สกู๊ปพิเศษ : สร้างสวัสดิการหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัย  ความหวังหยุดยั้งวิกฤต Learning Loss

สกู๊ปพิเศษ : สร้างสวัสดิการหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัย ความหวังหยุดยั้งวิกฤต Learning Loss

วันอาทิตย์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“การอ่าน” คือรากฐานของชีวิต แต่ในประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่มาก หลายครอบครัวไม่มีหนังสือในบ้าน เข้าไม่ถึงหนังสือที่มีคุณภาพ ดังนั้นแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดเวทีพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายสวัสดิการหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัย “สานพลังร่วมหยุดวิกฤต Learning Loss จากปฏิบัติการทางสังคมสู่ข้อเสนอนโยบาย”

ผศ.ดร.มูฮัมหมัดอาฟีฟี อัซซอลีฮีย์ รองคณบดีคณะวิทยาการอิสลาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี และประธานเครือข่ายพลังอ่านชายแดนใต้ ระบุว่า การขับเคลื่อนการสร้างเสริมพลังการอ่าน เป็นอีกหนึ่งสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นและประสบผลสำเร็จในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วย 5 หลักการ คือ


1.การมีเครือข่ายที่เข้มแข็ง หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน ภาควิชาการในพื้นที่ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสานการทำงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน เพื่อขับเคลื่อนส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่าน ก่อนจะมีการรวมตัวเป็น “เครือข่ายพลังอ่านชายแดนใต้” ครบ 4 ปี

2.มีการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้มีคุณภาพ และพัฒนาต่อเนื่อง มุ่งไปที่การพัฒนาทรัพยากรบุคคล โดยใช้“การอ่าน” เป็นสื่อในการพัฒนา เริ่มตั้งแต่เด็กปฐมวัย ตลอดจนพ่อ แม่ ผู้ปกครอง

3.มีการใช้ความรู้ งานวิจัยขับเคลื่อนหรือชี้เป้าให้การทำงานง่ายขึ้น หารูปแบบหนังสือที่เหมาะสมเพื่อนำมาใช้พัฒนาคนในพื้นที่ ตัวอย่างงานวิจัยสำคัญคือการแจกหนังสือนิทานชื่อ “จ๊ะเอ๋” ให้พ่อแม่นำไปอ่านให้ลูกฟัง พบข้อมูลสำคัญ คือ 1.ผู้ปกครองจะเลือกอ่านหนังสือให้ลูกฟังเพราะหนังสือสวยงามน่าอ่าน 2.มีการแปลเป็นภาษามลายูรูปเขียน 3.สอนวิธีเล่นวิธีดูแลลูก 4.ชอบอ่านหนังสือเป็นทุนเดิม

ขณะที่ อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ปกครองไม่อ่านหนังสือให้เด็กฟังคือ 1.ไม่มีเวลา 2.ไม่มีหนังสือให้อ่าน 3.มีกิจกรรมอื่นน่าสนใจกว่า 4.ไม่รู้วิธีอ่าน และ 5.ผู้ปกครองบางส่วนอ่านหนังสือไม่ออก

4.ภาครัฐให้การสนับสนุน ล่าสุดศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้รับเอาข้อเสนอต่างๆ ไปขับเคลื่อนต่อ อีกทั้ง เลขาธิการ ศอ.บต. ยังประกาศว่า จะมีการจัดสรรหนังสือ 5 เล่ม ให้ครอบครัว การพัฒนาบุคลากร การจัดทำระเบียบต่างๆ ประสานภาคีต่างๆ เป็นต้น

5.ศรัทธา ซึ่งในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิมเรามีศรัทธาร่วมกัน เชื่อว่า การอ่านคือสิ่งสำคัญที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อขับเคลื่อนการอ่านเชื่อมโยงศรัทธาของศาสนา อิกเราะห์จงอ่าน มีการจัดมุมหนังสือตามมัสยิดในเดือนรอมฎอนและมีบริบทพื้นที่ทางวัฒนธรรม วัด โบสถ์ โดยเน้นหนังสือที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ เช่น หนังสือที่เชื่อมศรัทธาส่งเสริมให้คนไปฉีดวัคซีน เป็นต้น

นางสาวทัทยา อนุสสรราชกิจ เครือข่ายเชียงใหม่อ่าน กล่าวว่า การอ่านจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของเด็ก ให้มีรากฐานแข็งแรง ซึ่งในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ใช้กระบวนการ “อ่านทั้งเมืองเรื่องเดียวกัน” พัฒนาคุณครูให้รู้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมือง การสร้างเมืองที่มีประชากรรักท้องถิ่น เข้าใจท้องถิ่น และขยับไปสู่การทำ“นิทานสร้างเมือง” จากนั้นก็จัดหาหนังสือให้พอกับคุณครูในพื้นที่กว่า 800 คน เพื่อใช้เป็นสื่อในการส่งเสริมการอ่าน

นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับชนเผ่า กลุ่มชาติพันธุ์ เครือข่ายกลุ่มคนวัยใส หรือพ่อแม่วัยรุ่นที่ออกจากโรงเรียนก่อนเวลาอันควร เป็นคนไม่รักเรียน ไม่รักการอ่าน พอส่งเสริมให้อ่านหนังสือให้ลูกฟังแล้วพบว่าพ่อแม่ มีความภูมิใจในตัวเอง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมวางโทรศัพท์เพื่อมาอ่านหนังสือให้ลูกฟัง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการกินอาหารของลูก ทำให้มีโภชนาการที่ดีขึ้น สิ่งดีๆ เกิดขึ้นโดยไม่ต้องบีบบังคับ แต่เกิดจากพลังอันอ่อนโยนของหนังสือนิทาน

ส่วนพื้นอื่นๆ เช่น จังหวัดพะเยา ใช้พลังพระสงฆ์สร้างความเข้าใจกับเด็กและผู้ปกครอง, จังหวัดลำปางแจกหนังสือ 3 เล่ม พร้อมส่งเสริมให้พ่อแม่เข้าใจการใช้หนังสือ ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) เห็นพลังนิทานสร้างการเปลี่ยนแปลง และนำไปสู่การสนับสนุนการแจกหนังสือให้เด็ก

“หนังสือนิทานเล่มเล็กๆ ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งสังคม เกิดความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ สร้างพลังการอ่านหนังสือ แก้ปัญหาการอ่านหนังสือไม่ออก การมีโภชนาการที่ดีขึ้น โดยเกิดการขยับทั้งในและนอกโรงเรียนมี “ห้องสมุดรังไหม” นำหนังสือออกไปหาคนด้อยโอกาสตามพื้นที่ห่างไกล แต่ยังมีอีกหลายพื้นที่ในประเทศไทยที่ยังเข้าไม่ถึงหนังสือ จึงอยากเห็นนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมให้มีหนังสือในทุกบ้าน นโยบายทำให้พื้นที่ชุมชน พื้นที่สาธารณะมีหนังสือให้คนเข้าถึง และนโยบายสนับสนุนคนทำงานด้านการอ่านให้ทำงานเจาะลึกถึงฐานราก”

ดร.ทินสิริ ศิริโพธิ์ เจ้าหน้าที่ด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยองค์การยูนิเซฟประเทศไทย กล่าวว่า ข้อมูลที่องค์การยูนิเซฟร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ศึกษาว่าเด็กต่ำกว่า 5 ปี มีหนังสือสำหรับเด็กอย่างน้อย 3 เล่มมีจำนวนมากน้อยแค่ไหน พบว่ามีน้อยมากโดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี 23% ภาคใต้ 29% ภาคเหนือ 36% ภาคกลาง 42% และกรุงเทพฯ 56% แม้กรุงเทพฯ จะพบว่า เด็กมีหนังสือในบ้านมากที่สุด แต่ก็ถือว่าสัดส่วนน้อยมาก อยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง

และเมื่อดูถึงผลกระทบที่ให้เด็กอยู่กับมือถือ ซึ่งมีอัตราเฉลี่ยการใช้ในประเทศภาพรวมอยู่ที่ 53% พบว่ามีผลกระทบทำให้เด็กพูดไม่รู้เรื่องสื่อสารไม่เข้าใจ แต่เมื่อให้เด็กลดการใช้มือถือ หรือไม่มีมือถือเลยก็พบว่าเด็กสามารถมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้น จึงมีข้อแนะนำว่าให้เด็กเล่นมือถือได้เพียง 1 ชั่วโมงต่อวัน แต่เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบไม่ควรอยู่กับจอ และต้องมีผู้ปกครองอยู่ด้วย

“ที่เราต้องส่งเสริมการอ่านมากขึ้นเพราะจากการเก็บพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ภาพรวม 93% แยกเป็นพัฒนาการทางด้านกายภาพได้ 99% สังคมอารมณ์ 85% การเรียนรู้ 99% แต่ที่ด้อยที่สุดคือพัฒนาการด้านการอ่านออกคือการรู้จักตัวเลขหรือรู้จักตัวอักษร มีเพียง 61% ดังนั้นต้องมีนโยบายในด้านนี้มากขึ้น”

จากการที่ยูนิเซฟร่วมกับมูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่านและสพฐ.ในโครงการ Every child can Read นำร่องพัฒนา
เด็กเล็กต้นแบบ 14 แห่งใน กทม. พบว่าเด็กมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นมีจินตนาการมากขึ้น รู้จักคำศัพท์มากขึ้น มีสมาธิมากขึ้น เห็นภาพพัฒนาการดีขึ้นชัดเจน

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่ในการสนับสนุนให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บริการสาธารณะแก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพและตรงตามความต้องการ โดยงบประมาณด้านการอุดหนุนด้านการศึกษาโดยเฉพาะการจัดซื้อหนังสือให้เด็กปฐมวัยจะได้รับการจัดสรรทุกปี จำนวน 200 บาท/คน/ปี ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการร่วมในพื้นที่ สิ่งสำคัญคือ การส่งเสริมผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมให้ความสำคัญกับการอ่านหนังสือให้เด็กฟัง

“หากอยากให้ อปท.ส่งเสริมการอ่าน สร้างห้องสมุด หรือซื้อหนังสือให้เด็กได้อ่าน เวลาไปประชุมประชาคมก็ขอให้แจ้งความต้องการได้เลย เท่าที่ทราบเวลาประชุมประชาคมเพื่อรับฟังปัญหาความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ต้องการถนน ประปา ไฟฟ้า แทบไม่ได้ยินเลยว่าผู้ปกครองต้องการหนังสือต้องการห้องสมุด
ดังนั้นส่วนสำคัญต่อไปก็คือการสร้างการมีส่วนร่วมของพ่อแม่ผู้ปกครอง ให้ความสนใจกับการอ่านหนังสือให้เด็กฟัง”

นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. กล่าวว่า เป็นเวลา 2 ปีกว่าที่ตนรู้สึกหดหู่ เพราะเด็กไทยพัฒนาการถดถอยอย่างมาก งานวิจัยต่างๆ ทั่วโลกบอกว่าเด็กเราถดถอยทั้งทักษะทางสังคมทักษะชีวิตรวมถึงพัฒนาการทางด้านสมองไปไม่น้อยกว่า 2-4 ปี เป็นตัวเลขที่น่าตกใจมาก

ในขณะที่ PISA ที่ตรวจวัดเกณฑ์ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศต่างๆ พบว่าประเทศไทยมีคะแนนรั้งท้าย พร้อมเฉลยว่า เหตุที่เด็กในหลายประเทศทั่วโลกมีขีดความสามารถ มีคะแนนสูงมาก เพราะพ่อแม่อ่านหนังสือให้ฟังตั้งแต่เด็กมีหนังสือที่บ้านจำนวนมาก แต่ประเทศไทยจะไม่สามารถทำอย่างนี้ได้เลยถ้าไม่ประกาศนโยบายเร่งด่วนว่าจะหยุดวิกฤตภาวะ“การเรียนรู้ถดถอย” หรือ Learning Lost ของเด็กด้วย “นโยบายสวัสดิการหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัย” สร้างความรู้ความเข้าใจทุกๆครอบครัวจูงใจให้เข้ามาทำงานร่วมกัน

“วันนี้เครือข่ายเราเริ่มมีความหวังมากขึ้น เพราะหลายองค์กรพร้อมขยับให้ร่วมมือทั้งการประกาศนโยบายการสานพลังเปิดพื้นที่รับนโยบายนี้และดำเนินการทันที โดยที่เราอาจจะไม่ต้องร้องขอในรอบที่ 2 ดังนั้นนี่จึงถือเป็นความหวังใหม่ สิ่งที่ร่วมกันทำทั้งประเทศถูกทิศถูกทาง แต่จะยั่งยืน สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ต้องสร้างมาจากพื้นที่มาจากฐานราก ซึ่งคือความต้องการของประชาชน”

ที่ผ่านมารัฐบาลเคยมีนโยบาย Book Start ในขณะที่ยังเตรียมคนไม่พร้อมแต่ตอนนี้คนพร้อมแล้ว ภาคีมีความพร้อมและรู้ถึงกลยุทธ์ที่จะทำให้ทุกคนทุกครอบครัวลุกขึ้นพร้อมกันทั้งแผ่นดินขอเพียงรัฐบาลประกาศนโยบาย ทุกจังหวัดประกาศนโยบายร่วมกัน พร้อมทั้งให้การสนับสนุนงบประมาณ พัฒนาบุคลากร เชื่อว่าเด็กไทยจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นหยุดพัฒนาการที่ล่าช้ามาตลอด 10 กว่าปีด้วยวิธีการง่ายๆ คือ “สวัสดิการหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัย”

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top