คำให้การคนใน? อัษฎางค์ เปิดจุดตาย ปชน. ปมร้อน Spectre C

คำให้การคนใน? อัษฎางค์ เปิดจุดตาย ปชน. ปมร้อน Spectre C

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.09 น.

19 กุมภาพันธ์ 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ "เอ็ดดี้" นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า หากพิสูจน์ได้ว่า Spectre C เป็นสื่อ พรรคประชาชนมีโอกาสที่จะโดนยุบสูงมาก

Spectre C เป็นเอเจนซี่ หรือเป็นส่วนขยายของพรรค?


กรณี Spectre C กลายเป็นชนวนทางการเมืองที่ร้อนแรง เมื่อถูกกล่าวหาว่าเป็นหน่วยปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) และหาก กกต. พบหลักฐานการรับเงินจากพรรคเพื่อทำ IO โจมตีผู้อื่นในช่วงใกล้เลือกตั้ง มาตรา 92 ของ พ.ร.ป. พรรคการเมืองให้อำนาจ กกต. เสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคได้โดยตรง

แต่ประเด็นที่ “ใหญ่สุด” จริง ๆ ไม่ได้อยู่ที่คำว่า IO อย่างเดียว

ประเด็นการครอบงำสื่อและพรรคการเมือง ถือเป็นจุดอันตรายที่สุดในคดีนี้

รัฐธรรมนูญมาตรา 98(3) ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถือหุ้นหรือเป็นเจ้าของกิจการสื่อ

หัวใจของคดีนี้คือการตีความว่า Spectre C อยู่ในฐานะ “เอเจนซี่การตลาดปกติ” หรือ “ส่วนขยายของพรรคที่สวมหน้ากากบริษัทเอกชน”

ถ้าศาลเห็นว่าพรรคเพียงว่าจ้างบริษัทผลิตคอนเทนต์เช่นเดียวกับที่ธุรกิจทั่วไปทำ พรรคก็มีโอกาสรอดพ้น แต่ถ้าพบว่ามีการใช้บัญชีอวตารอย่างเป็นระบบ หรือโครงสร้างบริษัทถูกออกแบบมาเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมายโดยเฉพาะ นั่นจะเป็นหลักฐานชี้ขาดที่มีน้ำหนักสูงมาก

สิ่งที่ทำให้คดีนี้ร้ายแรงกว่าข้อกล่าวหาทั่วไปคือการที่อดีต ส.ส. ซึ่งเคยอยู่ในพรรคออกมาให้ข้อมูลด้วยตนเอง ตรงนี้แหละที่ “คำให้การคนใน” ถูกเอามาเพิ่มน้ำหนักทางการเมือง เช่น ธิษะณา ชุณหะวัณ ออกมาแฉว่าเป็นศูนย์ IO พยานจากภายในย่อมมีน้ำหนักในชั้นไต่สวนมากกว่าคำกล่าวหาจากฝ่ายตรงข้ามโดยทั่วไป

ต้องพิสูจน์อะไรถึงจะ “ไปถึงยุบพรรค” ได้จริง?

โดยหลักแล้วต้องทำให้เห็นอย่างน้อย 2 ชั้นพร้อมกัน

ชั้นที่ 1: Spectre C เป็น “กิจการสื่อโดยพฤตินัย”

หลักฐานแบบที่ทำให้คำว่า “สื่อ” ติดตัวบริษัทได้ เช่น

• สัดส่วนรายจ่าย/รายได้ไปที่การผลิต-เผยแพร่สื่อเป็นหลัก

• ผลงาน/บริการหลักคือผลิตคอนเทนต์-เผยแพร่-ยิงแอด-ปฏิบัติการสื่อสารเป็นกิจวัตร

• รูปแบบการทำงานคล้ายสำนักสื่อ/เอเจนซี่สื่อมากกว่าบริษัทที่ปรึกษาเฉพาะทาง (ตามที่ถูกกล่าวหาในข่าว) 

ชั้นที่ 2: พรรคหรือผู้มีอำนาจในพรรค “เป็นเจ้าของ/ควบคุม/สั่งการ” หรือใช้บริษัทเป็น “แขนขา” เพื่อทำสิ่งที่พรรคทำเองแล้วผิด/เสี่ยงผิด

นี่คือแก่นที่ทำให้กลายเป็น “คดีพรรค” ไม่ใช่ “คดีเอกชน”

• เส้นทางการเงิน: พรรคจ่ายอะไรให้บริษัทไหม จ่ายเพื่อทำอะไร

• เส้นทางอำนาจ: ใครสั่งงาน ใครกำกับยุทธศาสตร์สื่อ

• เส้นทางบุคคล: คนชุดเดียวกัน สลับบทบาทกันหรือไม่

• การใช้ทรัพยากรร่วม: สถานที่ ระบบข้อมูล อุปกรณ์ ฯลฯ

หาก กกต. หรือ ศาล ดู "ไส้ใน" ของบริษัท (รายรับ-รายจ่าย) แล้วเห็นว่ารายได้หลักมาจากพรรค และงานหลักคือทำสื่อเท่ากับว่าบริษัทนี้ไม่ใช่ที่ปรึกษากฎหมาย แต่เป็น Production House/Media Agency)

เกมนี้จริง ๆ คือการแย่งกันนิยามคำว่า “สื่อ” กับ “เอเจนซี่การเมือง”

IO เป็นแค่ "เชื้อเพลิง" ที่ทำให้สังคมโกรธ แต่ "ความเป็นเจ้าของสื่อ" คือ "กิโยติน" ที่ใช้ประหารพรรคในทางกฎหมาย

อ่านรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ #อัษฎางค์ดอทคอม
Link อยู่ในคอมเมนต์

(ถ้าคุณเชื่อว่า ภารกิจสื่ออิสระของผม ที่กล้าพูดความจริงเป็นประโยชน์ต่อสังคม กด Subscribe เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนอความจริง https://www.facebook.com/100070260068883/subscribenow...)

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top