วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569
"พระราชวชิรธรรมาจารย์ วิ." หรือ "หลวงพ่อสุธรรม สุธัมโม" เจ้าอาวาสวัดเกษรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) ตำบลบ้านตาด อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เมตตาเทศนาธรรมในหัวข้อ "ปุพเพกตปุญญตา" ที่ "บ้านลานเสียงธรรม" ซอยนาคนิวาส 40 ลาดพร้าว 71 กรุงเทพมหานคร
นะโม 3 จบ "ปุพเพกตปุญญตา เอตมฺมงฺคลมฺุตตมนฺติ"... วันนี้ได้เข้ามาซึ่ง "บ้านลานเสียงธรรม" คือ ความรู้สึกปลื้มปีติไปกับท่านเจ้าภาพ ท่านประธานี่ คือ ท่านพันเอกสมศักดิ์ เพราะนี่ขนาดยังอยู่ในช่วงระยะของโควิดก็ยังไม่สามารถปิดกั้นความศรัทธาของคณะเหล่าชาวพุทธเราทั้งหลายได้ ยังพากันหลั่งไหลมาอย่างหนาแน่น นี่แสดงถึงความผู้มีจิตใจหนักแน่นอยู่ใน "บุญ" เพราะ "บุญ" อันนั้นแหละเป็นที่พึ่งของเราได้อย่างแท้จริง
ชีวิตการเกิดขึ้นมาของพวกเรานั้น เราจะไปฝากเป็นฝากตายอะไรได้เล่า ทุกสิ่งทุกประการที่พวกเราเข้ามาเกี่ยวข้อง เราเข้ามาแตะต้อง จับต้อง ล้วนแต่เป็นของชั่วคราวทั้งนั้น นับตั้งแต่ร่างกายของเราเป็นต้นไป ก็ล้วนแต่เป็นของชั่วคราวทั้งนั้น แม้เราจะรัก เราจะชอบ เราจะยินดีพอใจ ขนาดไหนก็ตาม สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นก็ล้วนแต่เป็นของชั่วคราว เป็นของไม่ยั่งยืน เพราะฉะนั้นชีวิตอันมีคุณค่าของเรา เราจะฝากไว้กับของที่เป็นชั่วคราวนั้น ก็รู้สึกว่าจะประมาทนอนใจเกินไป เพราะชีวิตของพวกเราท่านทั้งหลาย เราล้วนแต่ปรารถนาความสุข ความเจริญ นับตั้งแต่ความรู้เดียงสามาของพวกเรา
เราก็พากันดิ้นรนทะเยอทะยานขวนขวาย แสวงหาตามความคาดหมายของเราเองว่า สิ่งใดมีสิ่งใดเป็นอย่างไรแล้วเราจะมีความสุข เราก็พากันดิ้นรน ทะเยอทะยานแสวงหาสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นมาสู่ชีวิตของพวกเรา
แต่แล้ว จริงๆ แล้ว ชีวิตของเราก็ยังไม่เคยประสบความสุข ตามที่เราปรารถนา ตามที่เราต้องการ ทั้งๆที่สิ่งที่เราปรารถนา เราต้องการ ก็ได้มา ก็เพราะสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น มันไม่ใช่ความสุข มันเป็นสิ่งที่เข้ามาให้ธาตุขันธ์ร่างกายของเราได้อาศัยช่วงระยะหนึ่งเท่านั้น อย่างเก่งก็ไม่เกินร้อยปี แล้วผลที่สุดก็ต้องจากไป
เพราะฉะนั้นสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นเข้ามาเป็นสิ่งที่บำรุงบำเรอ หรือ บรรเทาให้แก่ร่างกายของเรานั้น มันไม่ใช่ตัวความสุข เพราะร่างกายของเรานั้นเราจะไปหาความสุขของร่างกายได้อย่างไรเล่า ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่จะทุกข์ได้กับร่างกายได้อีกแล้ว พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า "ภารา หะเวปัญจขันธา" ขันธ์ 5 นี่เป็นภาระหนักที่สุด ไม่มีภาระอะไรในโลกนี้ที่จะหนักเท่าภาระในการแบกขันธ์ 5 นี้ ก็เรียกว่า "ภาราหะโร จะปุคคะโล" บุคคลที่แบกภาระอันนี้ไปแหละ "ทุกขังโลเก" อันนี้เป็นทุกข์ที่สุดในโลก และเรามาพิจารณาดูว่า การได้มาซึ่งธาตุขันธ์ร่างกายอันนี้มา นับตั้งแต่เราได้มาในวันแรก เราได้มาด้กวยการร้องไห้ หรือ ได้มาด้วยการหัวเราะ นำไปพิจารณาดู เราก็ยืนยันได้ว่า ทุกคนล้วนได้กมาด้วยการร้องไห้ ไม่มีใครเกิดขึ้นมาพร้อมกับการหัวเราะเลย มีแต่เกิดขึ้นมาเพื่อการร้องไห้เท่านั้น
นี่แหละ จุดเริ่มต้นของเรือนกายนี้ ก็เกิดขึ้นมาจากการร้องไห้ แม้จุดสุดท้ายของเรือนกายนี้ ก็ร้องไห้อีกเช่นกัน แม้คนตายไม่สามารถร้องไห้ได้ แต่ก็เป็นสาเหตุให้คนอื่นเขาร้องไห้ แล้วว่าการร้องไห้ทั้ง 2 จุดนี้ เป็นอย่างไร พระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ว่า "ชาติปิทุกขา ชะราปิทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง โสกะปริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิทุกขา อัปปิเยหิสัมปะโยโคทุกโข ปิเยหิ วิปปะโยโคทุกโข ยัมปิจฉัง นะ ละภะติตัมปิ ทุกขัง" ท่านบอกว่า ชาติความเกิดเป็นทุกข์ ทุกข์ชรา ความแก่ก็เป็นทุกข์
เพราะฉะนั้นความตายก็เป็นทุกข์ ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจก็เป็นทุกข์ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์ ความกลุ้มอกกลุ้มใจก็เป็นทุกข์ ความปรารถนาไม่ได้สิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นนั่นก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความได้อันสิ่งที่ไม่เป็นที่ปรารถนาก็เป็นทุกข์ เห็นไหมมันวนเวียนอยู่กับทุกข์เท่านั้นแหละ คือว่า เรือนกายนี้ ชีวิตนี้ จะมีแต่ทุกข์เกิด ทุกข์ดับ แต่ในขณะที่เราอยู่ด้วยการแบกขันธ์ 5 นี้ เพื่อความทุกข์ แต่เราก็สามารถเอาขันธ์ 5 ของเรานี่แหละ มาเป็นเครื่องมืออันประเสริฐได้ เอา 5 ขันธ์นี่ล่ะมาเป็นเครื่องมือ ที่จะเข้ามาที่จะบำรุงบำเรออบรมจิตใจดวงนี้
เพราะความสุขที่แท้จริงมันอยู่ที่จิตใจดวงนี้ มันไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย ร่างกายของคนเรามันเกิดมาแล้วก็เหมือนกันหมด ไม่มีใครแตกต่างกันหรอก ไม่ว่าจะคนดีคนชั่ว ไม่ว่าจะคนรวยคนจน พอเกิดขึ้นมาแล้ว ธรรมชาติเขาก็มอบสมบัติมาให้พร้อม ความเกิดนั่นแหล่ะว่า เธอเกิดขึ้นมาแล้ว เธอก็เอาความแก่ไป เธอเอาความเจ็บไป เธอเอาความตายไป เนี่ย ทุกคนจะให้เสมอเหมือนกันหมด คือ ร่างกาย แต่สิ่งที่ไม่เสมอเหมือนกันคือ "จิตใจ" จิตใจดวงนี้ที่ได้รับการอบรมก็เป็น "จิตใจ" ที่ทรงอรรถทรงธรรม

นับตั้งแต่การอบรมตั้งแต่ความเป็นปุถุชนคนมีกิเลสอย่างเราๆ ท่านๆ จนกระทั่งอบรมไปสู่สภาพความเป็นกัลยาณชน คือ ปุถุชนคนดี จากการเป็นกัลยาณชน ปุถุชน ก็เข้าไปสู่ความเป็น "อริยะบุคคล" จากความเป็นพระอริยะบุคคลก็เข้าสู่ความเป็น "พระอรหันต์" ได้ นี่แหละล้วนแต่อยู่ที่จิตที่ใจทั้งนั้น แล้วการอบรมจิตอบรมใจของเรา จะมีวิธีการใดที่แม่นยำและถูกต้อง ได้เท่ากับวิธีการขององค์ศาสดาเอกของโลก ก็คือ พระพุทธเจ้าของเรา ไม่มี
ฉะนั้นที่ใดๆ ในโลกนี้ก็ตามเถอะ ไม่มีลัทธิใดในโลกนี้ที่จะแสดงข้ออรรถข้อธรรมได้บริสุทธิ์ผุดผ่องจนถึงที่สุดได้ดั่งเช่น "องค์ศาสดา" ของพวกเรา เพราะฉะนั้นพวกเรามีโอกาสเกิดขึ้นมาในตระกูลของชาวพุทธ มีโอกาสเกิดขึ้นมาอัตภาพที่สมบูรณ์ ไม่พิกลพิการ ไม่ใบ้บ้าบอดหูหนวก จึงเป็นโอกาสดีอย่างยิ่งที่พวกเราได้น้อมนำเอาขันธ์ 5 นี่แหล่ มาเป็นเครื่องมือรีบเร่ง ในการอบรมจิตอบรมใจของเราเสียแต่บัดนี้ เพราะธาตุขันธ์ร่างกายที่เราแบกไว้นี้ นั่นก็เป็นของเปราะบาง เป็นสิ่งที่เราจะนอนใจไม่ได้เลย เพราะถ้าหากเราไม่มีขันธ์ 5 นี้แล้ว ก็ไม่สามารถจะไปอบรมจิตอบรมใจของเราได้ เพราะการอบรมจิตอบรมใจก็ต้องการเครื่องมือ เครื่องมือที่ประเสริฐก็คือ ขันธ์ 5 นี้แล
แต่ขันธ์ 5 นี้เป็นของเปราะบางอย่างยิ่ง ที่เราประมาทนอนใจไม่ได้ อย่างเช่นที่พระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ว่า “อัชเชวะกิจจะ มาตัปปัง โก ชัญญา มะระณัง สุเว นะ หิ โน สังคะรันเตนะ มหาเสเนนะ มัจจุนา” ท่านบอกว่า ความตายไม่มีเครื่องหมายบอกเหตุว่าจะมาถึงเราในวันนี้ หรือ พรุ่งนี้ แต่ถ้าพญามัจจุราชมาถึงเราในเวลาใด ขณะใด หรือ อิริยาบถใดก็ตามเถอะ ไม่มีใครจะไปอ้อนวอนต่อต้านขอร้อง หรือ ติดสินบนกับพญามัจจุราชได้ เราจะไปอ้างว่า ฉันจะเป็นเด็ก เป็นเล็ก เป็นหนุ่มเป็นสาว คอยให้ฉันแก่เฒ่าก่อนแล้วค่อยตาย หรือ การงานของฉันยังไม่เสร็จ ให้ฉันทำงานเสร็จซะก่อน เลี้ยงลูกเลี้ยงหลานให้โตเป็นหนุ่มเป็นสาวเสียก่อน แล้วค่อยตาย หรือ ฉันมีเงินเป็นสิบๆล้านแล้วฉันก็ให้พญามัจจุราชสัก 2-3 ล้าน แล้วไม่ต้องตาย
ท่านบอกว่า “มหาเสเนนะ มัจจุนา” ไม่มีใครจะไปต่อต้าน ต่อพญามัจจุราช ผู้มีเสนาอันยิ่งใหญ่ได้ แม้พญามัจจุราชมาถึงเราในขณะที่เรายังยืนอยู่ เราจะไปผลัดว่า ขอให้ฉันได้นอนก่อนแล้วค่อยตาย ไม่ได้เลย แล้วนับประสาอะไร เราจะไปผลัดวันประกันพรุ่งได้เล่า แต่ในขณะนี้แม้พญามัจจุราชจะวิ่งตามเราอยู่ก็ตาม แต่ยังมาไม่ถึงเรา ก็เป็นโอกาสที่เราจะนอบน้อมธาตุขันธ์ร่างกายนี้แหละ มาเป็นเครื่องมือรีบเร่งอบรมจิตอบรมใจเราเสียแต่บัดนี้
นับตั้งแต่การปูพื้นฐานในการอยู่ หรือ ความเป็นอยู่ของพวกเรา เพราะถ้าความเป็นอยู่ของพวกเรานั้น อยู่ด้วยความปีนเกลียว อยู่ด้วยความเศร้าหมองมืดมัว เราจะมาอบรมจิตอบรมใจของเรา สิ่งต่างๆ ทั้งหลายก็เป็น “ปลิโพธ” ความกังวล เข้ามาก่อกวนใจของเรา เราก็จะมาอบรมจิตอบรมใจของเราไม่ได้
เพราะฉะนั้นเราก็ต้องปูพื้นฐานเสียก่อน ปูพื้นฐานของการอยู่ร่วมกัน เพราะเราอยู่คนเดียวไม่ได้ เราต้องอยู่ร่วมกันเป็นหมู่เป็นคณะของเรา อยู่ด้วยกันเป็นหมู่คณะ หมู่คณะที่เราอยู่ด้วยกันล้วนแต่ปรารรถนาความร่มเย็นเป็นสุข ความเป็นอยู่ร่วมกันตั้งแต่ครอบครัว เป็นต้น จนกระทั่งหมู่คณะในวงงาน ในวงสังคม จนกระทั่งประเทศชาติ หมู่คณะในการอยู่รวมกันจะอยู่ร่วมกันด้วยความอบอุ่นร่มเย็น ก็เพราะการมีน้ำจิตน้ำใจต่อกัน
น้ำจิตน้ำใจเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น หรือจับต้องไม่ได้ แต่จะแสดงออกด้วยการเจือจาน เผื่อแผ่ แบ่งปัน สงเคราะห์ซึ่งกันและกัน ซึ่งเราเรียกว่า “ให้ทาน” เพราะฉะนั้นในสังคมใดก็ตาม ถ้ามีการให้ทานกันอยู่เป็นเนืองนิจแล้ว สังคมนั้นมีแต่ความอบอุ่นร่มเย็น ดั่งเช่นสังคมชาวพุทธเราทั่วไป ที่เราเห็น ดั่งเช่นเราในขณะนี้ เราต่างท่าน ต่างคน ต่างมา ด้วยน้ำจิตน้ำใจ เต็มอกเต็มใจในการให้ทาน ในการสละ ด้วยการเผื่อแผ่แบ่งปันต่อกันซึ่งกันและกัน มาอย่างสม่ำเสมอ นี่คือเหตุแห่งการนำมาซึ่งความร่มเย็น ความอบอุ่นในการอยู่ร่วมกันเสมอ - 003
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี