สกู๊ปพิเศษ : พิษโควิด‘เศรษฐกิจ-สังคม’  ผลตกค้างครัวเรือนแม้โรคหาย

สกู๊ปพิเศษ : พิษโควิด‘เศรษฐกิจ-สังคม’ ผลตกค้างครัวเรือนแม้โรคหาย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.
Tag :

“บทสัมภาษณ์ของน้องผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาบรรยายเกี่ยวกับสภาพของตัวเองในช่วงที่ตกงานโดยไม่ทันตั้งตัว ต้องทำงานหาเงินดิ้นรนเพื่อที่จะรับจ้างทำทุกอย่าง แล้วทำหลายๆ อย่างด้วย อีกทั้งปรับชีวิตในครอบครัวเพื่อให้ตัวเองและครอบครัว พาตัวเองและสมาชิกในครอบครัวอยู่รอดในสถานการณ์ในที่สุด ซึ่งผมเชื่อว่านี่เป็นเรื่องราวเพียง 1 เรื่องราว ในอีกเป็นล้านๆ เรื่องราว เพราะโควิด-19 ไม่ได้สัมผัสกับใครคนหนึ่ง สัมผัสกับทุกคนทุกชีวิต ทุกระดับในครอบครัว”

รศ.ดร.ภูเบศร์ สมุทรจักร นักวิชาการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงส่วนหนึ่งจากบทความ “ครอบครัวไทยในวิกฤตโควิด-19”ซึ่งเป็นเรื่องเด่นของ “รายงานสุขภาพคนไทย ปี 2565”ในเวที “Forum รายงานสุขภาพคนไทย ปี 2565 :ชวนกันปักหมุดจุด Focus เร่งสร้าง ร่วมเสริม”จัดโดย โครงการศึกษาสถานการณ์ด้านสุขภาวะของคนไทยเพื่อจัดทำรายงานสุขภาพคนไทย 2563-2565 โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เชื่อมร้อยเครือข่ายขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)


สำหรับ รายงานสุขภาพคนไทย เป็นการสรุปประเด็นและเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพคนไทยที่เกิดขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา “ซึ่งเอาเข้าจริงๆ แล้ว รายงานปี 2565ที่เนื้อหาว่าด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี 2564 คณะผู้จัดทำไม่ได้เลือกประเด็นโควิด-19 เป็นหัวข้อแรก เพราะในรายงานปี 2564 ที่ว่าด้วยสถานการณ์ในปี 2563 ได้ใช้หัวข้อไปแล้วว่า COVID-19 มหันตภัยร้ายเขย่าโลก” โดยเนื้อหาอัดแน่นไปด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ว่าด้วยโรคอุบัติใหม่ดังกล่าว ประกอบกับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมไทย

แต่เมื่อสถานการณ์โควิด-19 กลับมาตึงเครียดขึ้นอีกครั้งตั้งแต่ปลายปี 2563 ลากยาวมาจนถึงปี 2564 คณะทำงานจึงตัดสินใจจัดทำรายงานในประเด็นโควิด-19 อีกครั้ง โดยครั้งนี้เจาะลึกไปที่เรื่อง “ผลกระทบของโควิด-19 ต่อครอบครัวไทย” โดยเฉพาะ เพราะยังไม่ค่อยมีการศึกษาเรื่องนี้มากนัก เช่น ในช่วงเดือน ส.ค. 2564 ที่มีข่าวพบผู้ติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์และช่วงใกล้คลอดเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะฉีดวัคซีนให้ประชากรกลุ่มนี้อย่างไร

“หลายคนที่ผ่านประสบการณ์การคลอดลูกในช่วงโควิด-19 ที่เป็นคุณแม่คลอดลูก ก็คงจะตระหนักและทราบดีว่าการคลอดลูกในยุคนั้นไม่เพียงแค่หวาดกลัวแต่ยังว้าเหว่ด้วย ปกติครอบครัวที่เกิดลูกจะมีความเป็นบรรยากาศที่อบอุ่นตื่นเต้น แต่การคลอดลูกในช่วงโควิด-19 คนไปเฝ้าก็จำนวนจำกัด ใครจะไปเยี่ยมจะไปช่วยเลี้ยงดู มีความขัดสน ความติดขัดไปทุกแห่ง นอกจากนี้รายงานยังได้กล่าวถึงจำนวนลูกกำพร้าที่เกิดขึ้นจากการที่เด็กในประเทศไทยเสียพ่อ-เสียแม่ หรือเสียทั้งพ่อทั้งแม่ หรือรวมไปจนถึงปู่ย่าตายายที่เป็นคนช่วยเลี้ยงดูลูก” รศ.ดร.ภูเบศร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม “แม้โควิด-19 เป็นโรคระบาดอุบัติใหม่..แต่ก็ยังไม่ทำให้เครียดเท่ากับปัญหาปากท้อง”รศ.ดร.ภูเบศร์ กล่าวต่อไปว่า สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่สังคมไทยกังวลมากกว่าเรื่องสุขภาพหรือการติดเชื้อคือเรื่องเศรษฐกิจ อาทิ ผลการสำรวจจากสำนักโพลล์ต่างๆ พบคนไทยกังวลปัญหาหนี้สินมากที่สุด รองลงมาคือ การตกงาน

เช่นเดียวกับปัญหาความเครียดและซึมเศร้า เมื่อสำรวจลึกลงไปก็ยังพบว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจ คือมาจากความกังวลรายรับไม่พอกับรายจ่าย ทั้งนี้ “แม้โควิด-19 จะส่งผลกระทบกับทุกคน แต่คนที่มีฐานะยากจนขัดสนมีแนวโน้มได้รับผลกระทบรุนแรงกว่า” หรือก็คือ “คนที่มีรายได้น้อยและเงินออมน้อย” ซึ่งเงินออมนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ชีวิตอยู่รอดหากต้องตกงานกะทันหัน หรืออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถทำงานหารายได้ได้

“คนที่มีเงินออมมากกว่าก็มีโอกาสที่จะมีช่องทางหรือความยืดหยุ่นทางด้านเวลาและการช่วยกันคิดมากกว่า แต่ช่องว่างระหว่างรายได้กับเงินออม ก็เป็นเรื่องปกติที่คนรายได้น้อยโอกาสในการสร้างเงินออมก็น้อย ถ้าหากรายได้ต่ำกว่า 10,000 โอกาสสร้างเงินออมติดลบอยู่ สร้างเงินออมได้น้อยมาก ถ้าเงินออมน้อย Buffer (กันชน) หรือช่องทางในความยืดหยุ่นของการช่วยเหลือ หรือในการที่จะสามารถอยู่ได้รอดในสถานการณ์ก็ยิ่งจำกัดด้วย” รศ.ดร.ภูเบศร์ ระบุ

รศ.ดร.ภูเบศร์ ยังเล่าถึงสถานการณ์ในช่วง“ล็อกดาวน์” หรือการปิดเมือง-ปิดกิจการต่างๆ เพื่อควบคุมโรค พบว่า “ในย่านหรือเมืองที่เศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวคึกคัก เมื่อต้องเผชิญกับการปิดเมืองและไม่มีนักท่องเที่ยวมาเยือน พื้นที่เหล่านั้นก็ไปไม่เป็น” ไม่รู้ว่าจะแก้ไขสถานการณ์อย่างไร “แม้จะมีความพยายามปรับตัว แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่ปรับตัวได้” ทั้งนี้ ยังต้องจับตามองไปที่ “เด็ก-เยาวชน” เพราะการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะเป็นแบบ “K-Shape”หมายถึงการที่คนรวยฟื้นเร็วส่วนคนจนฟื้นช้า ส่งผลต่อ “โอกาสทางการศึกษา” ของเด็กและเยาวชนด้วย

สอดคล้องกับความกังวลของ จะเด็จ เชาวน์วิไลผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ที่กล่าวเสริมว่าปัญหา “เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา” เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งต้องบอกว่า “วิกฤตเศรษฐกิจจากโรคระบาดโควิด-19 ส่งผลกระทบรุนแรงกว่าวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540” เพราะแม้วิกฤตต้มยำกุ้งจะทำให้เด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษาไปไม่น้อย แต่ช่วงที่เป็นวิกฤตนั้นคงอยู่ประมาณ6-7 เดือน หลังจากนั้นพ่อแม่ก็เริ่มกลับมาทำงาน แต่วิกฤตเศรษฐกิจจากโควิด-19 พ่อแม่ไม่อาจกลับมาทำงานได้โดยง่าย คำถามคือเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้จะไปอยู่ที่ใด

ด้าน สุดใจ พรหมเกิด ประธานมูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน ให้ความเห็นเพิ่มเติมในประเด็น “เด็กปฐมวัย” ที่รายงานไม่ได้กล่าวถึงมากนัก ทั้งที่เป็น “สารตั้งต้น” ของความเป็นพลเมืองสร้างสรรค์ในสังคม โดยเฉพาะข้อมูลที่ไม่ปรากฏในรายงานคือปัญหา “เด็กเล็กเข้าถึงสื่อจอได้เร็วขึ้น” ซึ่งส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการล่าช้า รวมถึงปัญหา “ติดเกม-ยาเสพติด” ที่เป็นภัยเร่งด่วน โดยคาดว่าภายใน 2-3 ปีข้างหน้า น่าจะเห็นภาพชัดเจนขึ้น

ขณะที่ วันชัย บุญประชา ผู้แทนมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ชวนคิดในประเด็น “ต้นทุน” เพราะวิกฤตต่างๆ จะมีมาเป็นระลอก โควิด-19 ก็เป็นระลอกหนึ่งซึ่งอาจมีระลอกอื่นๆ ตามมาในอนาคต แต่ต้นทุนที่มีจะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าสามารถรับมือวิกฤตที่ผ่านเข้ามาได้หรือไม่ ตั้งแต่ “ต้นทุนระดับบุคคล” หากวิเคราะห์ให้ชัดจะสามารถคาดการณ์ได้เลยว่าใครจะรอด-ไม่รอด ใครจะสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสหรือทำโอกาสให้กลายเป็นวิกฤต

“ต้นทุนระดับครอบครัว” เมื่อคนกลับบ้านมาในสภาพถูกกระทำจากวิกฤตภายนอกบ้านนั้นช่วยเยียวยาหรือยิ่งซ้ำเติม “ต้นทุนชุมชน” ซึ่งในสถานการณ์โควิด-19 ก็ได้เห็นชุมชนมีบทบาทสนับสนุนระบบการรักษาตัวที่บ้าน (Home Isolation) และในชุมชน (Community Isolation) แต่ชุมชนก็อาจต้องเผชิญบททดสอบบางอย่าง สุดท้ายคือ “ต้นทุนระดับรัฐ” รัฐไทยสามารถรับมือวิกฤตได้มาก-น้อยเพียงใด

การวิเคราะห์ต้นทุนจะทำให้มองเห็นว่าสิ่งใดควรพัฒนาเพิ่มเพื่อให้ดีขึ้นต่อไป!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top