สกู๊ปแนวหน้า : ‘ขยะ’นิยามความหมาย  กับทิศทางบริหารจัดการ

สกู๊ปแนวหน้า : ‘ขยะ’นิยามความหมาย กับทิศทางบริหารจัดการ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.45 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) จัดบรรยาย (ออนไลน์) หัวข้อ“ขยะหายไปไหน ใครบ้างต้องอยู่กับขยะ” โดยผู้บรรยายคือ ภูมิ เพชรกาญจนาพงศ์ อาจารย์สาขาวิชาการพัฒนาชุมชนคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ซึ่ง อาจารย์ภูมิ เริ่มด้วยการอธิบายความหมายของ “ขยะ” ว่าหมายถึง “สิ่งที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้” แต่ไม่ว่าจะเป็นวัตถุหรือวัสดุที่ใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ล้วนเป็น “สสาร” ทั้งสิ้น ซึ่งเมื่อสิ่งใดใช้ประโยชน์ไม่ได้ก็จะถือเป็นขยะไป

“นิยามของขยะจึงเป็นกระบวนการทางสังคม(การให้คุณค่า) อย่างหนึ่ง” โดยขยะมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ แต่มุมมองเกี่ยวกับการบริหารจัดการขยะเริ่มเปลี่ยนแปลงในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (ปี 2303-2393) ซึ่งมนุษย์อยู่อาศัยแบบสังคมเมืองมากขึ้น ขยะจึงต้องถูกทิ้งอย่างเป็นที่เป็นทางเพื่อรักษาสุขอนามัยของเมือง ป้องกันไม่ให้เกิดโรคระบาด ขยะจึงถูกให้ความหมายว่าเป็นสิ่งน่ารังเกียจ ต้องถูกนำออกไปจากเมืองหรือชุมชน กระทั่งมาถึงปัจจุบัน มีความพยายามบริหารจัดการขยะ โดยทำให้วัตถุหรือวัสดุที่เหลือจากการผลิตหรือบริโภคไม่กลายเป็นขยะ เป็นต้น


“ในบางประเทศเลิกเรียกขยะว่าขยะ อย่างญี่ปุ่นจะไม่ใช้คำว่า Garbage (ขยะ) ในกฎหมายเรื่องการจัดการขยะของเขาจะใช้คำว่า Material Flow (การดำเนินการของวัสดุ) คือเขาไม่ได้มองว่าขยะเป็นขยะ แต่มองว่าทุกอย่างเป็น Material (วัสดุ) จะโดนเอาไปผลิตได้หรือเอาไปถมไว้ที่ไหนก็ตามมันคือ Material มันไม่ใช่ขยะ ขยะคือการพูดเชิงตัดสิน พูดเชิง Category (จัดประเภท) ฉะนั้นญี่ปุ่นกฎหมายขยะไม่ได้เรียกกฎหมายขยะ ไม่ได้เรียกกฎหมายรักษาความสะอาดเหมือนประเทศไทย

แล้วกฎหมายวัสดุจะพูดตั้งแต่การมาของวัสดุจนช่วงสุดท้ายของชีวิตวัสดุ ซึ่งการมาของวัสดุเรากำลังพูดถึงวัตถุดิบ กำลังพูดถึงทรัพยากรธรรมชาติ แล้วช่วงสุดท้ายของวัสดุเรากำลังพูดถึงขยะ เขาจะพยายามแสดงให้เห็นว่าทั้งหมดนี้มันคือวงจร มันคือ Material Flow คือการไหล หรือบางคนอาจจะได้ยินคำว่า Material Circle (วงจรของวัสดุ) คือการทำให้การผลิตเป็นวงจร เอากลับมาใช้ใหม่ได้” อาจารย์ภูมิ ยกตัวอย่าง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องทำควบคู่กับการเปลี่ยนนิยามความหมาย คือการพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีให้พร้อมไปด้วยกัน ดังตัวอย่างข้างต้นที่ประเทศญี่ปุ่นมีความพร้อม ในขณะที่ประเทศอื่นซึ่งเศรษฐกิจและเทคโนโลยียังไม่พร้อมก็ยังไม่สามารถทำแบบเดียวกันได้ ส่วนการบริหารจัดการขยะอย่างง่ายที่สุด คือการผลักดันขยะจากพื้นที่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง (เมืองหรือชุมชน) ไปสู่พื้นที่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำ(ที่รกร้างนอกเมือง)

อาจารย์ภูมิ กล่าวต่อไปว่า “การจัดการขยะไม่เท่ากับการกำจัดขยะ” โดยการกำจัดขยะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของอีกหลายๆ ส่วน เช่น การคัดแยก ขนย้าย นำกลับมาใช้ใหม่ เพียงแต่การกำจัดขยะเป็นส่วนที่ถูกพูดถึงบ่อยเพราะถูกมองเห็นได้ชัดเจน ทั้งนี้ จากการศึกษาชุมชนที่อยู่ใกล้กับพื้นที่กำจัดขยะ ไม่มีชุมชนไหนพอใจ ทุกที่ล้วนคัดค้านหมด แต่ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละชุมชนจะต่อสู้หรือต่อรองกับผู้มีอำนาจอย่างไร ซึ่งก็พบว่ามีทั้งชุมชนที่ประท้วงจนบ่อขยะถูกปิด ชุมชนที่ต่อรองจนสามารถอยู่ร่วมกับบ่อขยะได้ และชุมชนที่สยบยอม แม้บ่อขยะจะส่งกลิ่นรบกวนก็ทำได้แค่จำทน

“ถ้าเกิดการเจรจาสำเร็จ ทำให้ชุมชนยอมรับได้ ถ้าเงินถึง แต่ใช้คำว่าเงินถึงอาจดูไม่เป็นวิชาการเท่าไร คือถ้าเกิดราคาที่โครงการขยะหรือรัฐบาลยอมจ่ายชดเชยให้กับสิ่งที่ชุมชนต้องเสียไปรอบพื้นที่ทิ้งขยะ ชุมชนจะยอมรับ ซึ่งอันนี้มันก็เป็นลักษณะของ Nimby (โครงการที่มีผู้คัดค้านเพราะหวั่นเกรงผลกระทบ) ทั่วไป คือคุณจ่ายพอไหม? ถ้าคุณจ่ายพอชาวบ้านก็ยอมรับ

แต่ความแตกต่างคือ โครงการ Nimby ทั่วไป มันจะมีการกระจายการให้ประโยชน์ชุมชนรูปแบบเดียว คือเงินชดเชยอะไรพวกนี้ แต่ขยะมันสามารถให้การชดเชยได้หลายรูปแบบมากไม่ว่าจะเป็นการจ้างงาน หรือการเปลี่ยนให้ชุมชนเป็นชุมชนกำจัดขยะไปเลย คือบางชุมชนอนุญาตให้ชุมชนเข้าไปหาประโยชน์จากบ่อขยะเฉพาะชุมชนนี้ชุมชนเดียว เท่ากับชุมชนนี้ Monopoly(ผูกขาด) ขยะเลย คนในชุมชนก็หาขยะจนรวย” อาจารย์ภูมิ ระบุ

แต่ถึงจะได้รับเงินชดเชยสูงพอสมควร หรือแม้แต่มีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากงานที่เกี่ยวข้องกับแหล่งทิ้งขยะ (เช่น โครงการแปรรูปขยะเป็นพลังงานไฟฟ้า อาจมีกองทุนโรงไฟฟ้าเข้าไปสนับสนุนอีกช่องทาง) สิ่งหนึ่งที่พบคือ “ผลกระทบทางจิตใจ” อาจารย์ภูมิ อธิบายข้อค้นพบนี้ว่า แม้จะเป็นแหล่งกำจัดขยะที่บริหารจัดการได้ดีมากไม่เกิดมลพิษรบกวนชุมชนโดยรอบ แต่คนในชุมชนบริเวณนั้นก็ยังมองว่าตนเองเป็นผู้ที่ถูกทิ้ง นั่นเพราะขยะเป็นคำที่ถูกให้ความหมายเชิงลบ และเมื่อพูดถึงย่านหรือพื้นที่ดังกล่าว คนจากภายนอกอาจจะนึกถึงแหล่งกำจัดขยะก่อนเป็นสิ่งแรก

ถึงกระนั้น สำหรับประเทศไทย การจ่ายค่าชดเชยที่เป็นธรรมกับชุมชนที่ต้องแบกรับภาระการอยู่ใกล้พื้นที่กำจัดขยะก็ทำได้ไม่ง่ายอีก หนึ่งในปัจจัยคือกฎหมายที่เป็นข้อจำกัด “การที่ท้องถิ่นหนึ่งจะใช้จ่ายงบประมาณกับท้องถิ่นอื่นๆ อาจเข้าข่ายทำผิดกฎหมายได้” แม้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นั้นมีงบประมาณและยินดีชดเชยก็ตาม ดังนั้นจึงมีข้อค้นพบอีกว่า บ่อขยะที่รัฐทำร่วมกับเอกชน ซึ่งมีความยืดหยุ่นในการจ่ายค่าชดเชยผู้ได้รับผลกระทบมากกว่าบ่อขยะที่ภาครัฐดำเนินการเอง ดังนั้นจึงมีเสียงคัดค้านน้อยกว่า

เมื่อดูเส้นทางการเดินทางของขยะ ในอดีตเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร (กทม.) ขยะเกือบทั้งหมดถูกส่งออกไปยังบ่อขยะในต่างจังหวัด แต่ในปี 2562 สัดส่วนขยะที่ส่งออกไปจาก กทม. เหลือเพียงร้อยละ 50 และยังตั้งเป้าให้เหลือเพียงร้อยละ 20 ในอนาคตอันใกล้ ดังนั้นจะเห็นเจ้าของบ่อขยะบางแห่งเริ่มประกาศจะรับขยะจากเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) บ้าง หรือท้องถิ่นอื่นๆ ที่กำจัดขยะเองไม่ได้บ้าง ทั้งนี้ อปท. ที่เป็น องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) รวมถึง กทม. มีศักยภาพในการบริหารจัดการขยะได้ดีกว่าระดับเทศบาลลงไป

แต่ก็ต้องดูเป็นรายจังหวัดอีก ว่านายก อบจ.สามารถบริหารได้ทั้งจังหวัดหรือไม่ เพราะบางจังหวัด เพียงข้ามอำเภอ นายก อบจ. ก็มีข้อจำกัดแล้ว เนื่องจากแต่ละพื้นที่ล้วนมีเจ้าของ จึงเกิดอีกแนวทางหนึ่งคือ “การบริหารจัดการขยะแบบคลัสเตอร์” โดยให้ อปท. ร่วมกลุ่มดำเนินการ ถึงกระนั้น ก็มีทั้งที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ โดยกลุ่มหลังมีสาเหตุมาจากส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาคให้นโยบายมา แล้วท้องถิ่นยังไม่ขยับ ส่วนกลาง-ส่วนภูมิภาคจึงใส่ชื่อ อปท. กันไปก่อน กระทั่งต่อมามีประกาศให้แก้ไขรายชื่อ อปท. ให้ไปรวมกลุ่มกันใหม่ได้

“แนวโน้มที่ผมว่าน่าสนใจเรื่องของคลัสเตอร์ ใครสนใจเรื่อง อปท. กำลังใจ ให้ไปดูเรื่องคลัสเตอร์ คลัสเตอร์ไหนบ้างจากเดิมไม่สำเร็จแล้วในช่วง 3-4 ปีมานี้มันดีขึ้น ผมว่าเป็นหัวข้อวิจัยที่น่าสนใจ” อาจารย์ภูมิ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top