันได้

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 นั้น ประมาณว่าไทยมีทาสเป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมืองของประเทศ

ถ้านึกภาพไม่ไพร่และทาสไม่ออก ให้นึกภาพพนักงานที่ทำงานราชการหรือเอกชนทุกคนในปัจจุบัน ในอดีตถ้าไม่เป็นไพร่ก็เป็นทาส ที่ทำงานโดยไม่ได้รับผลตอบแทน โดยเฉพาะทาสที่ไม่มีอิสระภาพ

แล้วลองจินตนาการดูว่า การที่ในหลวงรัชกาลที่ 5 จะประกาศให้เลิกไพร่และเลิกทาส เป็นความเสียสละอย่างใหญ่หลวง เพราะคือความเสี่ยงต่อความมั่นคงและปลอดภัยของราชบัลลังก์และพระชนม์ชีพของพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์  ที่จะเกิดจากการผู้ที่สูญเสียผลประโยชน์ ซึ่งก็คือเจ้าขุนมูลนายทั้งหลาย อาจจะก่อจลาจลหรือสงครามกลางเมืองเหมือนสหรัฐอเมริกาที่ประชาชนในประเทศรบราฆ่าฟันกันเอง

แต่พระองค์คำนึง เรื่องสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมกันของประชาชนของพระองค์เป็นหลัก มากกว่าราชบัลลังก์และพระชนม์ชีพ

และด้วยพระปรีชาสามารถทำให้การเลิกไพร่และเลิกทาสในเมืองไทยที่ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป สำเร็จลงด้วยเรียบร้อยไร้สงครามกลางเมืองที่คนในชาติเข่นฆ่าฟันกันเหมือนในต่างประเทศ

…………………………………….……………………………….

การที่องค์การนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บิดเบือนข้อเท็จจริงและใส่ร้ายว่า พระเกี้ยว อันเป็นเครื่องหมายแทนในหลวงรัชกาลที่ 5 ซึ่งเท่ากับหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วยการใส่ร้าย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ ว่า เป็นความล้าหลัง การกดขี่ของชนชั้นปกครอง และความไม่เสมอภาคของความเป็นมนุษย์

เป็นการใส่ร้ายและหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อย่างเหิมเกริมและจงใจ

ผู้บริหาร คณาจารย์ นิสิตปัจจุบันและศิษย์เก่า นิ่งเฉยหรือยอมรับการกระทำดังกล่าวอยู่ได้อย่างไร

มีผู้หลักผู้ใหญ่ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่เบื้องหลังหรือให้ท้ายนิสิตในองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กระทำการดังกล่าว หรือไม่

 

…………………………………….……………………………….

อัษฎางค์ ยมนาค

-005

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top